5. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 5) 15/5/2550

5. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 5) 15/5/2550

ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 5)



5. องค์กรที่ทรงพลัง

“สวรรค์ที่แท้เป็นไรไป ไฉนจึงปล่อยให้คนชั่วช้าครองเมืองทำให้โลกนี้มีแต่อำนาจบาตรใหญ่ไร้ซึ่งความชอบธรรม?”

หวงอี้

จาก “จอมคนแผ่นดินเดือด”

...เย็นวันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2549 ณ บ้านพระอาทิตย์

ขณะที่ทีมงาน ASTV กำลังสาละวนอยู่กับการตั้งเวทีเฉพาะกิจให้สนธิ ลิ้มทองกุล เปิดใจกับลูกน้องในเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เพื่อบอกเล่าเหตุผลที่ตัวเขาจำเป็นต้องเป็นผู้นำมวลชน โดยขอนำเดี่ยวครั้งแรก และครั้งเดียวในชีวิตที่ลานพระบรมรูปทรงม้า รัชกาลที่ 5 ในวันรุ่งขึ้น

เวทีเฉพาะกิจนี้ตั้งอยู่กลางสระน้ำรองรับน้ำพุขนาดย่อมๆ ใจกลางของบ้านพระอาทิตย์ที่เป็นสวนหย่อมระหว่างตัวบ้านเดิมของท่านเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์กับอาคาร 5 ชั้นที่สร้างขึ้นมาใหม่ให้เป็นรูปแบบใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นสไตล์อาคารไทยทรงยุโรปประยุกต์สมัยรัชกาลที่ 6

ขณะนั้น ประมุขแห่งบ้านพระอาทิตย์ผู้นี้กำลังนั่งจิบกาแฟและถือมวนซิการ์อยู่บนม้านั่ง ณ ลานบ้านพระอาทิตย์ อันเป็นมุมโปรดและมุมประจำของเขา สนธิเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าเหนือบ้านพระอาทิตย์ ขณะนั้นมีเมฆหนาทึบสีเทาหม่นกดดันนภากาศ ดุจเดียวกับจิตใจอันหนักอึ้งของเขา

ตอนนี้สนธิรู้สึกอย่างเดียวว่า ตนเองไม่มีทางถอยอีก เขาได้แต่ยืนหยัดต่อไปใต้กรงเล็บทมิฬของระบอบทักษิณ พรุ่งนี้เขาจะนำชาว “ผู้จัดการ” ของเขาไปต่อสู้ อันเป็นการต่อสู้ที่ยังไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญกับแรงต่อต้านในระดับถึงเลือดถึงเนื้อหรือไม่ เพราะก่อนหน้านั้น ฝ่ายตรงข้ามได้จัดตั้งมวลชนมาราวีด้วยระเบิดถึงที่สวนลุมพินีถึง 2 สัปดาห์ซ้อน

ในแวบหนึ่งของความคิด สนธิรู้สึกว่า นี่คงเป็นชะตากรรมของตัวเขาที่เขาตัวคนเดียว แต่กลับต้องลุกขึ้นมาสู้กับระบอบทักษิณ แบกรับภาระอันหนักอึ้งของชาติบ้านเมืองไว้สองบ่า เพราะบัดนี้ ตัวเขาได้กลายเป็นความหวังของพี่น้องประชาชนเรือนแสนเรือนล้านที่ตื่นด้วยปัญญาจนตระหนักถึงหายนภัยของระบอบทักษิณได้แล้ว

หลังจากผ่านความทุกข์ยาก ความยากลำบาก และถูกกาลเวลาเคี่ยวกรำมาในช่วงหลายเดือนมานี้ มันได้บ่มเพาะธาตุแท้ของลูกผู้ชายของสนธิมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้ตัวเขามีนิสัยที่เด็ดเดี่ยวกว่าเดิม ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม บัดนี้ สนธิได้เพาะสร้างความเชื่อมั่นในตัวเอง ในฐานะที่เป็น “ผู้นำ” หรือ “ผู้บัญชาการศึก” ขึ้นมาแล้วจนสามารถมั่นใจว่าจะรับมือกับสถานการณ์ทุกรูปแบบที่จะเกิดขึ้นในวันรุ่งขึ้นได้

คนที่กล้าประกาศว่า ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊งได้ยังจะกลัวอะไรอีก! ในตอนหนึ่งของ “การสั่งลา ก่อนออกศึก” สนธิกล่าวกับชาว “ผู้จัดการ” โดยถ่ายทอดสดทาง ASTV ช่อง News 1 ด้วยว่า

