32. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 32) 20/11/2550

32. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 32) 20/11/2550

ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 32)
 

32. บนเส้นทางที่ยาวไกลของประชาธิปไตยไทย (ต่อ)

“ในทุกสังคมมีบุคคลทั้งที่มีจริง และไม่มีจริงในประวัติศาสตร์ที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง เนื่องจากการกระทำของเขา อันเป็นการกระทำที่ทำได้ยาก บุคคลประเภทดังกล่าวนี้อาจเรียกกว้างๆ ได้ว่า วีรบุรุษ...วีรบุรุษ จำลองเอาอุดมคติของคุณธรรมที่สังคมยกย่องมาไว้ในรูปของบุคคล สังคมย่อมต้องการอุดมคติของคุณธรรม ทั้งที่สามารถบรรลุได้ และไม่สามารถบรรลุได้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานทางจริยธรรมของตน การทำให้อุดมคติเหล่านี้อยู่ในรูปของบุคคลทำให้สามารถย้ำ และสืบทอดอุดมคติได้ง่าย...วีรบุรุษ จึงเป็นอุดมคติที่มีเลือดเนื้อแสดงออกโดยผ่าน เรื่องราว ของเอกบุคคลคนหนึ่ง และเป็นบุคลิกภาพซึ่งคนอื่นอาจจำลองตัวเองให้เห็นว่าเป็นไปตามนั้นได้...กล่าวโดยโวหารมีบทสนทนาอันไม่รู้สิ้นสุดระหว่างคนกับ วีรบุรุษ อยู่ตลอดเวลา”

นิธิ เอียวศรีวงศ์ “วีรบุรุษในวัฒนธรรมไทย”

สุริยะใส ดูวีซีดีภาพยนตร์กังฟูที่เกี่ยวกับ ผู้กล้าแห่งวัดเส้าหลิน เรื่องนั้นด้วยใจที่จดจ่อราวกับว่ามันเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงๆ ทั้งๆ ที่มันเป็นแค่การจำลองเอา คุณธรรมของ ผู้กล้าที่แท้ มาทำเป็นเรื่องราวโดยผ่านตัวละครอย่างศิษย์ผู้พี่คนโตแห่งวัดเส้าหลินเท่านั้น

ศิษย์ผู้พี่คนโตรอคอยโอกาสกล้ำกลืนกับการถูกเข้าใจผิดจากเพื่อนพ้องน้องพี่ว่าเป็น “คนทรยศ” จนกระทั่งกองทหารส่วนใหญ่ของแมนจูมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องยกทัพกลับไปเมืองหลวง ประจวบกับเขาได้รับข่าวว่า พวกกบฏเส้าหลินจะยกกำลังมาช่วยพรรคพวกที่ติดอยู่ในคุก เขาจึงเปิดเผยจุดประสงค์แท้จริงของตนออกมา ทำการแหกคุกช่วยปลดปล่อยศิษย์รุ่นน้องสองคนกับพวก และบุกเข้าไปในตำหนักทำการต่อสู้กับ “องค์ชาย” และพวกองครักษ์ จนกระทั่งสามารถสังหาร “องค์ชาย” แมนจู ด้วยวิชาหัตถ์พุทธเส้าหลินอันลือลั่นของสำนักตน ล้างแค้นให้แก่อาจารย์ได้เป็นผลสำเร็จ แต่ตัวเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน

ฉากสุดท้าย...พวกกบฏเส้าหลินบุกเข้ามาในตำหนักเพื่อกวาดล้างพวกแมนจูให้สิ้นซาก เด็กหนุ่มฝ่ายกบฏที่เลือดร้อนคนหนึ่งเห็นศิษย์ผู้พี่คนโตยืนพิงกำแพงหมดแรงด้วยอาการบาดเจ็บสาหัสอยู่ จึงตรงรี่ปราดเข้าไปแทงศิษย์ผู้พี่คนโตด้วยดาบจนมิดด้าม ทั้งนี้เพราะความเข้าใจผิด คิดว่าศิษย์ผู้พี่คนโตเป็นพวกขายชาติจริงตามที่มีข่าวลือ

