17. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 17) 7/8/2550

17. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 17) 7/8/2550

ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 17)
 


17. ศึกวาทกรรมกับนักกลยุทธ์

“แต่ละครั้งที่มีคนลุกขึ้นมายืนหยัดเพื่อต่อต้านความอยุติธรรม เขาหรือเธอได้ส่ง กระแสคลื่นแห่งความหวัง เล็กๆ ออกไปกระทบกันและกันจากศูนย์กลางที่หลากหลายของพลัง และความท้าทายนับล้าน กระแสคลื่นเล็กๆ เหล่านี้ ในที่สุดได้ก่อตัวใหญ่ขึ้นจนกวาดล้างกำแพงอันยิ่งใหญ่แห่งการกดขี่ครอบงำให้ลืมครืน”

โรเบิร์ต เอฟ. เคเนดี้

...คืนวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2549

เขา กำลังนั่งเรียงหมากล้อมอยู่ ขณะที่ได้ยินอดีตนายกฯ ทักษิณ รักษาการนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยรักไทยได้เปิดแถลงข่าวผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยเพื่อประกาศไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังเปิดสภาก่อนหน้านั้น อดีตนายกฯ ทักษิณ เคยประกาศว่า หากการเลือกตั้งมีผู้ไม่ออกเสียงเลือกตนรวมกับผู้ไปเลือกพรรคอื่นมีคะแนนรวมเกิน 50% ของผู้ไปเลือกตั้ง ตัวทักษิณก็จะไม่เป็นนายกฯ อีก ผลก็คือ คำพูดของอดีตนายกฯ ทักษิณได้สำแดงประสิทธิภาพให้เห็น เพราะมีประชาชนถึง 10 ล้านคนที่มาลงคะแนนในช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนน ซึ่งหมายความชัดเจนว่า พวกเขาไม่เอาพรรคไทยรักไทย และไม่เอาอดีตนายกฯ ทักษิณมาเป็นนายกฯ อีก ตัวเลข 10 ล้านเสียงที่ไม่เอาทักษิณนี้ เป็นตัวเลขที่คาดไม่ถึง และสร้างความตกตะลึงให้กับทักษิณและแกนนำพรรคไทยรักไทยทุกคน แม้ว่าในการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน ที่ผ่านมา พรรคไทยรักไทยจะได้มาถึง 16 ล้านเสียงเศษ จากจำนวนประชาชน 28 ล้านคนเศษที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งก็ตาม เพราะเสียง 10 ล้านเสียง ที่ไม่เอาทักษิณนั้น ส่วนใหญ่มาจากกรุงเทพมหานครกับ 14 จังหวัดภาคใต้

สำหรับ เขา แล้ว การประกาศไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอดีตนายกฯ ทักษิณในคืนนี้ มีความหมายเท่ากับว่า “ทักษิณแพ้แล้ว!” แม้ว่าการศึกระหว่างขุมพลังพันธมิตรประชาชนฯ กับระบอบทักษิณ ยังไม่จบก็ตาม กล่าวคือ มันเป็นการแพ้ในเชิงสภาพการสู้รบระหว่างสองฝ่ายในช่วงกลางเกม

เขา หันหน้าไปดูกระดานหมากล้อมที่เขากำลังเรียงเกมการแข่งขันของนักหมากล้อมมืออาชีพญี่ปุ่นเพื่อชิงตำแหน่ง “ราชันหมากล้อม” ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1985 (พ.ศ. 2528) ระหว่าง โจจิคุน ผู้เป็นแชมป์กับ ทาเกมิย่า มาซะคิ ผู้มีฉายา “สไตล์จักรวาล” ซึ่งเป็นผู้ท้าชิง...มันเป็นเกมที่ 6 จาก 7 เกมแข่งขัน

