10. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 10) 19/6/2550

10. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 10) 19/6/2550

ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 10)



10. สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง

...วันเสาร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2549 ณ อาศรมบูรพา ป่าละอู จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เขา ขับรถพาลูกศิษย์ที่ใกล้ชิดสองคน มุ่งหน้ามาที่อาศรมบูรพาในตอนบ่าย ขณะนั้นเมฆดำบนท้องฟ้ากำลังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วไล่หลังรถยนต์ของเขา มันบ่งบอกว่า อีกไม่นานพายุฝนคงใกล้กรายมา หยาดฝนเริ่มเทลงมาประปราย แต่พอ เขา ขับรถมาใกล้จะถึงอาศรมบูรพาแห่งนี้ ฟ้าดินพลันเกิดเปลี่ยนแปลง เมฆฝนดำกระจายหายเร้น ทุกประการคล้ายเชื่องช้าลง

เขา พลันนึกในใจว่า บางทีคืนนี้อาจเป็นค่ำคืนที่ยากผ่านพ้นที่สุดคืนหนึ่งในชีวิตของเขา ไม่ว่าอะไรก็อาจเกิดขึ้นได้ หากมี พิธีกรรมทางจิต เกิดขึ้นตามที่นัดหมายกันไว้ เขา นึกย้อนรำลึกถึงเหตุที่ทำให้เขาต้องมา “ปฏิบัติการทางจิตวิญญาณ” ที่อาศรมแห่งนี้ในคืนนี้

หลังจากที่ขบวนประชาชนภายใต้การนำของสนธิ และแกนนำพันธมิตรสลายตัวที่หน้าสถานทูตสิงคโปร์ ในตอนเที่ยงของวันอังคารที่ 21 มีนาคม 2549 เขา ก็กระโดดลงจากหลังคารถนำขบวนที่เขายืนประกบสนธิดูแลความปลอดภัยให้ เขารู้สึกถึง “แรงดลใจ” บางอย่างที่ทำให้เขาคิดอยาก “ปฏิบัติการ” มากกว่าที่ทำอยู่

นับตั้งแต่ที่เข้าร่วมต่อสู้กับระบอบทักษิณกับสนธิตั้งแต่ช่วงต้นๆ เมื่อหลายเดือนก่อน เขา เคลื่อนไหวทางความคิด และร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองในฐานะที่เป็น เสรีชนคนหนึ่ง แต่ เขายังไม่เคยคิดที่จะใช้ ปฏิบัติการทางพลังจิต ในการต่อสู้ครั้งนี้เลย...เขา ยุติการใช้ ปฏิบัติการทางพลังจิต แบบ “มังกรจักรวาล” มาเกือบแปดปีแล้ว

แต่อยู่ดีๆ เขา พลันเกิด “แรงดลใจ” จากภายในขึ้นมาอย่างกะทันหันให้คิดกระทำเรื่องนี้ขึ้นมา หรือว่านี่เป็นลางบอกเหตุว่า กำลังจะมีการใช้ไสยศาสตร์มนต์ดำจากฝ่ายตรงข้าม?

เขา เร่งทำความเข้าใจกับความรู้สึกที่ดลใจของตัวเอง ในเชิงลึกกว่าเดิม สำหรับ นักกลยุทธ์ อย่างตัวเขา “ญาณ” เป็นประสาทสัมผัสอันปราดเปรียวชนิดหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ภายหลังจากที่ตัวเขาได้บังเกิด ความเชื่อมโยงอันแยบยลกับจิตศักดิ์สิทธิ์ (the supramental consciousness) ดวงหนึ่งที่บอกว่า ตัวเองคือดวงจิตของมหาเทพ “กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์” จิตศักดิ์สิทธิ์ดวงนี้กลายมาเป็น คุรุทางจิตวิญญาณที่ไม่มีตัวตน ของเขา ซึ่งคอยพิทักษ์คุ้มครองดูแลสั่งสอนให้เขาเจริญในธรรม แต่การ “สั่งสอน” ของจิตศักดิ์สิทธิ์ดวงนี้ไม่เหมือนใครและไม่ธรรมดา เพราะท่านได้สร้างสถานการณ์ให้เขาต้องเผชิญกับ “เหตุการณ์เปรตอาจารย์กู้” ทำให้เขาผ่านประสบการณ์แบบ “ตายทั้งเป็น” จากสังคมก่อน เพื่อบดขยี้ความมีอัตตาตัวตนที่ยังคงมีอยู่ในตัวเขาให้ย่อยยับในคราเดียว จนเขาหมดความหวัง ความปรารถนาใดๆ ในเชิงตัวตนเดิม จากนั้นท่านค่อยเอื้อเฟื้อให้เกิดสถานการณ์ต่างๆ ที่ทำให้ตัวเขา “เกิดใหม่ทางจิตวิญญาณ” และกลับคืนสู่สังคมอีกครั้งอย่างเป็นไปเอง ด้วยมุมมองใหม่และตัวตนใหม่ ที่ผ่านการข้ามพ้นตัวตนเดิมไปแล้ว

