37. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 37) 25/12/2550

37. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 37) 25/12/2550

ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 37)


37. วิถีกู้ชาติของศรี อรพินโธ (ต่อ)

...วันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1909

อรพินโธ กำลังยืนปราศรัยต่อหน้าฝูงชนจำนวนหนึ่งหมื่นคนบนสนามหญ้าข้างห้องสมุดริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำคงคาที่เมืองอุตตพารา กล่าวได้ว่าขณะนั้นคือ จุดสูงสุด ในชีวิตของเขาในฐานะที่เป็น “ผู้นำมวลชน” และ “นักปฏิวัติ” อรพินโธ เป็นผู้พูดคนเดียวในวันนั้น เสียงของเขาก็ไม่ค่อยดังมาก และสมัยนั้นยังไม่มีทั้งลำโพงและเครื่องขยายเสียง ที่ชุมนุมของผู้คนเรือนหมื่นจึงอยู่ในความเงียบสงบมากขนาดเข็มหมุดหนึ่งเล่มตกลงบนพื้นก็ยังได้ยิน ผู้คนทั้งหมดในที่ชุมนุมนั้น ล้วนจดจ่อตั้งใจฟังสิ่งที่ อรพินโธ กำลังจะถ่ายทอดออกมา ซึ่งเป็น ประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ ของตัวเขา ขณะที่ถูกจองจำอยู่ในคุกอลิปอร์ และตอนนี้เขาก็เพิ่งออกมาจากที่คุมขังได้ยังไม่ถึงหนึ่งเดือนด้วยซ้ำ

อรพินโธ ได้เล่าให้ผู้ชุมนุมฟังว่า ประมาณหนึ่งเดือนก่อนที่ตัวเขาจะถูกจับกุม เขาได้ยิน “เสียงเรียกจากภายใน” ให้ตัวเขาปล่อยวางจากกิจกรรมทางการเมืองทั้งหมดที่ตัวเขากำลังทำอยู่ แล้วหันไปปลีกวิเวกค้นหา “โลกภายใน” ของตัวเขาเอง เพื่อที่ตัวเขาจะได้เข้าไปใกล้ชิดกับ พระผู้เป็นเจ้า ได้มากยิ่งขึ้น แต่ในตอนนั้น เขาไม่อาจยอมรับ และปฏิบัติตาม “เสียงเรียกจากภายใน” นั้นได้ เพราะเขารัก งานการเมืองที่ตัวเขากำลังทำอยู่ และเกรงว่างานนั้นจะล้มเหลวหากไม่มีตัวเขา โดยไม่รู้ว่าการรีรอที่จะปฏิบัติตาม “เสียงเรียกจากภายใน” จะนำไปสู่การถูกจับกุมในที่สุด

อรพินโธ รู้สึกราวกับว่า พระผู้เป็นเจ้า ได้บอกกับตัวเขาในตอนนั้นว่า “ความผูกพันที่เธอมีนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่ตัวเธอจะทำลายได้ เพราะฉะนั้น ฉัน จึงเป็นคนทำลายให้เธอเอง เพราะนี่ไม่ใช่จุดประสงค์และเจตนารมณ์ของ ฉัน ที่จะให้เธอทำงานนี้ต่อ ฉัน มีงานใหม่ให้เธอทำ ฉัน จึงต้องพาเธอมาที่นี่ (คุกอลิปอร์) เพื่อสอนเธอในสิ่งที่เธอยังไม่ได้เรียนรู้ และเพื่อฝึกฝนเธอให้มีความพร้อมสำหรับงานของฉัน”

