23. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 23) 18/9/2550

23. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 23) 18/9/2550

ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 23)



23. ยุทธการชนฟ้า (ต่อ)

เมื่อสถาบันเบื้องสูงถูกคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรื่อง “ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ” ทำให้มีการตีความเข้าไปเกี่ยวข้องและเกิดความคลุมเครือ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานวุฒิสภาได้เขียนบทความในวันที่ 4 กรกฎาคม 2549 เรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาปฏิเสธ ถ้าสิ่งที่เขาพูดไม่ได้หมายถึง “พระมหากษัตริย์”

มีชัย กล่าวไว้อย่างชัดเจนในบทความว่า

“...ความคลางแคลงใจของประชาชนที่มีต่อคำกล่าวของท่านนายกรัฐมนตรีจะผิดหรือถูกเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญก็คือ รัฐธรรมนูญมาตรา 8 บัญญัติไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ...และก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะเข้ารับตำแหน่งก็ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์ว่า จะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชน”

“...โดยภาระหน้าที่และคำสัตย์ปฏิญาณ ท่านนายกรัฐมนตรีจึงมีหน้าที่ต้องปกป้อง มิให้ใครมากระทำการใดอันเป็นการละเมิดมาตรา 8 ของรัฐธรรมนูญได้ บัดนี้ ประชาชนคลางแคลงใจในคำกล่าวของท่านนายกรัฐมนตรีเป็นทำนองว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเองนั่นแหละที่ละเมิดมาตรา 8 ของรัฐธรรมนูญ ท่านนายกรัฐมนตรีจะนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร”

คำถามที่ดังกึกก้องของ มีชัย ฤชุพันธุ์ กลับมิได้รับการตอบสนองจาก พ.ต.ท.ทักษิณ แต่อย่างใด ขณะเดียวกัน กลุ่มสตรีชั้นสูงของสังคม นำโดย ม.ร.ว.รำพิอาภา เกษมศรี ม.ล.อนงค์ นิลอุบล นางสุมาลี วีระไวทยะ และนางประไพ ปราสาททองโอสถ ได้ร่วมกันแถลงข่าวในวันที่ 3 กรกฎาคม 2549 เรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดเผยความจริงว่า ผู้มากบารมีและอยู่เหนือรัฐธรรมนูญที่เขาอ้างว่าเป็นผู้ทำลายประชาธิปไตยนั้นคือใคร โดยตัวแทนของกลุ่มได้กล่าวว่า

“ที่ผ่านมา นายกฯ ทักษิณ พูดพล่อยๆ ไม่สมควรอยู่เรื่อยๆ และให้มีการทายผิดทายถูก ซึ่งคนที่เป็นผู้นำต้องมีความรับผิดชอบในคำพูดของตนเอง รับผิดชอบต่อประเทศชาติ ต่อประชาชน...การพูดของนายกฯ มีโพยล่วงหน้า ไม่ใช่พูดโดยไม่ใช้สมอง แต่เป็นการพูดจาบจ้วงซึ่งประชาชนจำนวนมากได้ตีความไปมากเกินกว่า พล.อ.เปรม แล้ว จึงขอให้นายกฯ ทักษิณออกมาบอกให้ชัดเจนว่าคือใคร หากนายกฯ ไม่มีเจตนาจาบจ้วงเบื้องสูงจริง”

“...ขอร้องเถอะว่า อย่าดึงฟ้าลงต่ำ เพราะการพูดของนายกฯ แสดงให้เห็นว่า ไม่มีสมอง แล้วเราจะปล่อยให้คนอย่างนี้มาบริหารประเทศชาติได้อย่างไร”

สนธิ ลิ้มทองกุล พร้อมแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งแล้ว!

โดยในวันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม 2549 สนธิพร้อมแกนนำพันธมิตรฯ และคณะ ส.ว.ได้ไปยื่นหนังสือต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำการร้องทุกข์กล่าวโทษเอาผิดนายกฯ ทักษิณ ฐานะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะเมื่อนายกฯ รู้ว่ามีผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครอง คิดกบฏต่อชาติ ก็ต้องดำเนินคดี การเคลื่อนไหวของ สนธิ ในครั้งนี้ได้มีประชาชนแห่ไปให้กำลังใจเป็นจำนวนมากเหมือนเช่นเคย แต่ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจก็หาได้ดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ประการใด

* * *

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ปัญญาชนสาธารณะคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศไทยที่เป็น หัวหอก ในการลุกขึ้นมาต่อสู้กับระบอบทักษิณตั้งแต่ช่วงแรกๆ โดยผ่านการจัดพิมพ์หนังสือชุด “รู้ทันทักษิณ” ออกมาเผยแพร่ในวงกว้าง ได้เกิดความคิดถึง อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครูที่ตัวเขาเคารพรักและยึดถือเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิตอย่างแรงกล้าอย่างที่ตัวเขาเองก็บอกไม่ถูก

เหตุการณ์บ้านเมืองยามนี้ ทำให้ตัวเขาหวนคิดถึง ครู ของเขาเป็นยิ่งนัก แม้ ครู ของเขาจะจากโลกนี้ไปหลายปีแล้ว แต่ตัวเขายังคงระลึกถึง ครู ของเขาอยู่เสมอมิรู้คลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงยามนี้

เพราะสถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้ ช่างคล้ายกับปลายสมัยที่ ครู ของเขายังอยู่เมืองไทยอย่างน่าวิตก เขาจำได้ว่า สมัยนั้น คือช่วงเวลาก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ต่อเนื่องไปจนถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

เวลาผ่านไปร่วม 30 ปีแล้ว แต่อะไรๆ ดูเหมือนจะหมุนเวียนกลับที่เดิมร่ำไป

เมื่อ 30 กว่าปีก่อน บ้านเมืองตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการทหาร ผูกขาดอำนาจโดยทหาร สิทธิเสรีภาพของประชาชนและระบอบประชาธิปไตยถูกตัดตอนทำลาย แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศของเขาก็กลับมาตกอยู่ในระบอบเผด็จการอีก แต่คราวนี้เป็นรูปแบบใหม่ที่อยู่ใต้อาณัติของธุรกิจผูกขาดที่เป็น “ทุนนิยมสามานย์”

ภายใต้ ระบอบทักษิณ ได้มีการพยายามสร้างระบบการเมืองพรรคเดียวรวมศูนย์อำนาจเข้ามาสู่เจ้าของพรรคการเมือง ครอบงำรัฐสภา องค์กรอิสระผู้มีหน้าที่ตรวจสอบคานอำนาจ และสื่อมวลชน ทำลายความเข้มแข็งของระบบราชการ และสถาบันสังคม จากนั้นได้ใช้อำนาจรัฐไปออกนโยบายที่เอื้อผลประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนพวกพ้องบริวาร ใช้อำนาจรัฐและอำนาจทุนที่แสวงหามาได้ทำการสืบทอด และแผ่ขยายอำนาจของพวกตนออกไปอย่างกว้างไกลที่สุด

30 กว่าปีที่แล้ว ประชาชนได้ลุกขึ้นขับไล่เผด็จการทหาร แต่มาสมัยนี้ประชาชนก็ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง โดยมีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นศูนย์กลางการประสานงาน ซึ่ง เจิมศักดิ์ ก็กระโจนเข้าไปร่วมต่อสู้ด้วยอย่างเอาการเอางาน โดยมีเป้าหมายเพื่อไล่รื้อระบอบทักษิณ และกลไกอำนาจของ เผด็จการทุนนิยมสามานย์