ทั้งคู่ต่างก็เป็นนักหมากล้อมที่มีพลังมากเหนือกว่านักหมากล้อมมืออาชีพทั่วไป แต่ก็เป็นนักหมากล้อมที่มีสไตล์การเล่นตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง โจจิคุน ถนัดเล่นเกมเอาพื้นที่ ขณะที่ ทาเกมิย่า ชอบสร้างกรอบขนาดใหญ่ตรงกลางกระดาน ล่อให้อีกฝ่ายบุกเข้ามาในกรอบของตนจะได้บุกโจมตี และเผด็จศึกเสีย ในเชิงกลยุทธ์ โจจิคุน จะปล่อยให้ ทาเกมิย่า สร้างกรอบขนาดใหญ่จนเกือบเสร็จ แล้วเลือกใช้จังหวะนั้นลุยเดี่ยวเข้าไปในกรอบแล้วดิ้นรนหนีการปิดล้อมไล่ล่าให้ได้ ผลแพ้ชนะของการแข่งขันจึงอยู่ที่หาก ฝ่ายโจจิคุน สามารถหนีรอดการไล่ล่าได้เป็นผลสำเร็จ เขาจะเป็นฝ่ายชนะในการแข่งขัน แต่ถ้า ฝ่ายทาเกมิย่า สามารถโจมตีไล่ล่าจนสามารถจับหมากฝ่ายตรงข้ามกิน หรืออย่างน้อยตักตวงผลประโยชน์จากการโจมตีครั้งนี้จนได้ พื้นที่ขนาดใหญ่อย่างเป็นกอบเป็นกำได้ เขาก็จะเป็นฝ่ายชนะ

หมากล้อม เป็นเกมแห่งการประชันปัญญาและกลยุทธ์ระหว่างผู้เล่นสองฝ่ายมันเป็นเกมที่มาจากการเคลื่อนไหวของเม็ดหมาก และโอกาสที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นในสายตาของผู้ที่สามารถดื่มด่ำความลึกล้ำของหมากล้อมได้ เกมหมากล้อมที่เล่นกันระหว่างนักหมากล้อมที่มีฝีมือในระดับสูง จะแทบไม่ต่างจากงานศิลปะที่ผู้เล่นสองคนร่วมกันสรรค์สร้างขึ้นมาเลย

ในสายตาของ เขา กว่าเจ็ดเดือนที่ผ่านมานี้ การศึกระหว่าง ฝ่ายสนธิ กับ ฝ่ายทักษิณ ก็แทบไม่ต่างจาก การศึกในเกมหมากล้อม แต่อย่างใดเลย ฝ่ายทักษิณ ที่ถือว่าตัวเองมีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือ จึงดำเนินกลยุทธ์ไม่ต่างจากของ ทาเกมิย่า ที่มุ่งขยายอิทธิพลกรอบขนาดใหญ่ตรงกลางกระดาน และจะบดขยี้อีกฝ่ายที่ล่วงล้ำเข้ามาอย่างไม่ปรานี ขณะที่ ฝ่ายสนธิ ก็เลือกดำเนินกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดแบบเดียวกับ โชจิคุน ที่มุ่งเปิด “พื้นที่” กับสร้าง “พื้นที่” ของตนเองไปเรื่อยๆ เพื่อสะสมกำลังก่อนรอจังหวะที่เหมาะสมในการบุกทะลวงเข้าไปในกรอบขนาดใหญ่ของฝ่ายตรงข้าม แต่ดิ้นรนหลุดรอดออกมาให้ได้ซึ่งเท่ากับเป็นการสลายหรือทำลายอำนาจอิทธิพลขนาดใหญ่ของฝ่ายตรงข้ามไปพร้อมๆ กัน

เกมการแข่งขันหมากล้อมเกมนั้น จบลงที่หมากตาที่ 261 โดยที่ ฝ่ายโจจิคุน ซึ่งถือหมากขาวเป็นฝ่ายชนะสี่แต้มครึ่งก็จริง แต่มันเป็นชัยชนะที่ไม่ง่ายเลย โจจิคุน ชนะมาได้อย่างเลือดตาแทบกระเด็นอย่างเหนื่อยแทบขาดใจ กว่าจะดิ้นรน เอาตัวรอดพ้นจากการถูกโจมตีไล่ล่าจาก ฝ่ายทาเกมิย่า ที่ถือหมากดำ (โคมิ หรือแต้มต่อห้าแต้มครึ่ง) ได้ กล่าวคือ ถ้าหากไม่มี โคมิ หรือแต้มต่อจากฝ่ายดำ เกมการแข่งขันหมากล้อมเกมนี้ ดำจะชนะหนึ่งแต้ม แต่เพราะมีแต้มต่อขาวจึงเป็นฝ่ายชนะสี่แต้มครึ่ง นี่ก็แสดงให้เห็นว่า การโจมตีของฝ่ายดำรุนแรงขนาดไหน

