9. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 9) 12/6/2550

9. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 9) 12/6/2550

ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 9)



9. ปักหลักชุมนุมยืดเยื้อ

มีแต่คนไม่กล้าเผชิญความจริง และเขลาจนขาดความรับผิดชอบ และขาดมโนสำนึกเท่านั้นที่จะบอกว่า ฉันขอเป็น “กลาง” หรือฉันขออยู่ตรงกลางระหว่างความใช่กับความไม่ใช่ “ความเป็นกลาง” แบบนี้มันเป็น ความเป็นกลางที่จอมปลอม สิ่งใดที่เป็นความถูกต้อง ชอบด้วยธรรม สิ่งนั้นเราต้องเข้าไปพิทักษ์รักษาไว้ ขจัดสิ่งที่มิใช่ธรรมทิ้งไป กอปรด้วยสติ ศรัทธา และความกล้าหาญทางจริยธรรม นั่นแหละ ความเป็นกลางที่แท้จริง และชอบด้วยธรรม ถึงจะเกิดขึ้นได้

หลังจากการแสดงพลังประชาชนที่ทำเนียบรัฐบาลในคืนวันที่ 5 มีนาคม 2549 แล้ว พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ยกทัพกลับมายังท้องสนามหลวงตามสัจจะที่เคยประกาศไว้ล่วงหน้า โดยแกนนำพันธมิตรได้ประกาศจุดยืนว่า จะทำการชุมนุมต่อเนื่องเพื่อกดดัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อไปจนกว่าจะลาออกจากตำแหน่ง โดยจะมีกิจกรรมปราศรัยบนเวทีในช่วงเวลาตั้งแต่เย็นเป็นต้นไปจนถึงเที่ยงคืน สำหรับวันธรรมดาระหว่างวันจันทร์ที่ 6 มีนาคมถึงวันศุกร์ที่ 10 มีนาคม ขณะที่วันเสาร์ที่ 11 กับวันอาทิตย์ที่ 12 มีนาคม จะมีกิจกรรมถึงช่วงตีสอง ส่วนเย็นวันจันทร์ที่ 13 มีนาคม จะมีกิจกรรมต่อเนื่องทั้งคืนไปกระทั่งถึงรุ่งเช้าของวันอังคารที่ 14 มีนาคม 2549 ก่อนจะเคลื่อนขบวนในตอนเช้าตั้งแต่เวลา 7 โมงเช้า เพื่อเคลื่อนขบวนไปปักหลักที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างถาวร

เช้าวันอังคารที่ 14 มีนาคม 2549 ตามเวลานัดหมาย ขบวนประชาชนเรือนแสนได้มาชุมนุมที่ท้องสนามหลวงเพื่อเคลื่อนพลไปสู่ทำเนียบรัฐบาล นี่เป็นครั้งแรกที่ทัพประชาชนของฝ่ายพันธมิตรเคลื่อนขบวนในเวลากลางวัน พวกเขาเดินขบวนอย่างสวยงามเป็นระเบียบ ภาพที่เห็นดูไปช่างเหลือเชื่อ และลานตาจริงๆ

ข้อแตกต่างระหว่างการชุมนุมของฝ่ายพันธมิตรกับของฝ่ายพรรคไทยรักไทย คือ ผู้ที่มาชุมนุมกับฝ่ายพันธมิตร พวกเขามาเพื่อปกป้องเสรีภาพ ความชอบธรรม และจริยธรรมของบ้านเมืองนี้ พวกเขาส่วนใหญ่เข้าร่วมต่อสู้ขับไล่ ระบอบทักษิณ ร่วมกับพี่น้องพันธมิตร โดยไม่เคยหวังชื่อเสียง หวังตำแหน่ง พวกเขามีเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะยับยั้ง ระบอบทักษิณ ให้จงได้ เพื่อลูกหลานของพวกเขาในวันข้างหน้า

ประวัติศาสตร์หลายครั้ง ประชาชนมักมอบให้ผู้อื่นทำแทนให้ โดยประชาชนมักถอยไปนั่งหรือยืนดูห่างๆ แต่ในห้วงยามนี้ ประชาชนที่รักความเป็นธรรมทั้งหลายได้ลุกขึ้นมา เปลี่ยน ประวัติศาสตร์ด้วยตัวเอง

ขณะที่เคลื่อนขบวนไปราวกับฟ้ารับรู้และเป็นใจ อากาศที่ร้อนระอุในวันก่อนๆ กลับเปลี่ยนปรับอุณหภูมิลงมา มีลมเย็นพัดเฉื่อยตลอดทั้งวัน ตะวันที่เคยแผดเผาก็ยังซุกเข้ากลีบเมฆเป็นส่วนใหญ่ แกนนำพันธมิตรทั้ง 5 คนเดินเคียงบ่าเคียงไหล่นำขบวนประชาชนเคลื่อนสู่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง

