31. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 31) 13/11/2550

31. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 31) 13/11/2550

ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 31)


31. บนเส้นทางที่ยาวไกลของประชาธิปไตยไทย

...กลางดึกคืนวันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549

“เขา” รู้สึกสลดสังเวช หลังจากที่ได้ติดตามข่าวทางโทรทัศน์จนเริ่มจะแน่ชัดแล้วว่า รัฐบาลทักษิณถูกยึดอำนาจ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร

จุดจบทางการเมืองของนายกฯ ทักษิณ มาอย่างคาดไม่ถึง จนน่า “สลดสังเวช” ถึงขนาดที่ตัว “เขา” ได้ใช้เรื่องนี้มาเป็นอุทาหรณ์ และเป็นหัวข้อในการเจริญวิปัสสนาพัฒนาจิต พัฒนาภูมิธรรมของตัว “เขา” ในกลางดึกคืนนั้น

อันที่จริง เวลาของชีวิตคนเราบนโลกธาตุใบนี้ช่างสั้นนัก กว่าคนเราจะอ่านออกเขียนได้ กว่าพอจะรู้จักผิดชอบชั่วดี กว่าจะเริ่มเข้าใจธรรมะ เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบครึ่งค่อนชีวิตเข้าไปแล้ว คนเราส่วนใหญ่จึงมีเวลาเหลือไม่มากนักในการปฏิบัติธรรม ชำระล้างจิตวิญญาณของตัวเองให้กลับคืนสู่ความสะอาด และความบริสุทธิ์ดังเดิม

คนที่จะหันมา “ปฏิบัติธรรม” อย่างจริงจังเพื่อชำระจิตวิญญาณให้สะอาดและบริสุทธิ์ดังเดิมได้ คนผู้นั้นจะต้อง “กล้า” ที่จะออกจากสิ่งไร้สาระหาแก่นสารไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง อำนาจหรือลาภยศสรรเสริญให้ได้เสียก่อน

คนเราทุกคนที่เกิดมาก็เกิดมาแต่ตัว ไม่เคยมีผู้ใดสามารถนำทรัพย์สินเงินทองติดตามออกมาจากครรภ์มารดาได้ ครั้นพอคนเราเกิดมาแล้ว คนส่วนใหญ่ต่างก็พยายามแสวงหาดิ้นรนเพื่อสะสมบรรดาสิ่งที่เป็นสมมติเหล่านั้น

อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร อาจเป็นคนที่เก่งในการหยิบยืมสมมติเหล่านั้นได้มากกว่าใคร โดยวิถีทางที่ฉ้อฉลปล้นชาติ จึงทำให้ตัวเขาร่ำรวยอย่างมหาศาล และมีอำนาจล้นเหลือ แต่สุดท้าย ทรัพย์สินต่างๆ และอำนาจเหล่านั้น มันก็เป็นเพียงสมมติ มีคุณค่าความหมายเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกสมมตินี้เท่านั้น มิหนำซ้ำ ในกรณีของ ทักษิณ “ละคร” ฉากนี้มันจบลงเร็วกว่าที่คิด มันจบลงก่อนที่มรณกาลจะมาเยือนตัวเขาเสียอีก มันจบลงเพราะ ทักษิณ ทำตัวของเขาเอง!
* * *
รถเก๋งคันนั้นที่มี สุริยะใส กตะศิลา นั่งอยู่ข้างๆ คนขับ แล่นฝ่าความมืดบนท้องถนนของกลางดึกคืนนั้น มุ่งไปทางทิศตะวันออกสู่จังหวัดชลบุรี ในความรู้สึกของ นักเคลื่อนไหวหนุ่ม และผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เส้นทางสายนั้น มันดูทอดยาวไปไกลเหลือเกิน ดุจเดียวกับเส้นทางที่ยาวไกลของประชาธิปไตยไทยที่ชายหนุ่มมีส่วนในการขับเคลื่อนผลักดันด้วยคนหนึ่ง

คืนนั้นประมาณหนึ่งทุ่ม ชายหนุ่มไปอัดรายการโทรทัศน์ “ถึงลูกถึงคน” ที่ช่อง 9 อสมท พออัดเสร็จตอน 2 ทุ่ม นักข่าวสายทหารที่สนิทกับเขาก็โทร.มาแจ้งมา คืนนี้ไม่เกินเที่ยงคืนมีการรัฐประหารแน่ ตอนนั้นเขายังไม่เชื่อจึงโทร.เช็กข่าวจากทางอื่นด้วย ก็ได้รับการยืนยันว่า มีทหารเคลื่อนกำลังเข้ามาจริง ทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบ แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นฝ่ายไหน รู้แต่ว่า มีการเคลื่อนไหวทั้งฝ่ายทหารที่สนับสนุนทักษิณ และฝ่ายทหารที่ไม่เอาทักษิณ

จากข้อมูลทั้งหมดที่ประมวลมาได้ นักเคลื่อนไหวหนุ่มจึงคิดว่าจะเกิดการรัฐประหารแน่ในตอนดึกคืนนี้ เพียงแต่ยังไม่รู้ว่ากลุ่มไหนเท่านั้น เพราะตอนสี่ทุ่มกว่า นายกฯ ทักษิณ ก็เพิ่งประกาศภาวะฉุกเฉินผ่านทางช่อง 9 อยู่