เจิมศักดิ์ จบปริญญาเอกทางด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตร และเคยเป็นอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ความที่ตัวเขาเป็นคนที่มีพลังงานสูง และมีจิตสำนึกที่วิพากษ์ในทุกเรื่องราวอย่างแหลมคม ทำให้ตัวเขาหันเหจากความสนใจเชิงวิชาการเฉพาะด้าน แต่มุ่งที่จะทำหน้าที่ของ “ปัญญาชนสาธารณะ” ให้ความรู้ และสติปัญญาแก่ประชาชนในวงกว้างแทน โดยผ่านการเข้าไปทำงาน “สื่อ” ซึ่งตัวเขาได้ค้นพบตัวเองว่า ตัวเขามีความสามารถพิเศษทางด้านนี้ด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของการอ่านคนว่า มีลับลมคมในหรือซ่อนเงื่อนอะไรไว้บ้าง ทำให้เขาทำหน้าที่สัมภาษณ์คน เพื่อให้สาธารณชนได้รู้เท่าทันนักการเมืองได้ดีเป็นพิเศษ แต่ เจิมศักดิ์ ก็ไม่เคยลืมว่า ที่ตัวเขาเป็นอย่างที่ตัวเขาเป็นอยู่ในขณะนี้ได้ เพราะตัวเขาได้รับการอบรมบ่มเพาะจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครูในดวงใจ ของเขาเป็นผู้เสริมสร้างและพัฒนาขึ้นมา

เจิมศักดิ์ คิดถึงครูของเขาในยามนี้เป็นพิเศษ เพราะครูของเขาเป็นผู้ยึดมั่นในแนวทางสันติประชาธรรม และคุณธรรม จริยธรรม อันเป็นสิ่งที่สังคมยามนี้ต้องการอย่างที่สุด เพราะผู้มีอำนาจในขณะนี้ “อายไม่เป็น” อย่างที่เรียกได้ว่า ไร้ยางอาย ซึ่งเหมือนเชื้อร้ายที่ได้แพร่กระจายจากผู้นำฝ่ายบริหาร ไปสู่ผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติ และลามไปถึงผู้มีอำนาจหน้าที่ในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

เจิมศักดิ์ ได้พยายามทำความเข้าใจ ระบอบทักษิณ อย่างเป็นธรรม และลดอคติในการมองปัญหา ทำให้ตัวเขาพอจะเข้าใจได้ว่า ตัว ทักษิณ เป็นคนที่เติบโตมากับแวดวงของผู้ทะเยอทะยานสู่อำนาจ ที่ชอบใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ ผูกขาดหวังกำไรสูงสุด ทักษิณ หันมาสนใจสังคมการเมืองก็เฉพาะช่วงท้ายๆ ที่ต้องสนใจก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางธุรกิจของตนกับเพื่อแสวงหาอำนาจเท่านั้น

เจิมศักดิ์ ยังทำความเข้าใจในตัว ทักษิณ อีกว่า ทักษิณ มีความเข้าใจการเมืองระบอบประชาธิปไตยอย่างผิวเผิน โดยมองว่าเป็นแค่การเลือกตั้งให้ได้ตัวแทนได้เสียงข้างมาก บริหารจัดการกับการลงมติ และเมื่อได้จำนวนเสียงจำนวนที่นั่ง ก็จะได้อ้างว่ามีความชอบธรรมจะบริหารจัดการเพื่อใคร อย่างไรก็ได้

โดยที่ ทักษิณ หามีความเข้าใจเลยว่า การเมืองของไทยเป็นประชาธิปไตยระบบผสมที่หยั่งรากลึกมานานมี 3 อำนาจควบคู่ผสมผสาน คือ

1) สถาบันกษัตริย์ผู้มีบารมีสูงยิ่ง

(2) สถาบันอภิชนหรือสามัญชนผู้มีบารมี (Aristocracy) และ

(3) สถาบันรัฐสภาจากการเลือกตั้ง

จึงรวมเรียกว่า “ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข”

