20. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 20) 28/8/2550

20. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 20) 28/8/2550

ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 20)
 


20. เงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน

“เราอุ้มทักษิณขึ้นเพื่อให้มันอุ้มชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มันกลับไปเหยียบย่ำทำลายทั้งสามสิ่งแหลกเหลว จนผู้คนเขาเกลียดมันทั้งเมือง ผู้คนเขาขับไล่มันออก มันยังไม่ยอมออก มันหน้าด้านนัก มันทำไมหน้าด้านอย่างนี้ เอาคนหน้าด้านนี้หรือมาเป็นนายกฯ”

พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี

...วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2549 กรุงเทพมหานคร

เธอ เฝ้าติดตามข่าวกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มนักศึกษาไทยในสหรัฐอเมริกาที่ไปชุมนุมถือป้ายต่อต้านการเดินทางมาเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาของอดีตนายกฯ ทักษิณซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเว้นวรรคที่สนามบินฮุสตัน อินเตอร์เนชั่นแนล ทางโทรทัศน์ ASTV ด้วยใจจดจ่อ

ทักษิณและคณะได้เดินทางไปถึงสหรัฐอเมริกาในตอนเย็นวันที่ 16 เมษายน ตามเวลาท้องถิ่น และเตรียมจะเข้านครฮุสตัน รัฐเทกซัส ในวันรุ่งขึ้นเพื่อเดินทางไปเยี่ยมมหาวิทยาลัยฮุสตันซึ่งเป็นสถานที่ที่ทักษิณเคยไปศึกษาต่อปริญญาเอก แต่หลังจากมีกระแสข่าวว่าทักษิณจะไปฮุสตัน ทำให้มีกลุ่มคนไทยในสหรัฐอเมริกาทั้งฝ่ายต้าน และฝ่ายสนับสนุนต่างก็ไปรอประท้วงและต้อนรับที่สนามบินฮุสตัน อินเตอร์เนชั่นแนล โดยที่ฝ่ายที่ไปชุมนุมต่อต้านซึ่งนำโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในสหรัฐอเมริกามีจำนวนมากกว่า พวกเขาถือป้ายประท้วงเขียนข้อความต่างๆ นานา อาทิ “ทักษิณออกไป!” “Thaksin get out!”

โดยเฉพาะป้ายที่สะดุดตาที่สุดนั้น เห็นจะเป็นป้ายของกลุ่มนักศึกษาไทยในนครฮุสตันที่ทำเป็นรูป “คนหน้าเหลี่ยม” ติดแผ่นกระดาษเขียนคำว่า “Hi Hitler”

พอทักษิณและคณะได้ข่าวว่ามีกลุ่มประท้วงรอ “ต้อนรับ” พวกเขาอยู่ที่สนามบินฮุสตัน พวกเขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางที่สนามบินโอแฮร์ที่นครชิคาโกทันที

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปฏิเสธได้ยากก็คือ การลุกขึ้นมาขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณโดยสามัญชนคนธรรมดาอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมได้แพร่ระบาดไปถึงต่างประเทศแล้ว โดยมีจุดเริ่มต้นที่ ตัวเธอ ซึ่งเป็นเพียง แม่ค้าคนหนึ่งในซอยละลายทรัพย์ เท่านั้น

เธอ ยังจำเหตุการณ์ในเที่ยงวันนั้น หรือวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2549 ได้อย่างไม่มีวันลืมตราบจนชั่วชีวิตนี้ วันนั้น เธอ เห็นทักษิณและคณะกำลังรับประทานอาหารกลางวันที่ศูนย์อาหารทรินิตี้มอลล์ ซอยสีลม 5 หรือซอยละลายทรัพย์ที่ เธอ ขายของอยู่ ขณะนั้นทักษิณกำลังสั่งก๋วยเตี๋ยวราดหน้า และข้าวเหนียวหมูปิ้งมารับประทานตามสไตล์ “การสร้างภาพ” เป็น “คนติดดิน” ที่เขาถนัด

เธอ เป็นแม่ค้าธรรมดาคนหนึ่งก็จริง แต่งงานมีครอบครัวจนลูกเต้าโตกันหมดแล้ว แต่ เธอ ก็เป็นคนที่รักความเป็นธรรม และติดตามปัญหาบ้านเมืองโดยผ่านรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ของ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล มาโดยตลอด แน่นอนว่าเธอเฝ้าติดตามการต่อสู้ของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผ่านทาง ASTV อย่างสม่ำเสมอด้วย เธอ จึงตื่นตัวและตระหนักถึงพฤติกรรมที่ “ขายชาติ” ของอดีตนายกฯ ทักษิณเป็นอย่างดี

เพราะฉะนั้น เมื่อ เธอ ได้เห็นทักษิณล่วงล้ำเข้ามาใน “ถิ่น” ของ เธอ ทำให้ เธอ รู้สึกอดรนทนไม่ได้ จึงเดินเข้าไปตะโกนด่า พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่กำลังรับประทานอาหารอยู่ว่า

“ยังกล้ามากินข้าวอีก ทักษิณออกไป!”

