8. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 8) 6/6/2550

8. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 8) 6/6/2550

ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 8)



8. รวมใจกันเป็นหนึ่ง

จะว่าไปแล้ว พลังที่แท้จริง ของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้นอยู่ที่ การเข้าร่วมของ “ผู้กล้านิรนาม” จำนวนมากจากทั่วทั้งแผ่นดิน นั่นเอง พวกเขาคือ ตัวตนที่แท้จริงของพลังประชาชน และเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของบ้านเมืองตัวจริงในห้วงวิกฤตนี้

ผู้กล้านิรนาม เหล่านี้เป็นผู้ที่จริงจังและจริงใจต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง พวกเขามีความเสียสละ อดทน และกล้าหาญยิ่ง พวกเขาคือผู้ถือเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็น ภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ ที่สำคัญที่สุดของชีวิต

จิตใจของ ผู้กล้านิรนาม ทั้งหลายเหล่านี้ มิใช่จิตใจของคนธรรมดา หากเป็นจิตใจที่พึงเอาเป็นเยี่ยงอย่างและสมควรได้รับการคารวะ เมื่อคำนึงถึงความจริงที่ว่า พวกเขามิใช่คนที่มีชื่อเสียง และไม่มีวันได้รับผลตอบแทนใดๆ ที่เป็นรูปธรรมจากการเข้ามาร่วม “กู้ชาติ” ในครั้งนี้ พวกเขาคือ “ผู้ให้” และเป็น “ผู้เสียสละ” อย่างแท้จริง

การเข้าร่วมเป็น “ผู้กล้านิรนาม” จากแนวร่วมหลากหลายกลุ่ม และจากอาสาสมัครที่มาจากหลากอาชีพต่างๆ จนประกอบขึ้นมาเป็น ทัพหลัก ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในครั้งนี้ เป็น การเลือกข้างของประชาชน ในการต่อสู้กับทรราช โดยถือเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นอุดมการณ์สูงสุด ไม่ว่าอาจมีภัยอันตรายใดรออยู่เบื้องหน้า หัวใจของเหล่าผู้กล้านิรนามทั้งหลายที่ รวมใจกันเป็นหนึ่ง ภายใต้การนำของแกนนำพันธมิตร ก็มิได้หวั่นไหวแต่ประการใด

ผู้กล้านิรนามเหล่านี้ บางคนเล่น “งิ้วกู้ชาติ” เพื่อให้ความบันเทิงแก่ผู้ชุมนุม หลายคนทุ่มเทชีวิตเพื่อพิทักษ์รักษาความปลอดภัยของประชาชน ทั้งยามที่ชุมนุมอย่างสงบ หรือยามต้องขับเคลื่อนขบวนประชาชนเรือนแสน

สำหรับหลายคน การเข้ามาร่วมชุนนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประโยชน์ที่พวกเขาและพวกเธอได้รับอย่างมากที่สุดก็คือ การได้แสดงความเป็นอิสรเสรีทางตัวตน และจิตใจเท่านั้น!

* * *

...คืนอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ณ ท้องสนามหลวง

ณ ที่สนามหลวงแห่งนี้ พลันกลายเป็นสถานที่ชุมนุมของเหล่าผู้กล้าทั้งแผ่นดิน

ก่อนที่ม่านการศึกจะรูดออก แกนนำพันธมิตรทั้ง 5 คนได้สามารถรวมพลังของขุมกำลังต่างๆ ได้เป็นผลสำเร็จแล้ว และบัดนี้พวกเขาจะนำประชาชนกว่าแสนคนเดินขบวนจากท้องสนามหลวงมาที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อประกาศเจตนารมณ์การปักหลักสู้กับระบอบทักษิณต่อดวงวิญญาณของวีรชนแห่งประชาธิปไตย

สนธิ ยืนอยู่บนเวทีพันธมิตร เบื้องหน้าเขาคือมวลชนเรือนแสนที่รวมใจกันเป็นหนึ่งเพื่อขับไล่ทรราช ยามนี้ลานกว้างของท้องสนามหลวงเงียบสงัดงันอยู่ชั่วขณะหนึ่งคล้ายกับลมหายใจของทั้งหมดขาดห้วงไปก่อนที่สนธิจะเปล่งคำร้องออกมาให้ผู้คนทั้งหมดส่งเสียงโห่ร้องตามออกมาอย่างพร้อมเพรียงกันจนสะท้านทั่วลานกว้างของท้องสนามหลวงว่า

“ท้ากกก.....ษิณ ออกไป!”

