25. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 25) 2/10/2550

25. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 25) 2/10/2550

ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 25)




25. ศรัทธาของสนธิ

...วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2549

บ่ายวันนั้น เพิ่งมีข่าวออกมาว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่เป็นวันที่ 15 ตุลาคม 2549 ตามที่รัฐบาลได้ทูลเกล้าฯ ถวายขึ้นไปก่อนหน้านั้นกว่าหนึ่งเดือนก่อน

ข่าวนี้ออกมา ทั้งๆ ที่ปรากฏการณ์ “ยุทธการชนฟ้า” อันเริ่มต้นมาจากถ้อยคำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรื่อง “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ก็ยังคุกรุ่นอยู่ และพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษก็เพิ่งออกมาพูดในที่สาธารณะว่า “รัฐบาลก็เหมือนกับจ๊อกกี้ คือเข้ามาดูแลทหาร แต่ไม่ใช่เจ้าของทหาร”

พลันที่ทราบข่าว ผู้คนในขบวนการขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณต่างรู้สึกสับสนไม่เข้าใจสถานการณ์ บางคนถึงกับรู้สึกท้อแท้และสิ้นหวังกับการต่อสู้โค่นล้มระบอบทักษิณที่ดำเนินมา 10 เดือนเต็ม เพราะทุกคนล้วนมีความเชื่อมั่นไปในทิศทางเดียวกันว่า การเลือกตั้งทั่วไปสถานเดียวอย่างเดียว ภายใต้บรรยากาศการเมืองเดิม เงื่อนไขเดิมๆ กรอบกติกาเดิมๆ มันไม่ใช่ทางออกของปัญหา และวิกฤตที่กำลังเป็นอยู่

บางคนรู้สึกอย่างรุนแรงถึงขั้นรู้สึกว่า พวกเขาดูเหมือนกำลังถูกหลอก ทั้งๆ ที่ ณ นาทีนั้น ผู้คนที่ได้รับข่าวและรู้สึกเช่นนั้น ยังไม่มีใครได้เห็นตัวร่างพระราชกฤษฎีกาทั้งหมดกันเลย และยังไม่ได้พิจารณารายละเอียดแต่ประการใดเลย พวกเขาแค่ได้ทราบข่าวสั้นๆ ว่า ทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างกฎหมายให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 เท่านั้น พวกเขาก็พากันตีโพยตีพายกันไปใหญ่โตวิเคราะห์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา จิตเตลิด จิตปรุงแต่งกันไปสารพัดจนขาด “สติ” ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน ระลึกรู้ในสิ่งที่ควรทำในทันทีที่เกิดข่าวใหญ่

เพราะด้วยเหตุนี้แหละ ผู้คนส่วนใหญ่จึงไม่สามารถเป็น “ผู้นำ” ในช่วงวิกฤตได้ เป็นได้แค่ “ผู้ตาม” เท่านั้น

แต่ สนธิ ลิ้มทองกุล ต่างจากคนอื่นแม้อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน สนธิ ก็เหมือนคนอื่นคือได้ทราบหัวข้อข่าวเท่านั้นในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ปฏิกิริยาที่ สนธิ แสดงออกมานั้น แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

สนธิ มิได้แสดงอาการตกใจ สะทกสะท้าน หวาดหวั่น หรือหวาดวิตกออกมาเลยแม้แต่น้อย แม้เขาจะยังไม่รู้รายละเอียดและไม่รู้ที่มาที่ไปมากเท่าที่ควรเหมือนกับคนอื่น แต่ สนธิ ก็สามารถรักษา สติ ให้ตั้งมั่นไว้ได้โดยไม่หวั่นไหวและแน่วแน่

ปฏิกิริยาแบบนี้ของ สนธิ มิใช่เป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะมีข่าวอะไรเข้ามากระทบ สนธิ ก็ยังสามารถรักษาบุคลิกภาพที่ “นิ่ง” เอาไว้ได้เสมอ เป็นเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะในยามหน้าสิ่วหน้าขวานที่เผชิญหน้ากับอันตรายหลากหลายรูปแบบ

การที่ สนธิ นิ่งได้ขนาดนี้ก็เพราะตัวเขามี ศรัทธา โดยเฉพาะ ศรัทธา ที่ตัวเขามีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างไม่คลอนแคลน เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ตั้งแต่บ่าย สนธิ ก็เริ่มทำการปลอบใจเพื่อนร่วมงานของเขาให้ผ่อนคลายอยู่ในความสงบ และมีศรัทธา เพราะสิ่งต่างๆ มิได้ง่ายเหมือนที่มองเห็น