อรพินโธ จึงได้เรียนรู้ คัมภีร์ภควัตคีตา อย่างเข้าถึงได้ในคุกแห่งนี้ รวมทั้งสามารถปฏิบัติธรรมตามคำสอนของภควัตคีตา ที่สอนให้ทำงานเพื่อพระผู้เป็นเจ้า โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้นได้ นี่เป็นครั้งแรกที่ตัวเขาตระหนักได้อย่างแท้จริงว่า อะไรคือความหมายที่แท้จริงของศาสนาฮินดู เพราะบัดนี้ตัวเขาได้ตระหนักรู้แล้วว่า ธรรมนั่นแหละคือตัวชีวิตเอง โดยที่ ธรรม นั้นจะต้องเป็นไป เพื่อการกู้โลก และช่วยเหลือมวลมนุษยชาติ ประเทศอินเดียซึ่งเป็นมาตุภูมิของเขา เป็นแผ่นดินที่ดำรงอยู่เพื่อมนุษยชาติในทางจิตวิญญาณเสมอมา และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไปด้วย

ความตระหนักรู้ใน ธรรมของฮินดู ที่ อรพินโธ เข้าถึงได้ทั้งในระดับกาย ระดับใจ และระดับวิญญาณได้กลายเป็นประสบการณ์ที่มีชีวิตชีวาสำหรับตัวเขาแทบทุกขณะจิตแห่งลมหายใจเข้าออก เขารู้ว่า พระผู้เป็นเจ้า ย่อมตระหนักรู้และเข้าใจหัวใจของเขาอย่างถ่องแท้ที่สุดว่า ตัวเขาไม่เคยร้องขอและปรารถนา “ความหลุดพ้น” เหมือนกับผู้ปฏิบัติธรรมคนอื่นๆ สิ่งที่ตัวเขาร้องขอจากพระผู้เป็นเจ้ามีอยู่อย่างเดียวเท่านั้นเสมอมาคือ เขาขอให้ตัวเขามีพลัง มีความเข้มแข็งที่จะกู้ชาติ และยกระดับประเทศนี้ให้สูงขึ้นในทุกๆ มิติ และขอให้ตัวเขาได้มีชีวิตอยู่เพื่อที่จะทำงานให้แก่พ่อแม่พี่น้องประชาชนที่เขารัก และยินดีที่จะอุทิศชีวิตทั้งชีวิตให้เท่านั้น

หลังจากปฏิบัติโยคะอย่างจริงจังภายในคุก อรพินโธ ได้รับข่าวสาร 2 อย่างจาก “เบื้องบน” ว่า ประการที่หนึ่ง “เบื้องบน” ได้มอบหมายให้การกู้ชาติ และยกระดับประเทศนี้เป็น ภารกิจศักดิ์สิทธิ์ ของตัวเขามาตั้งแต่แรกแล้ว ประการที่สอง “เบื้องบน” กำลังทำให้ตัวเขาได้ตระหนักว่า พระองค์เป็นผู้ให้กำเนิดศาสนาฮินดูขึ้นมาในประเทศนี้เพื่อโลกใบนี้ โดยที่ ศาสนานี้ได้รับการสืบทอดและพัฒนาโดยผ่านเหล่าฤาษี เหล่ามุนี เหล่าโยคี เหล่านักบุญ และเหล่าอวตารทั้งหลาย โดยตัวเขาก็ต้องกระโจนเข้าร่วมในสายธารนี้ด้วย และ แผ่นดินนี้อยู่ได้ด้วยธรรม และควรจะอยู่เพื่อธรรมเท่านั้น

ทั้งหมดข้างต้นนี้คือ เนื้อหาคำปราศรัยของ อรพินโธ ที่กล่าวกับกลุ่มผู้ชุมนุมเรือนหมื่นในวันนั้น อรพินโธ จบท้ายด้วยการกล่าวสรุปว่า สำหรับตัวเขาแล้ว ขบวนการของเขามิได้เป็นขบวนการทางการเมืองอีกต่อไปแล้ว และลัทธิชาตินิยมของเขาก็ไม่ใช่เรื่องทางการเมืองอีกต่อไปแล้ว แต่มันได้กลายเป็นเรื่องของ “ธรรมะ” ล้วนๆ เป็นเรื่องของศรัทธา เรื่องของจิตวิญญาณอย่างไม่อาจแยกออกจากกันได้