ทักษิณสะดุ้งเล็กน้อย สีหน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็พยายามรักษาฟอร์มของตนเองโดยกวักมือเรียก เธอ ให้เข้ามาคุยกันใกล้ๆ แต่ เธอ ไม่ยอมคุยด้วย เธอ ถอยออกมายืนตะโกนอยู่บริเวณหน้าศูนย์อาหารอีกว่า

“ทักษิณออกไป ไอ้คนขายชาติ”

จากนั้น เธอ ก็วิ่งเข้าไปในทรินิตี้ คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านค้าเครื่องประดับและเสื้อผ้า ซึ่งมีร้านของเธออยู่ในนั้นด้วย โดยทรินิตี้ คอมเพล็กซ์นี้อยู่ฝั่งตรงข้ามศูนย์อาหารทรินิตี้ เธอ ได้ไปรวบรวมพรรคพวกเพื่อนแม่ค้าของ เธอ อีกสิบกว่าคนมารวมตัวกันขับไล่ทักษิณ โดย เธอ เป็นต้นเสียงตะโกนคำว่า “ท้ากษิณ...” แล้วพวกแม่ค้าเพื่อนๆ ของเธอขานรับว่า “ออกไป!”

บรรยากาศในศูนย์อาหารทรินิตี้กลับตรงข้ามกับภายนอกอย่างสิ้นเชิง เมื่อพ่อค้าส้มตำที่ทักษิณอุดหนุนซื้ออาหารเป็นต้นเสียงตะโกนขึ้นมาว่า

“ทักษิณสู้ๆ” แล้วก็มีการส่งเสียงให้กำลังใจทักษิณจากพวกหน้าม้า และกลุ่มสอพลอที่จัดเตรียมมาเป็นระยะๆ กระทั่ง พ.ต.ท.ทักษิณรับประทานเสร็จและเตรียมเดินพบปะประชาชนบริเวณตลาดละลายทรัพย์ซึ่งอยู่ด้านข้างศูนย์อาหาร

พอพวก เธอ ซึ่งไปปักหลักซุ่มอยู่บริเวณชั้น 2 ของอาคารจอดรถในพื้นที่ดังกล่าวเห็นทักษิณเดินออกมา พวกเธอก็ตะโกนขับไล่ซ้ำอีกครั้งทันทีว่า “ทักษิณออกไป!” นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของ พ.ต.ท.ทักษิณที่เพิ่งตามมาสมทบ อดรนทนไม่ได้ถึงกับหลุดปากอุทานคำหยาบสวนกลับพวกเธอบ้าง ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณเห็นท่าไม่ดี จึงตัดสินใจยกเลิกการพบปะประชาชนบริเวณนั้นทันที โดยเขาหันไปบอกกับ นายจักรภพ เพ็ญแข ที่ติดตามมาด้วยว่า

“กลับดีกว่า เดี๋ยวมีงานต่อ”

ไม่มีเหตุการณ์ไหนที่แสดงถึงการที่ “ผู้นำ” อย่างทักษิณไม่ได้รับการเคารพนับถือ ไม่เกรงใจ ไม่หวาดกลัวและไม่ให้เกียรติจากประชาชนคนทำมาหากินธรรมดา ได้อย่างชัดเจนเท่ากับเหตุการณ์ในครั้งนั้นอีกแล้ว

เธอ คิดว่าเธอได้ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว และสมควรกระทำอย่างยิ่งแล้ว ด้วยเหตุนี้แหละ เธอ จึงกล้ายืนหยัดอย่าง เงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน ได้ว่า เธอ ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเขาขาดจริยธรรมพฤติกรรมที่ผ่านมาของเขา ต้องมีแต่คนที่ลวงโลกและหลอกตัวเองเท่านั้นถึงจะเงยหน้าพบปะผู้คนได้อย่างไม่สะทกสะท้าน