บัดนี้ทุกประการล้วนชัดเจนยิ่ง มันเป็นความชัดเจนที่โชกเหงื่อมีแต่การต่อสู้กรำศึก จึงให้ความรู้สึกเช่นนี้ ในช่วงหลายเดือนมานี้ที่สนธิถูกม้วนเข้าไปในการสัประยุทธ์กับระบอบทักษิณ เขาได้สัมผัสกับผู้คน และประสบกับเรื่องราวต่างๆ มากมาย แต่ ไม่เคยมียามใดที่สนธิบังเกิดความรักต่อมวลชนอย่างลึกซึ้งเท่ากับช่วง 2-3 วันนี้ เขายังสำนึกขอบคุณทุกผู้คนที่เข้ามาร่วมต่อสู้เพื่อ “กู้ชาติ” ร่วมกับเขา

สนธิบังเกิดความพลุ่งพล่านใจ ในสายตาของเขายามนี้ ทุกใบหน้าของมวลชนที่แหงนดูเขาบนเวทีล้วนฉายประกายแห่งการต่อสู้เพื่อ “ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์” เขายิ่งรู้สึกว่า ผู้คนที่มาชุมนุมทั้งหมดนี้จะเชื่อทุกคำพูดของเขา และของแกนนำพันธมิตรคนอื่นโดยไม่มีเงื่อนไข

ความเชื่อมั่นนี้นับเป็นภาระอันหนักอึ้งสำหรับตัวเขา เพราะมันทำให้ตัวเขาบังเกิดความรับผิดชอบต่อทุกผู้คน ยามนี้สนธิค่อยตระหนักถึงความเจ็บปวดของ “ผู้บัญชาการศึก” แต่ในอีกด้านหนึ่ง สนธิพลันบังเกิดความปีติยินดีจากใจจริง เพราะกลุ่มมวลชนเรือนแสนกลุ่มนี้ และอาจรวมผู้ชม ASTV อีกเป็นจำนวนมาก ได้หลอมรวมกับเลือดเนื้อและจิตใจของตัวเขา สนธิยิ่งตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะร่วมเป็นร่วมตายกับมวลชนไปบรรลุ ภารกิจศักดิ์สิทธิ์ ในการ “กู้ชาติ” จนถึงที่สุด

* * *

ก่อนสลายการชุมนุม แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศให้นายกฯ ทักษิณลาออกภายใน 5 วัน ไม่เช่นนั้นจะชุมนุมถึงขั้นแตกหัก หรือ “ไม่ชนะ ไม่เลิก” โดยได้นัดหมายแสดงพลังครั้งประวัติศาสตร์อีกครั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 5 มีนาคม 2549

สถานการณ์การเมืองในขณะนั้น ถึงจุดที่ไม่อาจคาดเดาอะไรได้...เย็นวันศุกร์ที่ 3 มีนาคม 2549 ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่า “นายกฯ จะลาออก” ไปจนถึง “ทหารจะปฏิวัติ” พรรคไทยรักไทยได้โชว์พลังจัดปราศรัยใหญ่ที่ท้องสนามหลวงเช่นกันเพื่อ “เกทับ” ฝ่ายพันธมิตร โดยระดมคนมาร่วมฟัง “คำชี้แจง” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนล้นสนามหลวง มีการประมาณตัวเลขของคนที่ถูกเกณฑ์มาฟังว่ามีถึงสองแสนคน มากกว่าจำนวนของประชาชนที่มาชุมนุมกับฝ่ายพันธมิตรเกือบเท่าตัว แต่ทว่ามันเป็นการชุมนุมที่ไร้พลัง มิได้มาด้วยใจ และมิได้มีการรวมใจเป็นหนึ่ง เพราะส่วนใหญ่เป็นการเกณฑ์คนจากต่างจังหวัดมาร่วมชุมนุม โดยมีค่าจ้างหัวละ 300-500 บาท ซึ่งต่างจากการชุมนุมของฝ่ายพันธมิตรอย่างสิ้นเชิง