หลังจากที่ อรพินโธ ออกจากคุกได้ไม่นาน ตัวเขาก็สำเหนียกได้ว่าบรรยากาศทางการเมืองได้เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง แกนนำต่างๆ ที่เคยเคลื่อนไหวกู้ชาติร่วมกับเขา ถ้าไม่ถูกจับเข้าคุก ก็ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ กระแสของมวลชนเริ่มอยู่ใน “ขาลง” ทุกๆ แห่งอบอวลไปด้วยบรรยากาศของความหดหู่และสิ้นหวัง การปราศรัยของ อรพินโธ ที่เมืองอุตตพาราที่มีฝูงชนเรือนหมื่นมาร่วมชุมนุมนั้น จึงไม่ต่างไปจากแสงสว่างครั้งสุดท้ายของเปลวเทียนก่อนที่จะดับลง

แต่ อรพินโธ ก็ยังมุ่งหน้าทำหนังสือพิมพ์ออกมา และเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อไปอีกพักใหญ่ จนทางการอังกฤษเริ่มเอาจริง โดยคิดจะเก็บหรือกำจัดเขาให้พ้นทางไปเลย หรือสาบสูญไปจากโลกนี้ ขณะนั้นเป็นช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ปี 1910 ก่อนที่ทางการอังกฤษจะเริ่มปฏิบัติการทำลายตัวเขา อรพินโธ ก็ได้รับคำสั่งจาก “เบื้องบน” อีกครั้งเป็น “เสียงเรียกจากภายใน” บอกให้ตัวเขารีบเดินทางไปทางใต้ที่จันเดอนากอร์เดี๋ยวนี้ ตอนที่ อรพินโธ ได้ยิน “เสียงเรียกจากภายใน” นั้น เป็นเวลาสองทุ่มพอดี และตัวเขาก็ยังทำงานอยู่ที่สำนักงานนิตยสาร “กรรมโยคี” ของเขาอยู่ คราวนี้ตัวเขาไม่รีรอเหมือนครั้งก่อนอีกต่อไปแล้ว เพราะเขายังได้รับนิมิตจาก “เบื้องบน” ด้วยว่า ไม่ต้องเป็นห่วงงานกู้ชาติ เพราะจะมีคนอื่นมาทำงานนี้ให้ และอินเดียจะต้องได้รับอิสรภาพอย่างแน่นอน

* * *

เพียงสิบนาที หลังจากที่ อรพินโธ ได้ยิน “เสียงเรียกจากภายใน” บอกให้เขารีบเดินทางไปที่จันเดอนากอร์เดี๋ยวนี้ เขาและผู้ติดตามอีกสองคนก็มาปรากฏตัวที่ท่าเรือ เพื่อออกเดินทางทันที ในระหว่างนั้น อรพินโธ เฝ้าแต่บอกกับตัวเองว่า ตัวเขาไม่ได้พ่ายแพ้หรือล้มเหลวในทางการเมืองจนต้องหลบหนี แต่เพราะตัวเขาไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกต่อไปแล้ว ถึงยังไง “เบื้องบน” ก็ได้ให้คำมั่นคำรับรองแก่ตัวเขาแล้วว่า อินเดียจะต้องได้รับเอกราชอย่างแน่นอน และเขาจะมีชีวิตอยู่จนได้เห็นเอกราชของมาตุภูมิ เพราะฉะนั้น ภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ที่กำลังรอเขาอยู่เบื้องหน้าคือ การเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ และช่วยยกระดับจิตวิญญาณของชาวโลกให้สูงขึ้นด้วยโยคะของเขา ขณะนั้น อรพินโธ มีอายุย่าง 38 ปีแล้ว