ในค่ำวันนั้นก็เช่นกัน เมื่อ สนธิ ไปจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์คอนเสิร์ตการเมือง ครั้งที่ 7 ที่สวนลุมพินี ท่ามกลางบรรยากาศ “เสียขวัญ” ของแฟนประจำรายการที่ผ่านการต่อสู้โชกโชนมาถึง 10 เดือนเต็ม สนธิ ได้ใช้ความสามารถเฉพาะตัวของเขา เรียกร้องความเชื่อมั่นความศรัทธาอย่างไม่มีข้อสงสัยของประชาชนในห้องประชุม และผู้ชมที่กำลังชมผ่าน ASTV อยู่ให้กลับคืนมาได้ชนิดหลายคนยิ้มออกทั้งน้ำตา

สนธิ กล่าวกับประชาชนในห้องประชุมและทางบ้านที่ชมผ่าน ASTV ว่า

“ผมถามเพื่อนฝูงผม ทีมงานผม ผมบอก...เฮ้ย...เวลาพี่สู้เนี่ยนะ...เอ็งเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวพี่มั้ย เพื่อนผู้ร่วมงานของผมที่สู้บอกว่า เชื่อครับพี่...ผมว่า...เชื่อนี่ เอ็งต้องเชื่อ 100 เปอร์เซ็นต์นะ เอ็งเชื่อแค่ 90 ไม่ได้นะ 95 ก็ไม่ได้นะ ถ้าเอ็งเชื่อ 100 เปอร์เซ็นต์เนี่ย เอ็งต้องเชื่อว่าสิ่งที่พี่ทำเนี่ย พี่ไม่พาเอ็งไปฉิบหายหรอก...”

“นั่นคือสิ่งที่ผมจะถามพวกเราต่อไปว่า เราเชื่อและศรัทธาในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือเปล่า...”

เสียงประชาชนขานรับขึ้นพร้อมกันกระหึ่มก้องห้องประชุมว่า

“เชื่อ...เชื่อ...เชื่อ...เชื่อ!!”

สนธิ จึงกล่าวต่อไปว่า

“ถ้าเราเชื่อ ขอให้รู้ว่า พระองค์ทรงครองราชย์มา 60 ปีเต็มเนี่ย ไม่ใช่ครองราชย์มาโดยอุบัติเหตุ หรือว่าโดยโชคช่วย แต่ด้วยพระปรีชาสามารถ และ ด้วยพระอัจฉริยภาพ ของพระองค์ท่าน...”

“เราเริ่มกันตรงนี้ก่อน เริ่มเชื่อหรือเปล่าว่า ถ้าเชื่อพระองค์ท่าน 100 เปอร์เซ็นต์เนี่ยนะ ถ้าเชื่อแล้ว...ฟังผมพูดจากนี้ต่อไป แล้วจะเข้าใจว่า...จริงๆ แล้ว เราชนะแน่นอน...”

แค่นี้ประชาชนในห้องประชุมก็เฮขึ้นพร้อมกัน รวมทั้งทีมงานรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ด้วย จากนั้น สนธิ ก็ทำการชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจถ่องแท้ในพระราชดำรัสที่พระราชทานให้ราชเลขาธิการนำมาถ่ายทอดต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวม 2 ประการ อันทำให้พระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งใหม่มีเงื่อนไขพิเศษ ไม่ต่างกับเมื่อครั้งทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2517 โดยมีพระราชดำรัสพระราชทานลงมาว่า ไม่ทรงเห็นด้วยใน 2-3 ประเด็นเมื่อ 32 ปีก่อน

คงเป็นการกล่าวไม่ผิด ถ้าจะบอกว่า ศรัทธา ที่ สนธิ มีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นแรงผลักดันที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งที่ทำให้ สนธิ ตัดสินใจลุกขึ้นมาปฏิบัติ “ภารกิจศักดิ์สิทธิ์...เราจะสู้เพื่อในหลวง...” ที่ไม่มีใครในสังคมกล้าปฏิบัติ โดยไม่นำผลแพ้ผลชนะมาเป็นเครื่องรบกวนจิตใจ

คำพูดของ สนธิ ในค่ำวันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม 2549 นั้น เปี่ยมไปด้วย พลังแห่งศรัทธาที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นการแสดงออกอย่างธรรมชาติที่สุด ชัดเจนที่สุด และทรงอานุภาพที่สุด ที่จะเป็นที่กล่าวขานไปอีกนานแสนนาน

* * *

สนธิ ไม่เพียงมี ศรัทธา ต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างไม่คลอนแคลนเท่านั้น สนธิ ยังมี ศรัทธา ใน ประชาชน อย่างล้นพ้นด้วย

นับตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2549 เป็นต้นมา ภายหลังจากที่ทุ่มสุดตัวอย่าง “ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง” ในการต่อสู้กับระบอบทักษิณมาถึง 10 เดือนเต็ม สถานการณ์บาดเจ็บสาหัสในทางธุรกิจของกิจการในเครือ “ผู้จัดการ” ก็เดินทางมาถึงจุดที่ไม่มีเงินเดือนจ่ายพนักงาน เงินเดือนจ่ายล่าช้าไปเกือบครึ่งเดือน ต้องทยอยจ่ายงวดละ 5,000 บาท