ในอดีต ตัวตนเดิม ของเขาที่เป็น “มังกรจักรวาล” ยังสนใจและหมกมุ่นในเรื่องฤทธิ์หรือพลังจิตอยู่ แต่บัดนี้เขา “ก้าวข้าม” เรื่องเหล่านี้ไปแล้ว แม้เขายังบำเพ็ญเพียรทางจิตอยู่เหมือนเดิม และยิ่งกว่าเดิม แต่เขาไม่มีแรงจูงใจด้วยเรื่องเหล่านี้อีกแล้ว เขาบำเพ็ญเพียรทางจิต เพื่ออุทิศตนให้แก่โพธิจิต และการเข้าถึงความเป็นพุทธะในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่เท่านั้น

เมื่อทำความเข้าใจกับความรู้สึกที่ดลใจของตัวเองในเชิงลึกได้แล้ว เขาจึงโทร.ไปหาครูผู้สอนพลังจิตให้แก่เขา และเป็นผู้ก่อตั้งอาศรมบูรพา เขาปรึกษาครูของเขาว่า ถึงเวลาที่จำเป็นจะต้องมี พิธีกรรมทางจิต ที่ใช้ “พลังจิต” ในการกำราบอริราชศัตรูแล้วหรือยัง ถ้าครูของเขาเห็นว่า สมควรต้องทำขอให้ติดต่อเขากลับมาด้วย

หลังจากนั้น แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ดำเนิน “ยุทธการดาวกระจาย” อีก 2 ครั้งคือในวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม ที่เดินขบวนจากสนามกีฬาแห่งชาติไปที่สี่แยกราชประสงค์ และห้างสรรพสินค้าดิเอ็มโพเรี่ยม ถนนสุขุมวิท พร้อมๆ กับเพลง “คนหน้าเหลี่ยม” ที่ดังกระหึ่มไปทั่วท้องถนนที่ขบวนประชาชนขับเคลื่อนไปว่า

“...สี่เหลี่ยมก็มีสี่ด้าน ไอ้คนหน้าด้าน คือไอ้หน้าเหลี่ยม
ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปโตก ไอ้ลิ่วล้อสิงคโปโตก
มันจะตกนรก กะลาหัวไม่เจียม...”

ส่วนอีกครั้งหนึ่งคือ วันพุธที่ 29 มีนาคม 2549 ที่หน้าห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน สยามสแควร์ ซึ่งถือเป็น “จุดสุดยอด” ของการชุมนุมประท้วงของเหล่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยที่ในตอนนั้นยังไม่มีใครรู้เลยว่า นั่นคือการชุมนุมใหญ่ครั้งสุดท้ายของฝ่ายพันธมิตร

ครูผู้สอนพลังจิตเขาได้โทร.มาหาเขาในตอนบ่ายวันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม 2549 ว่า ให้เตรียมตัวทำพิธีกรรมทางจิตในคืนวันเสาร์ที่ 1 เมษายนนี้ที่อาศรมบูรพา ป่าละอู ในวันนั้นเองเป็นวันเดียวกับที่กลุ่มคาราวานคนจนซึ่งเป็นม็อบจัดตั้งฝ่ายทักษิณได้ยกพลไปปิดล้อมอาคารเนชั่น ถนนบางนา-ตราด โดยกล่าวหาว่า หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ตีพิมพ์เผยแพร่คำสัมภาษณ์ของสนธิ ลิ้มทองกุล ที่มีถ้อยความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

นี่คือ แผนไล่ตีจากปากอวน “หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก” เพื่อหวังจับปลาตัวใหญ่ชื่อ สนธิ ที่ฝ่ายตรงข้ามไล่ล่าให้ไปติดอยู่ที่ก้นอวน โดยหนังสือพิมพ์ คมชัดลึก คือสะพานที่หวังให้เป็นพยานซัดทอดไปถึง สนธิ

นี่คือหมากรุกฆาตหมากเดียวกับที่ฝ่ายขวาจัดเคยใช้เผด็จศึกขบวนการนักศึกษา ที่นำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์!