ก่อนจะถึงเวลานัดชุมนุมใหญ่ตอนเย็นวันอาทิตย์ที่ 5 มีนาคม 2549 เพียงหนึ่งวัน ธีรยุทธ บุญมี ปัญญาชนสาธารณะคนสำคัญคนหนึ่งของเมืองไทยได้ออกแถลงข่าวก่อนเที่ยงวัน ฟันธงว่า พ.ต.ท.ทักษิณชะตาขาดทางการเมืองแล้ว และจะถูกบีบให้สิ้นอำนาจโดยพลังสามประสานจากพลังจารีต พลังปัญญาชน และพลังของทุนที่สะดุดหยุดชะงัก เหตุการณ์ที่คลี่คลายหลังจากนั้นได้พิสูจน์ให้เห็นชัดอีกครั้งหนึ่งว่า “คำทำนาย” ของ ธีรยุทธ นั้น แม่นยำเพียงใด

ที่สำคัญในวันนั้น ธีรยุทธ ยังให้คำแนะนำที่มีค่าแก่ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า จงอย่าเร่งเผด็จศึก จงอดทนในการชุมนุมอย่างยืดเยื้อ เพื่อไม่ให้เข้าทางรัฐบาลทักษิณได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินซึ่งไม่ต่างไปจากการรัฐประหารตัวเอง

นอกจากการเคลื่อนไหวของ ธีรยุทธ บุญมี แล้ว ในวันต่อมาก่อนจะถึงเวลานัดชุมนุมใหญ่ในตอนเย็น ได้มีการเข้าชื่อลงนามถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีรัฐบาลชั่วคราว โดยราษฎรอาวุโส นักวิชาการ ปัญญาชน สมาชิกวุฒิสภา และราชนิกุล 96 คน ซึ่งหลายท่านล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นที่เคารพนับถือกันในวงสังคมทั้งสิ้น กระแสกดดันไปที่ตัวนายกฯ ทักษิณ เพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ แต่ทักษิณก็ใช้วิธีเดิมคือ “ปากกล้า ขาสั่น” เขาหลบการเผชิญหน้าประชาชน โดยเดินทางไปที่เชียงใหม่บ้านเกิด และยืนกรานเสียงแข็งเหมือนเดิมว่า “ไม่ลาออก”

พอตกเย็นวันที่ 5 มีนาคม ความคาดการณ์ของฝ่ายพรรคไทยรักไทยที่เชื่อว่าวันนี้คนจะมาชุมนุมกันน้อย เพราะได้เห็น "พลังสนับสนุน" ทักษิณอย่างล้นหลาม เมื่อสองวันก่อนนั้นกลับไม่ปรากฏเป็นจริง

ตรงกันข้าม ผู้คนจำนวนมากจากทุกสาขาอาชีพ จากทุกวัย บ้างรวมกันมาเป็นกลุ่ม บ้างมากันเป็นครอบครัว บ้างมาตัวคนเดียว ทั้งหมดทยอยเดินทางเข้าไปที่ท้องสนามหลวงเพื่อแสดงจุดยืน และเจตนารมณ์ทางการเมืองของตนอย่างอิสรเสรี และอย่างไม่ได้ถูกเกณฑ์มาหรือถูกจ้างมาเหมือนอย่างการชุมนุมของฝ่ายพรรคไทยรักไทย

นี่เป็นการร่วมชุมนุมที่มีจำนวนผู้ชุมนุมมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

ครั้นพอ 3 ทุ่ม แกนนำพันธมิตรก็ประกาศเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมนับแสนจากท้องสนามหลวง คราวนี้มุ่งไปไกลถึงหน้าทำเนียบรัฐบาล