ศิษย์รุ่นน้องอีกสองคนที่ตามมาดูเหตุการณ์ในตำหนักทีหลัง ได้แต่ยืนมองตาปริบๆ ต่อเหตุการณ์เบื้องหน้าที่เกิดขึ้น และพอจะเริ่มเข้าใจ “ความจริง” ของเหตุการณ์ขึ้นมาบ้างแล้ว ขณะที่เด็กหนุ่มคนนั้นถูกพรรคพวกจับแบกขึ้นบ่า และได้รับการเชิดชูว่าเป็น “วีรบุรุษ” โดยที่ ผู้กล้าที่แท้ตัวจริง กลับตายอย่างอนาถ และไร้การเหลียวแลจากมวลชน

สุริยะใส ไม่มีวันลืมสีหน้าและแววตาซึ่งแสดงความปวดร้าว และเจ็บช้ำก่อนที่จะสิ้นลมของศิษย์ผู้พี่คนโตที่แสดงโดยตี๊หลุง มันเป็นภาพและเรื่องราวที่ตราตรึงในจิตใจของชายหนุ่มอย่างแน่นแฟ้น และฝังลึกมันทั้งปลอบประโลมใจเขา และให้กำลังใจเขาในการที่ยืนหยัดอยู่บนวิถีของของเขาที่ตัวเขาได้ตัดสินใจเลือกเดินเส้นทางนี้มาหลายปีแล้ว และจะเดินต่อไปบนเส้นทางสายนี้อย่างไม่ย่อท้อ และไม่ท้อแท้เป็นอันขาด

แม้ สุริยะใส จะค่อนข้างอึดอัด และไม่สบายใจพอสมควรที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยไม่ได้เป็นไปตามวิถีของรัฐธรรมนูญ และกระบวนการประชาธิปไตย แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่การรัฐประหารตัวเองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แม้จะมีความพยายามจะทำด้วยการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉุกเฉินฯ และสั่งปลด ผบ.ทบ.ก่อนหน้านี้ แต่ในที่สุดเมื่อ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เริ่มแสดงตัวในตอนเที่ยงคืนของคืนวันอังคารที่ 19 กันยายน 2549 ว่าเป็นขั้วทหารที่ไม่ขึ้นต่อระบอบทักษิณ ชายหนุ่มก็ค่อนข้างคลายกังวลไม่น้อย เพราะอย่างน้องชายหนุ่มก็เชื่อว่า แกนนำฝ่ายพันธมิตรฯ คงไม่ถูกไล่ล่า และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คงไม่มีเหตุการณ์นองเลือดตามมา

สุริยะใส เริ่มมีสมาธิที่จะทำความเข้าใจและทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นตั้งแต่การก่อเกิดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรื่อยมาจนถึงการยึดอำนาจ ชายหนุ่มไตร่ตรองอยู่จนเกือบสว่างในคืนของการยึดอำนาจ ซึ่งเริ่มเป็นที่แน่นอนแล้วว่า คณะปฏิรูปฯ ซึ่งนำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้าคณะนั้น สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เบ็ดเสร็จ

ชายหนุ่มจำได้ว่า เขาและแกนนำพันธมิตรฯ ได้ส่งสัญญาณเตือน พ.ต.ท.ทักษิณ พรรคไทยรักไทยและรัฐบาลมาโดยตลอดว่า กำลังสร้างเงื่อนไขให้เกิดอำนาจนอกระบบหรือการปฏิวัติรัฐประหาร กระทั่งพวกเขาได้เสนอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ลาออกและยุติบทบาททางการเมืองเพื่อรักษารัฐธรรมนูญและรักษาระบบเอาไว้ อย่างน้อยๆ ชายหนุ่มก็ไม่อยากให้รัฐธรรมนูญปี 2540 ฉบับที่ประชาชนร่วมกันร่างมาแทบเป็นแทบตายต้องถูกฉีกทิ้งไปต่อหน้าต่อตา แม้โดยพฤตินัยระบอบทักษิณได้ปู้ยี่ปู้ยำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปจนเละเทะแล้วก็ตาม

