11. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 11) 26/6/2550

11. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 11) 26/6/2550

ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 11)



11. สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง (ต่อ)

อาศรมบูรพา ตั้งอยู่บนยอดเขาเล็กๆ แห่งหนึ่งใกล้กับป่าละอู จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ความพิเศษของยอดเขาที่เป็นที่ตั้งของอาศรมแห่งนี้ คือ มันมีลักษณะเป็นเนินเขาที่ตั้งอยู่โดยมีภูเขาใหญ่ล้อมรอบแบบที่เรียกกันว่า “แอ่งกระทะรับฟ้า” ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะสมในการดึงพลังจากจักรวาลลงมาสู่โลก พลังจากขุนเขาที่โอบล้อมรอบบริเวณอาศรมบูรพานี้ได้เป็นตัวบ่มให้พลังจากมหาจักรวาลที่ส่งลงมายังพื้นโลกมีจุดโฟกัสอยู่ที่แอ่งกระทะรับฟ้า ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาศรม

นอกจากนี้ อาจารย์บูรพา ผดุงไทย ผู้ก่อตั้งอาศรมบูรพาแห่งนี้เมื่อสองปีก่อน ยังได้ก่อสร้างยันต์ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “ยันต์จักรามหาจักรวาล” ณ ตรงจุดโฟกัสที่รับพลังจากจักรวาลนี้พอดี ยันต์จักรามหาจักรวาลนี้เป็นทรงกลมมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกว้างถึง 24 เมตร ลวดลายทั้งหมดภายในยันต์ทำด้วยเส้นทองแดงที่มีน้ำหนักรวมแล้วหลายตัน เพราะทองแดงเป็นสื่อในการเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าที่ดีที่สุด

รูปทรงของยันต์จักรามหาจักรวาลมีลักษณะเป็นดาวแปดแฉก โดยมีดาวหกแฉกซ้อนอยู่ข้างใน ตรงกลางเป็นที่วางเตาเหล็กสำหรับบูชาไฟ เอาไว้เพื่อเป็นสถานที่สำคัญในการประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ การฝึกสมาธิ และการรับพลังจากจักรวาล ยันต์จักรามหาจักรวาล ซึ่งมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ยันต์มหาจักรบารมี นี้ อาจารย์บูรพาได้สร้างตามคติยันต์ศรีจักราของฮินดู โดยได้ทำการถอดเอาแกนของยันต์ศรีจักราจำลองออกมาเป็นรูปดาวแปดแฉกแล้วซ้อนไว้ด้วยสัญลักษณ์ดาวหกแฉกอีกชั้นหนึ่ง

ตามวิชาพลังจิต สัญลักษณ์ของยันต์ชนิดนี้มีพลังงานสูงมาก เมื่อสร้างขึ้นไว้ ณ สถานที่ใดแล้ว สถานที่แห่งนั้นจะเป็นจุดตรึงพลังงาน และเป็นจุดศูนย์รวมพลังงานของพื้นดินที่สามารถพุ่งขึ้นไปบนอากาศ ขณะเดียวกัน อำนาจของยันต์ยังทำการดึงเอาพลังงานจากอวกาศลงมายังพื้นดินในบริเวณดังกล่าวได้ด้วย

ลักษณะการทำงานของยันต์จักรามหาจักรวาลนี้ คือ การรวบรวมพลังงานจากพื้นดินพุ่งขึ้นไปบนฟ้า และรวบรวมเอาพลังงานจากฟ้าลงมาสู่พื้นดิน ดุจเดียวกับการหายใจเข้าออกของมนุษย์ แต่มันเป็น ลมหายใจของฟ้าดิน

เขา มาถึงอาศรมบูรพาในตอนบ่ายสี่โมงเย็นของวันเสาร์ที่ 1 เมษายน 2549 หลังจากที่กราบอาจารย์บูรพาผู้เป็นครูสอนพลังจิตแก่เขาแล้ว เขา ถูกแรงดึงดูดบางอย่างให้ตรงรี่เข้ามานั่งสมาธิบนลานยันต์จักรามหาจักรวาลนี้ ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งมาถึงที่นี่เป็นครั้งแรก