ในสายตาของ เขา หากมีสิ่งใดที่เขาพอจะทำได้เพื่อช่วยคลี่คลายวิกฤตให้แก่แกนนำพันธมิตรผู้นี้ เขายินดีกระทำทั้งนั้น สำหรับเขาในตอนนี้ สิ่งเดียวที่เขาพอจะทำให้ได้ก็คือ พิธีกรรมทางจิตนี้เท่านั้น

ระหว่างที่เขากำลังขับรถยนต์มุ่งหน้าไปที่ป่าละอู เขาได้ทราบข่าวว่า สนธิ “บินหนี” ไปประเทศจีนแล้ว เขาเองก็เชื่อว่า สนธิ บิน ไปจีนจริง แต่เขาไม่เชื่อว่าสนธิจะ “หนี” ไปเพราะนี่ไม่ใช่การกระทำของสนธิที่เขารู้จักและศรัทธา ในท่ามกลางข่าวที่กำลังสับสนเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของ สนธิ เขานึกในใจว่า บางทีคืนนี้อาจเป็นค่ำคืนที่ยากผ่านพ้นที่สุดคืนหนึ่งในชีวิตของเขาก็เป็นได้

ความจริง เขาคงเป็นห่วง สนธิ น้อยกว่านี้ ถ้าในตอนนั้น เขาได้รู้ว่า ตัว สนธิเอง ก็มีความสัมพันธ์ที่ผูกพันอย่างลึกซึ้งกับมหาเทพ “ท้าวจตุคามรามเทพ” ซึ่งก็เป็นจิตศักดิ์สิทธิ์อีกดวงหนึ่ง เช่นเดียวกับที่ตัวเขามีความสัมพันธ์ที่ผูกพันอย่างลึกซึ้งกับมหาเทพ “กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์”

สนธิ ให้ความเคารพนับถือ ท้าวจตุคามรามเทพมานานตั้งแต่ก่อนชุมนุมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อีก เพราะสนธิได้รู้จักกับ พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล ซึ่งในสมัยที่ท่านเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านได้เป็นผู้ริเริ่มในการสร้างวัตถุมงคลท้าวจตุคามรามเทพรุ่นแรก ในปี พ.ศ. 2530 การออกแบบสร้างพระเครื่องท้าวจตุคามรามเทพในครั้งแรกนั้น มิได้กำหนดโดยมนุษย์ หากแต่เป็นการเชิญ “องค์พ่อ” ท้าวจตุคามรามเทพลงมาประทับทรงในร่างของคนทรง จากนั้นจึงได้ออกแบบพระเครื่องออกมาดังนี้

(1) มีรูปเทพเจ้าลักษณะคล้ายพระนารายณ์อยู่ตรงกลาง

(2) ล้อมรอบด้วยกงจักร ภายในมีรูปสิบสองนักษัตร

(3) วงนอกล้อมรอบด้วยพระราหู 8 องค์

(4) ด้านหลังเป็นรูปยันต์โบราณที่องค์พ่อเขียนผ่านร่างทรงไว้ให้

นี่เป็นการสร้างพระเครื่องโดยดึงเอาพลังจักรวาลกับสัญลักษณ์เทพเจ้าที่มีฤทธิ์มาประจุไว้ตามหลักเทวศาสตร์พรหมศาสตร์อย่างถูกต้อง เพราะมันคือ “ดวงตราแห่งพลังจักรวาล” หรือ “ดวงตราจตุคามรามเทพ” ที่มีพลัง “เหนือฟ้าเหนือดิน” อันเป็นอำนาจจากเทพเจ้าชั้นสูงดำรงอยู่