สนธิ เป็นคนไม่ปิดบัง เขาประสบปัญหาอย่างไรก็เล่าต่อสาธารณะไปอย่างนั้น อย่างมีอารมณ์ขัน ทำให้ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เดินทางมาพบ สนธิ ที่สวนลุมพินีเป็นการส่วนตัวช่วงก่อนออกรายการเมืองไทยรายสัปดาห์คอนเสิร์ตการเมือง ครั้งที่ 14 วันศุกร์ที่ 1 กันยายน 2549 พล.ต.จำลอง ท่านขออนุญาตพูดจาให้พี่น้องประชาชนช่วยกันบริจาคเงินสนับสนุน ASTV ก่อน สนธิ ขึ้นเวที

จากวันนั้น “ปาฏิหาริย์แห่งพลังประชาชน” ก็บังเกิดขึ้นทันที เพราะมีเงินบริจาคไหลเทมายัง ASTV เฉพาะในช่วง 3-4 วันแรกมีเงินเข้ามาวันละเกิน 1 ล้านบาท รวมๆ แล้วในชั่วระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์เศษ มีเงินเข้ามาในบัญชี ASTV รวมแล้วกว่า 15 ล้านบาท เงินบริจาคนี้เป็นเงินที่มาจากทุกชนชั้น!

เพราะเงินบริจาคก้อนนี้ สนธิและทีมงานในเครือ “ผู้จัดการ” ทุกคนรู้สึกสำนึกตื้นตันในบุญคุณของประชาชน และบุญคุณของแผ่นดินอย่างล้นพ้น นี่จะเป็นความทรงจำที่สนธิและทีมงานในเครือ “ผู้จัดการ” ทุกคนจะไม่มีวันลืมเลือนไปจวบจนวันตายว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตประชาชนได้ช่วยจ่ายเงินเดือนให้แก่พวกเขาโดยตรง แผ่นดินนี้ได้ช่วยโอบอุ้มจ่ายเงินเดือนให้แก่พวกเขาโดยตรง

สิ่งยิ่งใหญ่ งานใหญ่ทั้งหลายทั้งปวงที่กระทำโดยองค์กรนั้น ทุกอย่างมันเกิดจาก “ผู้นำ” องค์กรนั้น ถ้า “ผู้นำ” องค์กรมีวัฒนธรรมเช่นไร และถ้า “ผู้นำ” องค์กรมี “ศรัทธา” ในสิ่งที่ตัวเองทำ ยืนหยัด ในสิ่งที่ตัวเองทำ เชื่อมั่น ในสิ่งที่ตัวเองทำแล้ว การถ่ายทอด วัฒนธรรม และ พลังแห่งศรัทธา อย่างนี้ มันจะลงไปในตัวคนขององค์กรโดยอัตโนมัติ

วัฒนธรรมองค์กร ของสื่อเครือ “ผู้จัดการ” จึงมี แก่นแท้ ที่ สนธิ ได้พยายามประคับประคอง “ความเป็นสื่อมวลชน” ของเครือ “ผู้จัดการ” เอาไว้หลอมรวมจิตใจของบุคลากรให้เป็นหนึ่งเดียว เมื่อ สนธิ ประกาศยืนอยู่บนความถูกต้อง มุ่งเสนอความจริงโดยไม่ต้องเกรงกลัวอะไร สนธิ ก็ผลักดันจุดยืนอันนี้ร่วมกับผู้ร่วมงานของเขา ตลอดระยะเวลาที่พวกเขาต่อสู้กับระบอบทักษิณ ใช้การต่อสู้อย่างต่อเนื่องยาวนานนี้เป็น “เบ้าหล่อหลอม” หลักการ อุดมการณ์และศรัทธาในความเป็นสื่อมวลชนให้แก่พวกเขา

กล่าวโดยนัยนี้ สนธิ มี ศรัทธา ใน ผู้ร่วมงาน ของเขาทั้งองค์กรอย่างเต็มเปี่ยมด้วย

ศรัทธา ของ สนธิ นอกจากจะ ศรัทธา ใน พระธรรม โดยใช้ “ธรรมนำหน้า” แล้ว สนธิ ยัง ศรัทธา ใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ศรัทธา ใน ประชาชน และศรัทธาใน ผู้ร่วมงานทุกคนทั้งองค์กร ทั้งหมดถูกบูรณาการออกมาเป็น “พลังแห่งความศรัทธา” ของ “ผู้นำ” ที่มีชื่อว่า สนธิ ลิ้มทองกุล





 

Powered by MakeWebEasy.com