กล่าวกันว่า เกมนี้ที่ ฝ่ายโจจิคุน หรือฝ่ายขาวชนะได้ ก็เพราะมีความอึดกว่าและมุ่งมั่นในการดิ้นรนให้หลุดรอดจากกงเล็บมัจจุราชมากกว่าอีกฝ่ายเพียงนิดหน่อยเท่านั้น

ในการศึกระหว่าง ฝ่ายสนธิ กับ ฝ่ายทักษิณ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2548 เป็นต้นมาก็เช่นกัน ฝ่ายสนธิ อยู่ในสภาพการสู้รบที่เรียกได้ว่าได้เปรียบ หรือเป็นฝ่ายคุมเกมการศึกมาโดยตลอดตั้งแต่ช่วงเปิดเกม และช่วงกลางเกมที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 จนถึงปลายเดือนมีนาคม 2549

ฝ่ายสนธิ หรือ ฝ่ายพันธมิตรประชาชนฯ อยู่ในสถานะที่เหนือกว่าในการศึก ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายมีทั้งเงินและอิทธิพลกลไกรัฐ ก็เพราะพวกเขามีความอึดกว่า มุ่งมั่นกว่า และมีปัญญาเหนือกว่าเท่านั้น เท่าที่ผ่านมา ฝ่ายสนธิ สามารถตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในการทำศึกกับระบอบทักษิณได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ทรัพยากร และเวลาที่มีอยู่จำกัดในการบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ หรือเรื่องการบรรลุทั้งความยืดหยุ่น และความมีใจจดใจจ่อในการทำศึก หรือเรื่องการประเมินสถานการณ์แยกแยะผลได้ผลเสียของแนวทางต่างๆ ที่มีให้เลือกหลายทาง หรือเรื่องการกำหนดจังหวะจะโคนว่า เมื่อไหร่ควรจะบุกลุยไปข้างหน้าและเมื่อไหร่ควรจะอดกลั้นรอคอย

ความยากลำบากของการฝึกตนเป็นนักกลยุทธ์อยู่ที่การอยู่เหนือความเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบ ทั้งที่คาดหมายได้ และไม่อาจคาดหมายได้ ในแง่นี้ เขา มีความเห็นว่า สนธิ ทำได้ยอดเยี่ยมยิ่ง ขณะที่ ทักษิณ ล้มเหลวอย่างยิ่ง บุคคลผู้นี้มิได้มีคุณสมบัติของ “ผู้นำ” การศึกที่ดีเลย ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงคุณสมบัติของความเป็นนักกลยุทธ์ที่ดี

เพราะ ทักษิณ ไม่เคยรู้ว่า จะรับมือกับ โลกภายนอก ด้วยการปรับ โลกภายใน ของตัวเองอย่างไร จึงจะสามารถบรรลุความสำเร็จในโลกภายนอก และบรรลุความลึกล้ำทางจิตใจไปพร้อมๆ กันได้

เขา จิบน้ำชาที่ร้อนลวกปากไปพลางๆ ขณะที่กำลังครุ่นคำนึงถึงพลังหมากของแต่ละหมากที่ โชจิคุน กับ ทาเกมิย่า ได้วางลงไปบนกระดาน ไม่แต่เท่านั้น เขากำลังครุ่นคิดถึง สถานการณ์ในยุคหลังทักษิณ ที่คงจะมาถึงในอนาคตอันใกล้