คืนนั้นประวัติศาสตร์สำคัญหน้าใหม่ของการเมืองไทยได้เริ่มต้นขึ้น

“ท้ากกก...ษิณ” เสียงหนึ่งตะโกนนำขึ้น

“ออกไป” เสียงอีกนับพัน นับหมื่น ตะโกนขานรับ

เสียงตะโกนขับไล่ทักษิณเช่นนี้ ดังก้องไปทั่วท้องถนนราชดำเนิน ขณะที่ผู้คนเรือนแสนเคลื่อนขบวนออกมาจากท้องสนามหลวงเข้าสู่ถนนราชดำเนินมุ่งหน้าสู่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ความหนาแน่นของผู้คนที่เข้าร่วมเดินขบวนทำให้แถวล้นออกจากถนนขึ้นไปที่ริมทางเท้าจน สุวิทย์ วัดหนู ยอดโฆษกพันธมิตรที่คุมฝูงชนต้องประกาศเป็นระยะๆ ให้กลับลงมาอยู่ที่ถนน เพราะเกรงจะคุมแถวไม่อยู่

การคุมผู้คนเรือนหมื่นเรือนแสนให้เคลื่อนขบวนไปด้วยกันอย่างพร้อมเพรียงไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งในสถานการณ์ที่อาจมีการเผชิญหน้ากับ “อำนาจรัฐ” ได้ทุกเมื่อ มันง่ายที่จะเกิดการเผชิญหน้า การปะทะ และความสูญเสีย แต่ สุวิทย์ วัดหนู โฆษกพันธมิตรที่คุมฝูงชนก็ทำหน้าที่ได้ดี และเข้มแข็งยิ่ง “พี่น้องครับ ผมกราบละครับ กลับลงมาที่ถนนครับ นั่งลงครับ อย่าเดินเข้าไป ปล่อยให้แกนนำเขาเจรจา อ้าวพี่น้องปรบมือให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่อยครับ” เสียงของ สุวิทย์ วัดหนู ดังจากลำโพงรถกระจายเสียงไม่ขาดสาย

ตอนนั้นที่หัวขบวนแกนนำพันธมิตรที่อยู่แถวหน้ากำลังเผชิญกับตำรวจที่ตั้งแถวกั้นอยู่ที่สะพานผ่านฟ้า...สะพานที่เป็น "จุดอาถรรพ์" แห่งการเผชิญหน้า การปะทะ และการสูญเสียในอดีต

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และสนธิ ลิ้มทองกุล ที่มีผู้รักษาความปลอดภัยจำนวนหลายสิบคน คล้องแขนเป็นเกราะกำบังให้สามารถฝ่าข้ามสะพานผ่านฟ้าขาออกไปได้ท่ามกลางความชุลมุน แต่เมื่อพวกเขาเห็นขบวนผู้ชุมนุมด้านหลังไม่สามารถผ่านมาได้ จึงตัดสินใจถอยกลับมาปักหลักที่บริเวณถนนราชดำเนินนอกฝั่งภูเขาทอง

อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงได้เปิดทางให้กลุ่มผู้ชุมนุมผ่านสะพานผ่านฟ้าไปได้ทั้งหมด ก่อนจะมาติดขบวนตำรวจที่ตั้งแถวพร้อมโล่ขวางอยู่ที่กองสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน

พล.ต.จำลอง ได้ฝ่าวงล้อมแกนนำขึ้นปราศรัยขอทางให้กลุ่มผู้ชุมนุม ในที่สุด ตำรวจก็ยอมเปิดทางให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยไม่มีการปะทะกันแต่อย่างใด เมื่อหัวขบวนเดินไปถึงทำเนียบ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้นั่งรถกระจายเสียงวิ่งกลับมายังสะพานผ่านฟ้าที่ยังมีผู้คนทยอยเดินตามมาไม่ขาดสาย

“พี่น้องครับ ตอนนี้หัวแถวของพวกเราได้ไปนั่งอยู่หน้าทำเนียบเรียบร้อยแล้วครับ”

เสียงเฮรับดังขึ้น พร้อมๆ กับเสียงตะโกนขับไล่ทักษิณที่ดังกระหึ่มกึกก้องที่หน้าทำเนียบ เวทีปราศรัยชั่วคราวถูกตั้งขึ้น การปราศรัยดำเนินต่อไปจนถึงรุ่งเช้าวันใหม่ 5 แกนนำพันธมิตรจึงขึ้นเวทีประกาศกล่าวขอบคุณผู้ร่วมชุมนุม พร้อมประกาศชัยชนะที่ไม่เกิดการสูญเสียขึ้นในการเคลื่อนขบวนกลุ่มผู้ชุมนุมนับแสน





 

Powered by MakeWebEasy.com