“โอ...ศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ของคนเราต้องไม่ถูกวัดด้วยความร่ำรวย และอำนาจลาภยศเป็นแน่ เพราะตอนนี้ ทำไมคนที่เป็น แม่ค้าธรรมดาคนหนึ่งอย่างตัวเรา ถึงรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าน่ายกย่องกว่านายกฯ หน้าเหลี่ยมคนนี้มากมายนัก” เธอ รำพึงกับตัวเองในใจ พร้อมกับรำลึกถึงข้อความบางตอนจากข้อเขียน “ลูกแกะหลงทาง” ที่ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เคยอ่านออกโทรทัศน์ช่อง 9 ให้ผู้ชมฟัง

“พ่อบอกว่า ให้ลูกๆ เลือกตัวแทนมาทำงาน มาบริหารครอบครัว โดยมีเป้าหมายเพื่อความสุขสูงสุดของลูกทุกๆ คน ไม่ใช่เพื่อกำไรสูงสุดของครอบครัว แต่เพื่อความสุขสูงสุดของครอบครัวภายใต้เงื่อนไขที่มีอยู่มากมายทั้งภายในบ้านและรอบๆ บ้าน...”

“...แต่มีลูกที่ดื้อรั้น หยิ่งผยอง อวดดีที่บังเอิญสวมหนังลูกแกะและคุณธรรม คิดวัดรอยเท้าพ่อ ใช้พี่น้องคนอื่นๆ ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือบางคนรู้และสมยอมเพราะพี่ชายคนโตคนนี้มีท่าไม้ตายคือ เงินฟาดหัว จากลูกๆ ที่เป็นแกะดำเพียงไม่กี่คน”

“ลัทธิรวยแล้วโก้ รวยแล้วเท่ รวยแล้วกร่างก็เริ่มแพร่หลายในสังคม จากลูกแกะเชื่องๆ ที่มาจากศรัทธาของพี่น้อง ไหว้แม้แต่พี่น้องที่อาศัยอยู่ข้างถนนกลายเป็นคนใจร้อน กำแหง เกรี้ยวกราดกับทุกคน”

“จากคนเดิมๆ ที่พ่อยอมให้เข้ามาบริหารครอบครัว แม้มีความไม่โปร่งใสเรื่องทรัพย์สิน จากผู้นอบน้อมกลายเป็นศาสดาซึ่งมอบความกลัว ความเกลียดชัง การหยามหลู่ และข้อกล่าวหาว่าโง่แก่พี่น้องทุกคนที่เห็นตรงกันข้าม”

“จากผู้ที่ดูเหมือนจะบริสุทธิ์ผุดผ่องกลายเป็น บุคคลปริศนาที่ไม่ยอมตอบคำถามใดๆ กลัวการตอบคำถาม และยึดครองสมบัติของครอบครัวเป็นของตนแต่ผู้เดียว”

“...ลูกๆ ทั้งหลายตื่นเถิด ตาสว่างได้แล้ว ชีวิตนี้ของพวกท่านเป็นของพ่อโดยที่ไม่ต้องมีกฎใดๆ มารองรับ

กราบแทบเท้าพ่อของแผ่นดิน”

* * *

...สองวันต่อมา หลังจาก “วีรกรรม” ของตัว เธอ ในวันนั้น ซึ่งปรากฏเป็นข่าวใหญ่ในสื่อแทบทุกฉบับ เธอ ได้รับเชิญให้มาปรากฏตัวในตอนหัวค่ำบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ชุมนุมปักหลักที่หน้าห้างสยามพารากอน สยามสแควร์ ในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2549 สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรถึงกับถอดผ้าพันคอสีเหลืองของเขาพร้อมกับลายเซ็นของเขาคล้องสวมให้กับตัว เธอ ต่อหน้าประชาชนหลายหมื่นคนที่มาร่วมชุมนุมกันที่นั่น

ท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้องให้กับ “วีรสตรี” ผู้นี้ ผ้าพันคอผืนนี้คือเหรียญกล้าหาญที่ประชาชนมอบให้แด่ เธอ ผ่าน สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่แต่เท่านั้น “คณะงิ้วกู้ชาติธรรมศาสตร์” ที่มาเปิดการแสดงในคืนนั้นด้วย ก็เอาเรื่องราวของ เธอ สอดแทรกเป็น ตัวเอก ของเรื่องราวการแสดงงิ้วในคราวนั้นด้วย

คืนนั้นถือได้ว่าเป็น จุดสูงสุดในชีวิตของแม่ค้าอย่างเธอ ผู้สร้างวีรกรรมลุกขึ้นมาขับไล่ ทรราชอย่างทักษิณ อย่างไม่เกรงกลัว

ใครกันแน่ที่สามารถเงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน ระหว่างนายกฯ “ขายชาติ” อย่างทักษิณ หรือว่าแม่ค้าแห่งซอยละลายทรัพย์คนหนึ่งอย่างตัวเธอ?





 

Powered by MakeWebEasy.com