แต่เป็นความโชคร้ายของสังคมไทยที่มีผู้นำจอมปลอม ขาดสปิริต ขาดหิริโอตตัปปะ คิดเสียสละไม่เป็น คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องอย่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงทำให้สถานการณ์ทางการเมืองเข้าสู่ทางตัว จนในที่สุดก็สายเกินกว่าที่จะใช้วิถีทางในรัฐธรรมนูญเข้ามาคลี่คลายหรือแก้ปัญหาวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้น

สุริยะใส นั่งคิดแล้วคิดอีก ในที่สุดชายหนุ่มก็ปลงตกและได้คิดว่า เขาย้อนเวลากลับไปไม่ได้แล้ว ไม่มีใครย้อนเวลากลับไปได้เพื่อแก้ไขสิ่งที่ผิดพลั้ง และมันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหักห้ามรัฐประหารที่เกิดขึ้นและสำเร็จลุล่วงไปแล้ว ทั้งๆ ที่มันมิใช่สิ่งที่พวกเขาเหล่าแกนนำพันธมิตรฯ ต้องการให้เกิดขึ้นเลย เพราะสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องต้องการคือให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ลาออกและยุติบทบาททางการเมืองเท่านั้น

แต่เวลาผ่านไปแค่ชั่วข้ามคืนหลังการัฐประหาร สุริยะใส รู้สึกแปลกใจกับสัญญาณเชิงบวกหลายๆ อย่างที่ปรากฏออกมาอย่างที่ตัวชายหนุ่มไม่เคยคาดคิดมาก่อน ประการแรก การรัฐประหารครั้งนี้ ไม่มีเหตุการณ์นองเลือดเกิดขึ้นกับฝ่ายใดเลย ประการที่สอง คำประกาศกระทั่งคำสั่งของคณะปฏิรูปฯ ก็มีท่วงทำนองที่ระมัดระวังการใช้อำนาจ มีลักษณะยืดหยุ่น อะลุ้มอะล่วยกับทุกฝ่ายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในรัฐประหารที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ประการสุดท้าย หัวหน้าคณะปฏิรูปฯ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยังให้สัญญาลูกผู้ชายกับประชาชนอีกว่า จะถืออำนาจไว้เพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น และจะเร่งคืนอำนาจให้แก่ประชาชนโดยเร็ว

พูดสั้นๆ ก็คือ “การรัฐประหาร” ครั้งนี้ มีลักษณะของการแก้ไขสิ่งที่ผิดให้ถูกต้องเพื่อเริ่มต้นกันใหม่ มากกว่าที่จะมีจุดประสงค์เพื่อสนองความทะเยอทะยานทางการเมืองของผู้เข้ามายึดอำนาจเหมือนอย่างการรัฐประหารที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านั้น

แม้ สุริยะใส จะรู้สึกเช่นนี้ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกอึดอัดของนักเคลื่อนไหวหนุ่มมลายหายไปได้หมด เพียงแต่ เขาเป็นคนที่พยายามจัดวางความฝันให้อยู่กับโลกแห่งความเป็นจริงได้ โดยไม่ยอมจำนนกับความเป็นจริงที่เจ็บปวด แต่จะมองไปข้างหน้าเสมออย่างมีความหวัง อย่างกล้าคิดกล้าสร้างสรรค์ เพราะ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ศักดิ์ศรีและพลังอำนาจในความเป็นมนุษย์ของเขาก็ยังอยู่กับตัวเขาเสมอ