เขา นั่งขัดสมาธิอยู่หน้าเตาเหล็กที่เป็นจุดศูนย์กลางของยันต์จักรามหาจักรวาล กำหนดลมหายใจเข้าออก เดินลมปราณที่เปี่ยมไปด้วยพลังและจังหวะจะโคนอย่างให้สอดคล้องกับลมหายใจของฟ้าดิน ณ ที่แห่งนี้ เขา รวมสมาธิจิตใจอยู่ในตำแหน่งจักร 7 ที่กลางกระหม่อมเชื่อมกับจักร 6 ที่หว่างคิ้ว จักร 5 ที่ลำคอ และจักร 4 ที่กลางอก เพื่อรองรับข่าวสารทั้งมวล

คนเรามักมีอีกด้านหนึ่งในสถานการณ์พิเศษจึงแสดงออกมา การกลับมาปฏิบัติการทางพลังจิตอีกครั้งของตัวเขา หลังจากที่ได้วางมือไปแล้วเมื่อหลายปีก่อนเพื่อ สนธิ ในครั้งนี้ มันทำให้ตัวเขาต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตนเอง กระโจนเข้าสู่สมรภูมิของพลังจิตและโลกวิญญาณอีกครั้ง

เขา เกิดความคิดอันพลุ่งพล่าน คลื่นความคิดในจิตใจเขาซัดแรงกว่ากระแสลมภูเขาที่กำลังพัดผ่านตัวเขาเสียอีก เขา ย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ที่ตัวเขาได้เข้าร่วมในการประกอบ พิธีพลังจิตเพื่อยับยั้ง “ภัยพิบัติถล่มโลก” กับคณะของอาจารย์บูรพา ในปี ค.ศ. 1999 (ค.ศ. 2542) ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ...

ในตอนนั้นวงการนักพลังจิตของไทยสายต่างๆ ล้วนมี “ความเชื่อ” ที่ค่อนข้างสอดคล้องกันว่า โลกของเรากำลังจะพบภัยพิบัติครั้งใหญ่ อันเนื่องมาจากการกระทำของพลังงานในจักรวาล ที่อาจเกิดผลต่อโลกในปี ค.ศ. 2000 ซึ่งเป็นช่วงที่จะเกิดปรากฏการณ์เรียงตัวของดวงดาวถึง 7 ดวงด้วยกัน ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวโลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัส และดาวเสาร์ ความเชื่อที่สอดคล้องกันโดยบังเอิญนี้เป็นสิ่งกระตุ้นให้ผู้ที่มีพลังจิต และกลุ่มผู้ปฏิบัติกรรมฐานจำนวนมากที่เห็นตรงกันในเรื่องนี้ได้มารวมตัวกัน และระดมความคิดกันว่า พวกเขาน่าจะทำอะไรสักอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้ภัยพิบัติที่ร้ายแรงต่างๆ เกิดขึ้นกับโลก หากสิ่งที่พวกเขากระทำไปสามารถช่วยเหลือชาวโลกได้ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่แม้ไม่สามารถช่วยอะไรได้ก็ยังดีกว่าเพิกเฉย งอมืองอเท้าแล้วปล่อยไปตามยถากรรม

อาจารย์บูรพา เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่ได้ทำการรวบรวมผู้ที่มีความสามารถทางด้านพลังจิต และอาสาสมัครที่มีเจตนาดีรวมทั้งสิ้น 120 คน ซึ่งนับเป็นการรวมตัวของนักพลังจิตครั้งสำคัญ เขาและคณะลูกศิษย์ของเขาหลายสิบคน ก็ได้เข้ามาร่วมกับอาจารย์บูรพาด้วย และเป็นกำลังหลักส่วนหนึ่งของปฏิบัติการในครั้งนั้น

แผนการปฏิบัติการทั้งหมดเห็นพ้องต้องกันก็คือ ทั้งหมดจะต้องรวมพลังกันนั่งสมาธิรวมหมู่เพื่อแผ่เมตตาร่วมกัน และส่งเจตนาที่ดีไปสู่มหาจักรวาล....วิธีนี้น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดเท่าที่พวกเขาทั้งหมดจะทำได้ ในการยับยั้งภัยพิบัติหรืออย่างน้อยที่สุด ก็ช่วยผ่อนหนักให้กลายเป็นเบาได้

การรวมตัวกันมาปฏิบัติสมาธิรวมหมู่ในครั้งนี้ นอกจากต้องใช้พลังจิตของคนเป็นจำนวนมาก คือต้องไม่ต่ำกว่า 108 ดวงแล้ว สิ่งสำคัญอื่นๆ ที่เป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้กันคือ อุปกรณ์สำหรับใช้ในการสื่อสาร และส่งพลังงานทางจิตไปยังมหาจักรวาล อันได้แก่ พีระมิด ธาตุกายสิทธิ์ (เหล็กไหล) รูปดาวหกแฉกที่ทำด้วยเส้นทองแดง และสถานที่อันเหมาะสมซึ่งเกี่ยวข้องกับ “ประตูเวลา” เพราะการจะส่งเจตนาที่ดีให้ไปถึงมหาจักรวาลได้ วิชาพลังจิตบอกว่า จะต้องส่งผ่าน “ประตูเวลา” ไปยังมหาจักรวาลเท่านั้น จึงจะทำได้