หลังจากที่ อรพินโธ มาถึงที่จันเดอนากอร์ เขาส่งผู้ติดตามเขาทั้งสองคนกลับเมืองกัลกัตตาในวันรุ่งขึ้นเพื่อไม่ให้ทางการสงสัย ส่วนตัวเขาพำนักอยู่ที่บ้านเพื่อนของเขาคนหนึ่งที่นั่น การมาที่นี่ของเขาเป็นความลับสุดยอด แม้แต่เพื่อนร่วมงานของเขาที่สำนักงานนิตยสาร “กรรมโยคี” ก็ไม่มีใครรู้ว่า เขาหายไปไหน

เพื่อนของ อรพินโธ ได้จัดหาบ้านเช่าหลังหนึ่งให้ อรพินโธ เก็บตัวอยู่ที่นั่นเพื่อฝึกสมาธิและโยคะอย่างต่อเนื่อง เพื่อนของ อรพินโธ ที่ให้การดูแล อรพินโธ ที่เมืองจันเดอนากอร์ ตระหนักได้ถึง “ความเปลี่ยนแปลง” ที่กำลังเกิดขึ้นภายในตัวของ อรพินโธ ในขณะนั้น เพราะ อรพินโธ พูดกับเขาเรื่องการเมืองน้อยมาก ส่วนใหญ่ถ้าเขาเอ่ยปากพูดซึ่งน้อยครั้งที่ อรพินโธ จะเอ่ยปากพูด เขาจะพูดแต่เรื่อง โยคะ เท่านั้น

อรพินโธ ยังบอกให้เพื่อนของเขา “มอบตัวตน” ทั้งหมดถวายให้แก่พระผู้เป็นเจ้า อรพินโธ ในสายตาของเพื่อนคนนั้นของเขา ได้กลายเป็นบุคคลที่ “มอบตัวตน” ให้แก่ “บางสิ่ง” ไปแล้วอย่างสิ้นเชิง เวลาที่ อรพินโธ พูดจาก็เหมือนมี “องค์ลง” หรือมีใครบางคนกำลังพูดผ่านตัวเขาอยู่ ตอนที่เพื่อนของเขายื่นจานอาหารให้เขารับประทาน อรพินโธ ก็สักแต่รับประทานอาหารราวกับว่า ตัวเขากำลังจมจ่อมอยู่ในสมาธิ แม้ขณะที่กำลังรับประทานอยู่ บางครั้ง อรพินโธ ก็อยู่ในฌานสมาธิ ทั้งๆ ที่กำลังลืมตาอยู่ เขาเห็นนิมิตต่างๆ ในโลกทิพย์หลายครั้งในระหว่างช่วงเวลาหนึ่งเดือนครึ่งที่ตัวเขาพำนักอยู่ที่นั่น

ในปลานเดือนมีนาคม ค.ศ. 1910 อรพินโธ ได้รับคำชี้แนะจาก “เบื้องบน” อีกครั้ง ให้ตัวเขาเดินทางไปที่เมืองพอนดิเชอรี่ ทางตอนใต้ของอินเดียที่อยู่ในเขตการปกครองของฝรั่งเศส อรพินโธ รู้ดีว่า ที่นั่นจะเป็น อาศรม ของเขาหรือเป็น “ถ้ำ” แห่งการบำเพ็ญตบะของตัวเขาในแบบของเขาเอง เพื่อนๆ ของ อรพินโธ ที่เคยแนะนำให้ตัวเขาลี้ภัยไปที่ฝรั่งเศส ได้ถามเขาในเวลาต่อมาว่า ทำไม เขาจึงเลือกไปที่พอนดิเชอรี่ อรพินโธ ตอบว่า เขาเลือกไปที่นั่นเพราะมันเป็นคำสั่งจาก “เบื้องบน” บอกให้ตัวเขาไปที่นั่น ในตอนนั้น อรพินโธ ยังไม่รู้ว่า ที่พอนดิเชอรี่แห่งนี้เคยเป็นที่อยู่ของมหาโยคีในยุคโบราณที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากคนหนึ่ง มหาโยคีผู้นั้นคือ อกัสติยะ (Agastya)






 

Powered by MakeWebEasy.com