ช่วงนั้นเอง ที่ พลตรีจำลอง ศรีเมือง โทร.เข้ามาบอก เขาและพรรคพวกให้หลบไปอยู่ในที่ปลอดภัย เพื่อรอดูสถานการณ์ก่อน เพราะถ้าหากฝ่ายนายกฯ ทักษิณเป็นคนรัฐประหารตัวเอง นั่นก็หมายความว่า คืนนี้แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมทั้งตัวเขาจะถูกจับหรือโดนไล่ล่าอย่างแน่นอน

รถเก๋งคันนั้นที่มี สุริยะใส กตะศิลา นั่งอยู่ข้างๆ คนขับแล่นฝ่าความมืดบนท้องถนนที่ทอดยาวไกลราวกับไม่มีวันสิ้นสุด มุ่งไปทางทิศตะวันออก ชายหนุ่มบอกกับตัวเองว่า เส้นทางเดินของตัวเขา และของประชาธิปไตยยังอีกยาวไกลนัก และตัวเขาจะไม่ท้อแท้ ไม่หยุดเดินเป็นอันขาด

ชายหนุ่มเกิดและเติบโตที่บ้านเมืองแคน อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ บิดารับราชการเป็นครู มารดาเป็นแม่บ้าน เขาเติบโตในชนบท และคลุกคลีกับชีวิตชนบทเหมือนเด็กชนบททั่วไป ความที่ตัวเขาเป็นเด็กเรียนดี และใฝ่รู้ชอบติดตามข่าวสารบ้านเมืองโดยการอ่านหนังสือพิมพ์ทำให้เมื่อโตขึ้น เขาตัดสินใจมาศึกษาต่อที่กรุงเทพฯ โดยเลือกเรียนคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลังจากเป็นนักศึกษาได้ไม่นานนัก ก็เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬในปี พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นจุดพลิกผันในชีวิตของเขา

จากคนที่สนใจติดตามสถานการณ์ทางการเมืองเป็นการส่วนตัวโดยไม่ได้เข้าไปสังกัดกลุ่มไหนเลย เขาก็ได้ตัดสินใจไปร่วมชุมนุมในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ และเข้าไปเป็นสตาฟฟ์ทำงานของ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)

หลังจากจบเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เขาก็ปวารณาตัวเองว่าต้องมาทำงานกับ สนนท. ให้ได้ และได้กลายเป็น นักกิจกรรม หล่อหลอม และถูกจัดตั้งจากรุ่นพี่ใน สนนท. ให้อ่านหนังสือเชิงการเมืองสังคมวิพากษ์อย่างเป็นระบบ พร้อมๆ กับเข้าร่วมชุมนุมเคลื่อนไหวกับเกษตรกร และผู้ใช้แรงงานอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งตัวเขาได้รับตำแหน่งเลขาธิการของ สนนท. ในปี 2539 กลายเป็นตัวแทนของขบวนการนิสิตนักศึกษาในช่วงนั้น

หลังจากที่เขาหมดวาระในตำแหน่งเลขาธิการ สนนท. แล้ว ชายหนุ่มก็มีความมุ่งมั่นชัดเจนว่า จะต้องเป็น เอ็นจีโอ ทำงานเพื่อสังคม โดยเฉพาะทำงาน การเมืองภาคประชาชน เขาจึงเข้ามาทำงานกับ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ตั้งแต่บัดนั้นจนถึงทุกวันนี้

ประสบการณ์ในขบวนการนิสิตนักศึกษาและในการเมืองภาคประชาชนเป็นเวลาหลายปี คือการเตรียมความพร้อมให้กับ สุริยะใส กตะศิลา ในวัย 34 ปี เมื่อเขาต้องเข้ามารับหน้าที่ที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาด้วยการเป็นผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ซึ่งมองว่า ภารกิจศักดิ์สิทธิ์ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือการขับไล่และล้มล้างระบอบทักษิณกับทำให้พลังของกลุ่มพันธมิตรฯ นำไปสู่การปฏิรูปการเมือง และกลายเป็นพลังให้กับคนยากคนจน

สิ่งที่ชายหนุ่มสะเทือนใจ และปวดร้าวใจมากที่สุดในระหว่างที่ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานพันธมิตรฯ มิใช่แรงกดดันต่างๆ นานาจากฝ่ายระบอบทักษิณ แต่เป็นความเข้าใจผิดและความคิดเห็นที่ทั้งแตกแยก และแตกต่างในหมู่พันธมิตรที่ไม่ได้เข้าร่วมกับพันธมิตรฯ เพราะไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเคลื่อนไหว โดยเฉพาะเรื่องมาตรา 7 หรือการขอนายกฯ พระราชทาน