“ประตูเวลา” คืออะไร? ในวิชาพลังจิต ประตูเวลาหรือประตูมิติเวลา คือสถานที่หรือพื้นที่ในตำแหน่งที่จะทำให้วัตถุหรือสิ่งมีชีวิตต่างๆ เดินทางผ่านไปยังมิติแห่งกาลเวลาอื่น อันได้แก่ มิติแห่งเวลาในอดีตหรือมิติแห่งเวลาในอนาคต โดยวัตถุหรือสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นยังคงอยู่ ณ สถานที่เดิม เพียงแต่มิติแห่งกาลเวลาได้เปลี่ยนแปลงไป วิทยาศาสตร์ทางกายภาพในปัจจุบันยังไม่สามารถไขความลี้ลับของ “ประตูเวลา” ได้ จนกว่าเส้นขีดแบ่งระหว่างวิทยาศาสตร์กับวิชาทางจิตจะหมดไปแล้วถูกบูรณาการหลอมรวมให้เป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น
ซึ่งเป็นเรื่องของอนาคต

โลกของเรานั้นมีการเคลื่อนตัวเป็นวงกลมรอบตัวเอง อีกทั้งยังเคลื่อนตัวไปรอบดวงอาทิตย์ด้วยพร้อมๆ กัน ดวงจันทร์ก็มีการเคลื่อนตัวเป็นวงกลมรอบตัวเอง และในเวลาเดียวกันก็ยังเคลื่อนตัวไปรอบโลกด้วย ขณะที่โลกก็ได้พาดวงจันทร์เคลื่อนตัวเป็นวงกลมไปรอบดวงอาทิตย์อีกทอดหนึ่ง

ปรากฏการณ์เช่นนี้ก่อให้เกิด “เวลา” และ เวลาเองก็เดินทางเป็นวงกลม เห็นได้จากการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนของกลางวันและกลางคืน รวมไปถึงฤดูกาลต่างๆ ก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปเป็นวัฏจักรด้วยเช่นกัน

การหมุนเวียนรอบแล้วรอบเล่าจนนับครั้งไม่ถ้วนนี้ ความยาวนานของมันก่อให้เกิด “มิติของความถี่” และ “มิติของเวลา” ที่ซ้อนเหลื่อมขึ้นเป็นวงกลมคล้ายกับวงปีของต้นไม้

“มิติความถี่” และ “มิติเวลา” ที่เกิดขึ้นนี้เป็นความเร้นลับของธรรมชาติที่มนุษย์ปุถุชนไม่เคยรู้มาก่อน เนื่องจากมีขอบเขตจำกัดทางอายตนะ แต่สำหรับผู้ที่มีอภิญญาซึ่งสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ด้วยสภาวะจิตอันเป็นทิพย์นั้น อาจล่วงรู้ในสิ่งที่อายตนะของมนุษย์โดยทั่วไปไม่อาจรับรู้ได้ และมีหูตาที่กว้างไกลจนถึงขั้นสามารถรับรู้เรื่องราวของโลกและจักรวาลได้

ความสามารถขั้นอภิญญาจะทำให้จิตสามารถทำลายขีดจำกัดของหูและตาของมนุษย์โดยทั่วไป ทั้งยังสามารถทำลายขีดขั้นของเวลา และความถี่ต่างๆ ได้ด้วย ผู้ที่มีอภิญญาจึงสามารถล่วงรู้ถึงอีกมิติหนึ่งซึ่งเหลื่อมซ้อนอยู่กับโลกของเราอันเป็นมิติที่มีลักษณะเป็นคลื่นความถี่ที่แตกต่างออกไป และมีความละเอียดอ่อนกว่าโลกของเรามาก

โลกใบนี้จึงไม่เพียงมีมิติหรือภพภูมิที่เหลื่อมซ้อนกันเท่านั้น แต่ยังมีการเหลื่อมซ้อนกันของกาลเวลาทั้งสามได้แก่ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต กาลเวลาทั้งสามนี้ดำเนินอยู่พร้อมๆ กัน โดยภาพในอดีตทั้งแสง สี เสียง ถูกเก็บรักษาไว้ด้วยอำนาจของคลื่นความร้อน คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