แต่ ทักษิณ กลับเข้าใจผิด คิดเอาเองว่า พระมหากษัตริย์ของไทยหมดอำนาจมา 74 ปีแล้ว หรือไม่ ทักษิณ ก็แกล้งไม่เข้าใจความจริง จึงได้พยายามจะทำให้สถาบันกษัตริย์เป็นเพียงสัญลักษณ์ ทักษิณ เองก็เลือกที่จะเข้าใจว่า อภิชนหรือสามัญชนผู้มีบารมี เป็นผู้มีอำนาจทางการเมืองก็แต่เฉพาะเวลาที่ตัวเขาจะใช้ประโยชน์ เช่น เมื่อตอนที่ตัวเขาต้องคดีซุกหุ้นเท่านั้น

ตัวทักษิณเองนั่นแหละที่เป็นผู้บั่นทอน สถาบันระดับสูงของไทยที่เป็นรากแก้วของวัฒนธรรม ทักษิณเป็นคนที่ทำให้รากแก้วนี้เสื่อมค่าลงภายหลังจากที่ตัวเขาสามารถรวบอำนาจเบ็ดเสร็จไว้ได้แล้ว

เพราะด้วยเหตุนี้แหละ จึงมีความพยายามของประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งรวมทั้งตัว เจิมศักดิ์ เองด้วย ที่ออกมาปกป้องการละเมิดพระราชอำนาจ หรือปกป้องจากความพยายามที่จะทำให้อำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์กลายเป็นเพียงภาพสัญลักษณ์ เช่น การพูดจายกตนตีเสมอเบื้องสูง การซื้อเครื่องบินประจำตำแหน่ง การประกอบพิธีทำบุญประเทศ การแต่งตั้งพระสังฆราช ฯลฯ

เจิมศักดิ์ ตระหนักดีว่า คนยุคนี้ หากไม่ได้อยู่ร่วมหรือเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินนี้ในช่วงระหว่างปี 2547 จนถึงปัจจุบัน กลางปี 2549 ก็คงยากที่จะเข้าใจ ที่มาที่ไปของวิกฤตประเทศไทยในปัจจุบัน เพราะมันเป็นวิกฤตทางการเมืองที่มีสีสันจัดจ้านที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ที่มีความพลิกผันแยบยล ซับซ้อนซ่อนเงื่อน และเกี่ยวข้องกับผู้คนทุกชั้นชนในวงกว้างที่สุดอย่างที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน

เจิมศักดิ์ ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ในประวัติศาสตร์การเมืองช่วงนี้ เหมือนกับ ปัญญาชนผู้กล้า อีกเป็นจำนวนมากอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ธีรยุทธ บุญมี พิภพ ธงไชย จำลอง ศรีเมือง สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมศักดิ์ โกศัยสุข สุริยะใส กตะศิลา รสนา โตสิตระกูล แก้วสรร อติโพธิ วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ สังศิต พิริยะรังสรรค์ คำนูณ สิทธิสมาน ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โสภณ สุภาพงษ์ ฯลฯ

ปัญญาชนผู้กล้าเหล่านี้ ล้วนรู้และตระหนักดีว่า บ้านเมืองนี้กำลังเผชิญกับเภทภัยที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งอย่าง ระบอบทักษิณ ที่กำลังบั่นทอนสถาบันระดับสูงของบ้านเมืองนี้อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

และ จะมีก็แต่ประชาชนผู้มี “ปัญญา” และ “รู้เท่าทัน” เท่านั้น ถึงจะช่วยกอบกู้ “วิกฤตที่สุดในโลก” ให้แก่บ้านเมืองนี้ได้

เจิมศักดิ์ เฝ้าบอกกับตัวเองในใจ ครั้งแล้วครั้งเล่าว่า

“ชีวิต มีวันหมดอายุ

อำนาจ มีวันหมดอายุ

ระบอบทักษิณ มีวันหมดอายุ

ความโป้ปดมดเท็จ และการสร้างภาพลวง ก็มีวันหมดอายุ

คงมีแต่ ความจริง เท่านั้นที่ ไม่มีวันหมดอายุ

ตัวเราจะใช้ชีวิตและปฏิบัติหน้าที่ โดยตระหนักถึงสัจธรรมข้อนี้อยู่เสมอ จนกว่าชีวิตจะหาไม่”





 

Powered by MakeWebEasy.com