ในห้วงยามนั้น สิ่งที่ปลอบประโลมจิตใจของชายหนุ่มกลับเป็นวีซีดีภาพยนตร์กังฟูเรื่องหนึ่งของบริษัท ชอว์บราเดอร์ เมื่อสามสิบปีก่อน ที่นำแสดงโดย ตี๊หลุง ฉากแรกของภาพยนตร์เรื่องนี้ เปิดฉากด้วยการนิยามคำว่า “ผู้กล้า” โดยผ่านบทสนทนาระหว่างตี๊หลุงซึ่งเล่นเป็นศิษย์ฆราวาสรุ่นพี่คนโตของวัดเส้าหลินใต้กับท่านเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินใต้ผู้เป็นอาจารย์ถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้แก่เขา ในช่วงสมัยราชวงศ์เช็งที่ทางการพวกแมนจูกำลังวางแผนกวาดล้างวัดเส้าหลินใต้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นแหล่งซ่องสุมของพวกกบฏกู้ชาติ

“เธอรู้มั้ยว่า ผู้กล้า นั้นคือ บุคคลเยี่ยงใด?”

“ไม่ทราบครับอาจารย์”

“ผู้กล้า คือ บุคคลที่สามารถและยินยอมกล้ำกลืนแบกรับความเจ็บช้ำ ความปวดร้าว และความถูกเข้าใจผิดทั้งปวงไว้กับตนเอง เพื่อบรรลุปณิธานในชีวิตของตน บุคคลประเภทนี้แหละคือ ผู้กล้าที่แท้จริง หาใช่พวกที่กระทำการใดๆ ตามอารมณ์ด้วยความบ้าบิ่นมุทะลุอย่างไม่กลัวความตายแต่อย่างใดไม่!”

ฉากต่อมา...เริ่มต้นภายหลังจากวัดเส้นหลินใต้ถูกทำลายอย่างย่อยยับ เจ้าอาวาส และพระสงฆ์ในวัดส่วนใหญ่ถูกสังหารจนแทบหมดสิ้น หลงเหลือศิษย์ฆราวาสที่มีฝีมือเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กำลังซ่องสุมรวบรวมผู้คนเพื่อมาล้างแค้นทัพแมนจูที่ยังตั้งทัพควบคุมสถานการณ์อยู่ ขณะเดียวกันก็มีข่าวสะพัดไปว่า ศิษย์ผู้พี่คนโต (ตี๊หลุง) ได้ทรยศต่อสำนักหันไปสวามิภักดิ์กับราชวงศ์แมนจูเสียแล้ว โดยการรับผิดชอบเป็นหัวหน้าหน่วยปราบปรามพวกกบฏแห่งวัดเส้าหลิน ที่ยังหลงเหลืออยู่อีกเป็นจำนวนไม่น้อย

ในที่สุด ศิษย์ผู้พี่คนโตก็สามารถตามจับกุมศิษย์ฆราวาสรุ่นน้องที่เหลืออีกสามคนของตน และเป็นแกนนำของพวกกบฏแห่งวัดเส้าหลินได้หมดด้วยวิชาฝีมือที่เหนือกว่า แต่แทนที่จะฆ่าทิ้ง เขากลับขออนุญาตจาก “องค์ชาย” ผู้คุมกองทัพแมนจูมาถล่มวัดเส้าหลินใต้ และเป็น “เจ้านาย” ของเขา นำตัวคนสามคนนี้ไปคุมขัง โดยอ้างว่าเพื่อนำไปทรมานรีดเค้นให้สารภาพบอกที่หลบซ่อนของแกนนำคนอื่นๆ กับสมัครพรรคพวก

วิธีทรมานของศิษย์ผู้พี่คนโต แทบไม่ต่างจากการเคี่ยวกรำร่างกายในการฝึกวิชากังฟูของวัดเส้าหลินใต้เลย ภายในระยะเวลาไม่นานนัก แทนที่ศิษย์ผู้น้องสามคนจะมีสุขภาพอ่อนแอทรุดโทรมลง การณ์กลับกลายเป็นว่า พวกเขาแข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าเดิมเสียอีก จนพวกแมนจูเริ่มสงสัย และระแวงในตัวของศิษย์ผู้พี่คนโต จึงทดสอบความภักดีของเขาด้วยการให้เขาออกไปประลองฝีมือกลางแจ้งกับหนึ่งในศิษย์รุ่นน้องสามคนที่เป็นนักโทษ จนกระทั่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องตกตายกันไปข้างหนึ่ง

ศิษย์ผู้พี่คนโตจำใจต้องสังหารศิษย์รุ่นน้องของตนจนตายแทบเท้าในการประลองฝีมือนั้น ท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำลงมากลบปิดน้ำตาความร้าวรานใจของตัวเขา

“โอ! รสชาติของการเป็นผู้กล้าที่แท้ มันเจ็บปวดขนาดนี้เชียวหรือ ต้องยินยอมกล้ำกลืนแบกรับความเจ็บช้ำ และความถูกเข้าใจผิดเอาไว้กับตนเองขนาดนี้เชียวหรือ?” สุริยะใส ถึงกับรำพึงกับตนเองออกมา ขณะที่กำลังดูวีซีดีเรื่องนั้นอย่างจดจ่อเพียงลำพัง และมีความรู้สึกร่วม




 

Powered by MakeWebEasy.com