ภาพและเสียงในอดีตถูกปิดทับเอาไว้ด้วยภาพในปัจจุบัน และภาพในปัจจุบันก็กำลังแปรสภาพเป็นอดีตไปทุกขณะ “เวลา” กำลังเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ "ปัจจุบันกำลังกลายเป็น “อดีต” และ “อนาคต” ก็กำลังแปรสภาพเป็น “ปัจจุบัน” การหมุนเวียนของกาลเวลาเป็นอยู่เช่นนี้มานานเหลือเกินแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตอาจจบสิ้นไปแล้ว และนับวันก็อาจเลือนสลายไปตามกาลเวลา

แต่สำหรับมิติแห่งคลื่นพลังงานแล้ว มันยังคงอยู่ และกำลังถูกทับซ้อนด้วยคลื่นพลังงานของสิ่งที่กำลังดำเนินไปอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คล้ายกับวงปีของต้นไม้ วงปีวงเดิมที่เกิดขึ้นเมื่อปีก่อนๆ ไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกทับซ้อนด้วยวงปีวงใหญ่ที่เกิดขึ้นมาครอบทับวงปีอันเก่าเอาไว้

นี่คือความลับของปริศนาแห่งกาลเวลา และการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง นักพลังจิต ที่ค้นพบ “ความจริงของกาลเวลา” เช่น ข้างต้นนี้ได้ ผู้นั้นย่อมค้นพบได้ว่า แท้ที่จริงแล้ว “ตัวตน” ของเราไม่มีอยู่จริง อีกทั้งยังไม่มีอดีต ไม่มีปัจจุบัน และไม่มีอนาคตอยู่จริงๆ “เวลา” เป็นสิ่งที่ลวงตามนุษย์ เพราะทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตล้วนเป็นสิ่งเดียวกัน สัจธรรมแห่งระยะทางกับมิติเวลานั้นที่แท้ก็คือ ความไม่มีตัวตนอันแท้จริง เพราะทั้งระยะทาง และมิติเวลาต่างก็เป็นเพียงความแตกต่างทางความคิดเท่านั้น แต่เรื่องแบบนี้ จะรู้ได้ก็ด้วยจิตที่นิ่งสนิท ประกอบด้วยปัญญาญาณเท่านั้น และมีแต่จิตแบบนี้เท่านั้นถึงจะรู้เท่าทันเวลา และสามารถเอาชนะเวลาได้ในที่สุด

เมื่อนักพลังจิตตั้งแต่ยุคสมัยโบราณสามารถเข้าใจในเรื่องมิติเวลาจากการทำสมาธิได้แล้ว เมื่อนั้นพวกเขาก็ได้พยายามสร้าง “ประตูเวลา” เพื่อเดินทางผ่านมิติเวลา

การสร้างประตูเวลาของนักพลังจิตในสมัยก่อนนั้น ใช้วิธีการวางโครงสร้างของประตูเป็นรูปดาวหกแฉกผนวกเข้ากับการทำสมาธิจิต เพื่อให้รูปดาวหกแฉกสามารถส่งพลังงานเป็นสัญลักษณ์แห่งจักรวาลขึ้นไปยังฟากฟ้า และกลายเป็น “สะพานแห่งจิตวิญญาณ” ในการถ่ายทอดนำเจตนาของมนุษย์ส่งผ่านไปยังเบื้องบนหรือมหาจักรวาลได้

การจะประกอบพิธีพลังจิตเพื่อยับยั้ง “ภัยพิบัติถล่มโลก” ตามความเชื่อของอาจารย์บูรพา และคณะในครั้งนั้น จะสำเร็จได้ต้องมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้คือ

(1) ผู้ฝึกฝนพลังจิตจำนวนมากไม่ต่ำกว่า 108 ดวง

(2) พีระมิด

(3) ธาตุกายสิทธิ์ (เหล็กไหล)

(4) รูปดาวหกแฉกที่ทำด้วยเส้นทองแดง และ

(5) สถานที่ที่มีการเปิดของ “ประตูเวลา”

ในบรรดาเงื่อนไขทั้ง 5 ประการนี้ เงื่อนไขประการสุดท้ายหรือการค้นหาสถานที่มีการเปิดของ “ประตูเวลา” เป็นเรื่องยากลำบากที่สุด






 

Powered by MakeWebEasy.com