ส่วนการสร้างพระเครื่องท้าวจตุคามรามเทพ รุ่นที่ 2 โดยพล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล คือ รุ่นกู้ชาติ ที่ “องค์พ่อ” ลงมาประทับทรงในร่างของคนทรงคนใหม่ แล้วปลุกเสกเพื่อมอบให้แก่ สนธิ โดยเฉพาะ ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2549 เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้คนที่เข้ามาร่วมขบวนการกู้ชาติ ต่อสู้กับระบอบทักษิณในคราวชุมนุมใหญ่ครั้งแรก วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 ที่ สนธิ นำเดี่ยว

ในการสร้างวัตถุมงคลท้าวจตุคามรามเทพที่เป็นของแท้นั้น ต้องมีพล.ต.ท.สรรเพชญ ร่วมพิธีด้วย เพราะท่านต้องเป็นผู้บริกรรมคาถาหรือมนต์ลี้ลับ เพื่ออัญเชิญท้าวจตุคามรามเทพลงมาประทับในร่างทรง ซึ่งตัวร่างทรงเองจะต้องใช้ ของศักดิ์สิทธิ์ สามอย่างประกอบด้วยคือ ด้ามมีดงาช้างแดง กริชโบราณกับคันฉ่องสำริดจีนโบราณของท้าวจตุคามรามเทพ จึงจะประทับทรงได้สำเร็จ เพราะฉะนั้นการปลุกเสกจตุคามรามเทพโดยวิธีอื่น และโดยคนอื่น จึงน่าจะเป็น “เทพพานิชย์” และเป็นของปลอม ไม่ควรที่จะไปหลงเชื่อ

ไม่ว่าในตอนนั้น ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะไปจัดการชุมนุมใหญ่ที่ตรงไหนทุกครั้ง สนธิ จะให้ทำการฝังเหรียญท้าวจตุคามรามเทพ 5 เหรียญที่ผ่านการปลุกเสกมาโดยเฉพาะ ไว้ที่บริเวณสี่ทิศโดยรอบสถานที่ชุมนุม และตรงกลางเพื่อป้องกันอันตรายและป้องกันคุณไสยที่ฝ่ายตรงข้ามทำโดยหมอผีเขมร และหมอผีพม่า ฝ่ายนั้นตกอยู่ในภาวะจนตรอกที่ต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะ แม้จะต้องใช้ไสยศาสตร์ก็ตาม

สนธิ รู้ดีว่า ตลอดช่วงเวลาในการต่อสู้กับระบอบทักษิณนั้น ได้มีพ่อแม่พี่น้องประชาชนจำนวนมากที่มีความเป็นห่วง ช่วยกันกราบไหว้บูชาสวดมนต์ภาวนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยคุ้มครองแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พลังจิต จากพี่น้องประชาชนที่ส่งมาช่วยด้วยจิตบริสุทธิ์ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ นี้มีพลังมหาศาล ไม่แพ้พลังจิตจากครูบาอาจารย์ของสนธิแต่อย่างใดเลย

การเคลื่อนไหวเชิงพลังจิตของ เขา ในครั้งนี้ก็เช่นกัน เขา ก็เป็นหนึ่งในบรรดาพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่ส่งกำลังใจปฏิบัติภาวนาขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยปกป้องคุ้มครองฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วยจิตบริสุทธิ์ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ

เมื่อเขา ขับรถยนต์มาถึง อาศรมบูรพา คนของอาศรมที่เขารู้จักมักคุ้นออกมาต้อนรับคณะของเขา คนของอาศรมแห่งนี้แม้ใส่ชุดขาวที่เป็นชุดปฏิบัติธรรมก็จริง แต่พวกเขาโพกผ้าสีเหลืองที่เขียนคำว่า “กู้ชาติ” เมื่อ เขา มองเข้าไปในเรือนกลางของอาศรม เขาเห็นจานดาวเทียมขนาดใหญ่กับโทรทัศน์ที่กำลังรับชมรายการถ่ายทอดจาก ASTV อยู่!

เขา ถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พร้อมกับคำนึงว่า บางทีค่ำคืนนี้คงไม่ถึงกับยากที่จะผ่านพ้นอย่างที่ เขา เคยคิด





 

Powered by MakeWebEasy.com