ชายหนุ่มตั้งปณิธานกับตัวเองว่า เขาจะต้องเข้าไปมีบทบาทในการร่วมกำหนดชะตากรรมของประเทศ และสังคมส่วนรวมต่อไป โดยจะไม่ยอมงอมืองอเท้าหรืออยู่นิ่งๆ นั่งหมดอาลัยตายอยากเป็นอันขาด แม้เขาจะต้องเผชิญกับความเป็นจริงที่แสนเจ็บปวดว่า สังคมไทยยังไปไม่ถึงฟากฝั่งแห่งสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เส้นทางสายนี้ยังอีกยาวไกลนัก การเมืองในปัจจุบันก็ยังเป็นแค่เวทีหาผลประโยชน์ของพวกชนชั้นนำ โดยที่ภาคประชาชนก็ยังต้องสร้างความเข้มแข็งต่อไป จริยธรรมและคุณธรรมของผู้มีอำนาจยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเรียกร้องกันต่อไปไม่มีวันจบสิ้น สิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ยังคงต้องรณรงค์อย่างต่อเนื่องต่อไป

ชายหนุ่มบอกกับตัวเองว่า ภารกิจประชาธิปไตยไม่มีวันจบ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล หรือำนาจตกไปอยู่ในมือใครก็ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างมีคุณภาพจากภาคประชาชนเสมอ

หลังจากนั้นไม่นานนัก สิ่งที่สุริยะใสและแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้รับคือ “ข้อกล่าวหา” ว่า เปิดทางให้อำนาจเก่าเข้ามาแทรกแซงการเมืองและฉีกรัฐธรรมนูญอย่างแนบเนียน ที่สำคัญ “ข้อกล่าวหา” นี้มาจากกลุ่มนักเคลื่อนไหว กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มปัญญาชนในฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย และไม่ได้เข้าร่วมต่อสู้กับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตั้งแต่ต้น มิหนำซ้ำภาษาที่ใช้หรือวาทกรรมที่คนเหล่านี้ใช้โจมตี สุริยะใส และแกนนำพันธมิตรฯ ล้วนเป็นภาษาที่ใช้ด่าศัตรูมากกว่าเป็นภาษาที่ใช้วิพากษ์ระหว่างกัลยาณมิตรด้วยกัน

บางครั้ง สุริยะใส ก็อดน้อยใจหมู่มิตรที่วิพากษ์พวกเขาไม่ได้ พวกเขาอยู่ในสนามรบที่ต้องตัดสินใจ พวกเขาเป็น “ผู้เล่น” ไม่ใช่ “ผู้ชม” พวกเขาไม่อยากทอดทิ้งมวลชน ต้องรับผิดชอบมวลชน พวกเขาเมื่อลุกขึ้นสู้แล้วก็ไม่อยากแพ้ แต่พวกเขาก็รู้ดีว่า ลำพังแค่ภาคประชาชนเองไม่มีกำลังพอที่จะโค่นระบอบทักษิณลงได้ จำเป็นต้องเชื่อมประสานกับพลังอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพลังชนชั้นกลาง พลังทุนชาติ พลังศักดินา ซึ่งฝ่ายที่วิพากษ์พวกเขาไม่พยายามเข้าใจ ความเป็นจริงของการต่อสู้ในโลกแห่งความเป็นจริง เหล่านี้เลย

สุริยะใส น้อมรับคำพากษ์ต่างๆ จากหมู่มิตรอย่างนอบน้อม และรับฟังแม้จะถูกเข้าใจผิดต่างๆ นาน สิ่งที่ปลอบประโลมจิตใจของชายหนุ่มในห้วงยามนั้นก็คือ นิยามของ “ผู้กล้า” ที่ชายหนุ่มได้เรียนรู้มาจากวีซีดีภาพยนตร์กังฟูเรื่องนั้น...นิยามที่ว่า ผู้กล้า คือ ผู้ที่สามารถยินยอมกล้ำกลืนแบกรับความเจ็บช้ำ ความปวดร้าว และความถูกเข้าใจผิดทั้งปวงไว้กับตนเอง เพื่อบรรลุปณิธานในชีวิตของตน ...ชายหนุ่ม






 

Powered by MakeWebEasy.com