การศึกกับระบอบทักษิณในช่วงเจ็ดเดือนเศษที่ผ่านมานี้ได้บอกกับ เขา อย่างหนึ่งว่า ระบอบทักษิณหาได้มี “อำนาจเบ็ดเสร็จ” อยู่ในมืออย่างที่ตัวทักษิณอาจจะเคยคิดเช่นนั้น แท้ที่จริงแล้ว “อำนาจ” กระจายอยู่ไปทั่วในเครือข่าย/โยงใยของสังคม โดยเฉพาะ “อำนาจ” ที่ปรากฏออกมาในรูปของ “วาทกรรม” (discourse)

วาทกรรม มิได้หมายถึง ภาษา คำพูด หรือถ้อยแถลงอย่างที่มักนิยมเข้าใจผิดกัน แต่ วาทกรรม ตามนิยามของ มิเชล ฟูโก (ค.ศ. 1926-1984) หมายถึง ระบบและกระบวนการในการสร้าง/ผลิตอัตลักษณ์ (identity) และความหมายให้กับสรรพสิ่งต่างๆ ในสังคมที่ห่อหุ้มคนเราเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น “ตัวตน” (self) ของเรา หรือ “ความรู้” ของเรา หรือ “ความจริง” ของเรา

นอกจากนี้ วาทกรรม ยังทำหน้าที่ตรึงสิ่งที่มันสร้างขึ้นให้ดำรงอยู่ และเป็นที่ยอมรับของสังคมในวงกว้าง วาทกรรม จึงเป็นมากกว่าเรื่องของภาษาหรือคำพูด เพราะมันมี ภาคปฏิบัติจริงของวาทกรรม (discursive practices) ดำรงอยู่ซึ่งรวมถึงจารีตปฏิบัติ ความคิด ความเชื่อ คุณค่า และสถาบันต่างๆ ในสังคมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ

จะเห็นได้ว่า วาทกรรม เป็นตัวสร้างสรรพสิ่งต่างๆ ขึ้นมาภายใต้กฎเกณฑ์ที่ชัดเจนชุดหนึ่ง กฎเกณฑ์นี้จะเป็นตัวกำหนดการดำรงอยู่การเปลี่ยนแปลง หรือการเลือนหายไปของสรรพสิ่ง

เราจะต้องเข้าใจ วาทกรรม ในฐานะที่เป็นทั้งอำนาจและความรุนแรงที่กระทำต่อสรรพสิ่ง โดยเฉพาะเราต้องเข้าใจ ภาคปฏิบัติการของวาทกรรม ที่ได้สร้างเหตุการณ์ และกฎเกณฑ์ต่างๆ ขึ้นมาบังคับยัดเยียดใช้กับสรรพสิ่ง

“อำนาจ” ที่สร้างกฎเกณฑ์ต่างๆ ขึ้นมาบังคับใช้สรรพสิ่งในสังคมมิใช่อำนาจในรูปแบบที่ดิบ และหยาบกร้านอย่างการใช้กำลังบังคับ แต่เป็นอำนาจที่ได้รับการขัดเกลาซักฟอกจนขาวสะอาดในรูปของ “ความรู้” ว่าด้วยเรื่องนั้นๆ ที่เป็นความรู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

“อำนาจ” จะเป็นที่ยอมรับได้ก็ต่อเมื่อมันสามารถปกปิดธาตุแท้แห่งความหยาบดิบเถื่อนของมันได้แล้วเท่านั้น ความสำเร็จของ “อำนาจ” จึงอยู่ที่ความสามารถในการปกปิดอำพรางกลไกในการทำงานของมัน ซึ่งไม่ใช่กฎหมายแต่เป็นกฎเกณฑ์และจารีตปฏิบัติต่างๆ ในสังคมซึ่งก็คือ วาทกรรม

จะเห็นได้ว่า “อำนาจ” ที่เป็น วาทกรรม คือ สิ่งที่ทำให้สถานการณ์การต่อสู้ช่วงชิงเชิงยุทธศาสตร์ในสังคมระหว่างฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกับฝ่ายระบอบทักษิณนั้น ทวีความสลับซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันต้องต่อสู้กันเป็น “ศึกวาทกรรม” หรือ “ศึกระหว่างวาทกรรม” ที่จะดำรงอยู่อย่างยาวนานเหลือเกิน







 

Powered by MakeWebEasy.com