ยามได้เห็นสภาพที่ขบวนประชาชนรวมใจเป็นหนึ่งเดียวเช่นนี้ สนธิ พลันพบว่า ตอนนี้ไม่ว่ากล่าววาจาใดล้วนเกินความจำเป็น ต่อให้หลังจากนี้จะมีอะไรเกิดขึ้น ตัวเขาก็ปราศจากความเสียใจใดๆ แกนนำพันธมิตรทั้ง 4 คน ที่เดินเคียงบ่าเคียงไหล่คู่กับเขาเป็น มิตรร่วมรบ ที่ดีที่สุดของเขาแล้วอย่างไม่อาจหาได้เยี่ยมกว่านี้อีกแล้ว

สนธิ รู้สึกว่าชีวิตของเขาไม่เคยสมบูรณ์และเปี่ยมความหวังถึงเพียงนี้มาก่อน ขอเพียงผ่านพ้นการศึกครั้งนี้ได้ เรื่องอื่นๆ ล้วนกลายเป็นเรื่องรองไปเพราะในช่วงหลายสัปดาห์มานี้ สนธิ มีชีวิตอย่างสมใจที่สุด คล้ายกับมี พลังศักดิ์สิทธิ์ ที่มองไม่เห็นขุมหนึ่ง ชักนำตัวเขาไปยังโลกอันแปลกใหม่สัมผัสกับวัตถุผู้คน เรื่องราวต่างๆ ที่ตัวเขาไม่เคยประสบมาก่อน เขาก็รู้สึกเหมือนกับผู้ชุมนุมเดินขบวนทุกคน คือ รู้สึกฮึกเหิมด้วยเจตนารมณ์เต็มเปี่ยม และแน่วแน่ที่จะมีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์เพื่อเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงการเมืองไปในทิศทางใหม่

เมื่อถึงทำเนียบรัฐบาล พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ทำการโอบล้อมทำเนียบรัฐบาลอย่างสงบ ขณะที่นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับไม่กล้าเข้ามาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล

คนที่มักชอบอวดโอ่ว่า ตนเองเป็นผู้ที่มี “อำนาจเบ็ดเสร็จ” มากที่สุดในประเทศนี้ กลับไม่กล้าเผชิญหน้ากับ “พลังอำนาจ” ของสันติวิธี พลังอำนาจของสันติวิธีตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงที่ว่า อำนาจเกิดจากการยอมรับ และยินยอมเชื่อฟัง ไม่ว่าจะโดยสมัครใจหรือจำยอม พลังอำนาจของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เหนือกว่า “อำนาจ” ของทักษิณ และระบอบทักษิณ ก็เพราะฝ่ายพันธมิตรยึดมั่นอยู่กับแนวทาง สันติวิธี โดยที่ สันติวิธี มีพลังที่สามารถลดทอนอำนาจของทักษิณ และระบอบทักษิณลงอย่างได้ผล ด้วยการปลุกระดมโน้มน้าวให้ประชาชนเพิกถอนการยินยอมสยบเชื่อฟัง หรือกระทั่งปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือแก่ระบอบทักษิณ

ยิ่งฝ่ายพันธมิตรเพิ่มพูนพลังแห่งสันติวิธีนี้อย่างทรงอิทธิพลต่อประชาชนในวงกว้างมากขึ้นเพียงใด ทักษิณและระบอบทักษิณก็จะสูญเสีย “อำนาจครอบงำ” อย่างฮวบฮาบลงเพียงนั้นขณะที่ประชาชนทั่วไปจะเปลี่ยนหันมาให้ความยอมรับแก่ฝ่ายพันธมิตรที่ใช้สันติวิธีแทน

การชุมนุมเดินขบวนของประชาชนเรือนแสนอย่างสันติ ภายใต้การนำของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในตอนเช้าของวันอังคารที่ 14 มีนาคม 2549 เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า พลังอำนาจของระบอบทักษิณได้ถูกลดทอนลงอย่างยากที่จะกอบกู้คืนมาได้อีกแล้ว เพราะอำนาจรัฐมิได้อยู่ที่เงิน หรืออยู่ที่กระบอกปืนเท่านั้น หากยังขึ้นอยู่กับการยอมรับของประชาชนด้วย

รัฐบาลจะอยู่ได้ก็ด้วยการยอมรับจากประชาชน นี่ย่อมหมายความว่า การให้ความยอมรับแก่รัฐบาลเป็นอำนาจอย่างหนึ่งของประชาชน นี่คือเหตุผลว่า ทำไมการต่อสู้โดยสันติวิธีของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีพลังการต่อสู้ของฝ่ายพันธมิตร มีพลังโดยไม่ต้องอิงอาวุธ เพราะพลังนี้เกิดขึ้นจากการปฏิเสธที่จะให้การยอมรับแก่รัฐบาลทรราชทักษิณ เพียงแค่นี้ก็ทำให้รัฐบาลทักษิณอยู่ยากแล้ว หรืออยู่ได้ก็ทำงานลำบากอย่างยิ่ง

เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่กล้าเข้ามาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล ฝ่ายพันธมิตรจึงปักหลักตั้งเวทีปราศรัยถึงความไม่ชอบธรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลตลอดสัปดาห์ของการปักหลักชุมนุมยืดเยื้อที่บริเวณทำเนียบรัฐบาลนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่กล้ากลับเข้ามาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลเลย เขาจำต้องระเห็จเร่ร่อนไปตามที่ต่างๆ ในต่างจังหวัดตลอดสัปดาห์นั้น ราวกับเป็น “รัฐบาลพลัดถิ่น”

การปักหลักชุมนุมยืดเยื้อที่บริเวณทำเนียบรัฐบาลของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่มุ่งมั่น อดทน กล้าหาญ ไม่ย่อท้อของกลุ่มผู้ชุมนุมที่สามารถปักหลักตรึงการชุมนุมเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แม้จะอยู่ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ

การชุมนุมที่ยืดเยื้อนี้เป็นไปในลักษณะช่วงเช้า ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัว แล้วกลับมารวมตัวกันอย่างคึกคักอีกครั้งในช่วงเย็น ตลอดไปจนถึงช่วงดึก โดยที่จำนวนของผู้ชุมนุมมิได้ลดน้อยถอยลงแต่ประการใด

ฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นอกจากจะไม่เข้าไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว เขายังได้กล่าวโจมตีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอยู่ตลอดเวลา ในระหว่างตระเวนเดินสายปราศรัยตามที่ต่างๆ นอกจากนี้ แกนนำของพรรคไทยรักไทยบางคนยังใช้อำนาจรัฐที่ยังมีทำการระดมจัดตั้งกลุ่มคนเพื่อสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป มาปักหลักที่สวนจตุจักร กรุงเทพฯ ระดมขุมกำลังเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ทุกเมื่อ

ขุมกำลังจัดตั้งมวลชนฝ่ายทักษิณได้แก่ ม็อบอีแต๋นที่เคลื่อนจากอีสาน-เหนือมาปักหลักที่สวนจตุจักร เสริมด้วยม็อบแท็กซี่ และม็อบมอเตอร์ไซค์รับจ้าง กล่าวได้ว่านี่เป็นการเกณฑ์ไพร่ราบพลเลวมารวมเป็นทัพเล็กทัพน้อยของฝ่ายทักษิณเพื่อ “ยัน” สถานการณ์มวลชนด้านปริมาณ กับเสริมด้านจิตวิทยา หน้าที่หลักของม็อบหนุนทักษิณกลุ่มต่างๆ เหล่านี้คือ เดินแผนยั่วยุให้อีกฝ่ายตบะแตก จะได้มีข้ออ้างในการประกาศภาวะฉุกเฉิน ใช้อำนาจรัฐเข้ามาสลายการชุมนุมของฝ่ายพันธมิตรได้ แต่ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ยังคงปักหลักชุมนุมตามวิถีทางประชาธิปไตย และสันติวิธีอย่างเหนียวแน่น

ในช่วงนั้น “ยุทธการดาวกระจาย” นับเป็นส่วนที่เร้าใจที่สุดใน โครงสร้างทางความคิด ของเหล่าแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่แยกย้ายกันไปนำขบวนประชาชนไปสำแดงพลังตามสถานที่ต่างๆ ก่อนที่แกนนำทั้ง 5 คน จะระดมมวลชนหลายหมื่นคนมาเดินขบวนจากสวนลุมพินีเข้าสู่ถนนสีลม ซึ่งเป็นย่านธุรกิจที่สำคัญของประเทศ ในช่วงเช้าของวันอังคารที่ 21 มีนาคม 2549 จุดประสงค์หลักของการเดินขบวนไปย่านสีลมของพันธมิตรในครั้งนี้ ก็เพื่อประกาศเจตนารมณ์กับขยายแนวร่วมภาคธุรกิจเข้าร่วมกันผลักดันการปฏิรูปการเมืองโดยได้รับความสนใจ และการตอบรับจากพนักงานบริษัทและประชาชนในย่านนั้นเป็นอย่างดี

หลังจากนั้น ขบวนประชาชนภายใต้การนำของแกนนำพันธมิตรทั้ง 5 คนก็ได้เคลื่อนตัวไปชุมนุมหน้าสถานทูตสิงคโปร์ สนธิ ได้กล่าวปราศรัยถึงความไม่ชอบมาพากลในกรณีการซื้อขายหุ้นระหว่างตระกูลชินวัตร และกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์เป็นภาษาอังกฤษ และภาษาจีนกลาง ก่อนจะสลายตัวกลับมารวมกันที่บริเวณถนนราชดำเนินโอบรอบทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง







 

Powered by MakeWebEasy.com