“วันพรุ่งนี้คือ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ผมจะกลายเป็นผู้นำประชาชนไปโดยที่ไม่ต้องการเป็น คนอาจเรียกผมวีรบุรุษ ผมไม่ใช่ ผมคือไอ้สนธิ ลิ้มทองกุล ที่มันกลัวตายคนหนึ่ง แต่มีความรู้สึกว่า มันกลัวลูกหลานช่วงหลังจะด่าพ่อล่อแม่มันมากกว่า มันกลัวตรงนี้มากกว่าการกลัวตาย ผมก็เลยต้องลุกขึ้นสู้...”

นอกจากเขากลัวคนรุ่นหลังด่าว่า เขาพายเรือให้โจรนั่งแล้ว เขายังรู้สึกอายพ่ออายแม่ตัวเองที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว อายต่อเพื่อนร่วมงานที่ส่วนใหญ่เป็นลูกน้อง และอายต่อเด็กรุ่นหลัง หากเขาไม่ลุกขึ้นมาสู้เพื่อแสดงถึงความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพของตนเองในฐานะที่เป็นสื่อมวลชน

“ผมมีความรู้สึกว่า ความชั่วที่รัฐบาลชุดนี้ทำมันเพิ่มดีกรีไปตลอด ไม่ว่าจะเป็นการจาบจ้วงการไปทำพิธีศาสนาในอุโบสถวัดพระแก้ว เรื่องคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา หลายๆ เรื่องซึ่งผมหันมามองแล้ว ไม่มีสื่อมวลชนฉบับไหนกล้าพูดสักฉบับหนึ่งเลย ไม่มีใครกล้าพูดสักคน ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่มหาศาลเลย แต่ไม่มีใครพูด มันเกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย มันเกิดอะไรขึ้นกับสิ่งที่เราเรียกว่า สื่อมวลชน ผมจึงตัดสินใจชกเต็มรูปแบบในช่อง 9 ซึ่งมันผิดปกติทุกคนที่ดูก็ต้องรู้ ทุกคนบอกโอ้โห...แรง แต่ผมกลับคิดว่ามันไม่ได้แรง ผมพยายามทำสิ่งที่ผิดปกติในสังคมไทยให้มันเป็นเรื่องปกติ...”

นอกจากนี้แล้ว เขายังรู้สึกละอายตัวเองที่ครั้งหนึ่ง เขาเคยใช้ความสามารถพิเศษของตัวเองที่สามารถพูดโน้มน้าวใจผู้คนให้คล้อยตามเขาได้ ไปปกป้องรับใช้ทรราชอย่างทักษิณ

“ผมแค้นตัวเองมาก ผมช้ำใจตัวผมเองมาก ช้ำจนไม่รู้จะช้ำอย่างไร ผมก็เลยตัดสินใจว่า เอาเถอะวะ...มันจะเกิดอะไรขึ้นก็ให้มันเกิด เพราะผมรู้ว่า การต่อสู้กับทรราชอย่างทักษิณ ชินวัตร นั้น เราไม่ได้ต่อสู้กับคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรา เพราะถ้าไม่เห็นด้วย เราสามารถสู้กันด้วยเหตุและผล สู้ด้วยตรรกะโดยไม่รังแกซึ่งกันและกันได้ แต่ผมรู้ว่า ถ้าผมสู้กับคนคนนี้ ผมต้องโดนเขากลั่นแกล้งสารพัดทุกประการ ทั้งกลั่นแกล้ง ทั้งใส่ร้ายป้ายสี ทั้งสาดโคลน ทั้งใช้อำนาจรัฐ แต่ผมก็ตัดสินใจเดินหน้าไปแล้ว ผมก็บอกว่า เป็นยังไงเป็นกัน ช่างมันเถอะ นั่นคือที่มาของเมืองไทยรายสัปดาห์ที่เปลี่ยนแปลงไป”

วันพรุ่งนี้ก็เช่นกัน สนธิได้ตัดสินใจแล้วว่า เขาจะตัดใจไม่คำนึงถึงทุกสิ่ง ขอกระทำการให้ลือลั่นให้สมใจสักครา!

การพูดแบบเปิดใจผ่าน ASTV ในเย็นวันนั้นของสนธิ ได้สร้างอารมณ์ร่วมและความรู้สึกสะเทือนใจแก่ผู้คนเป็นจำนวนมากจนไม่อาจทนนั่งๆ นอนๆ อยู่กับบ้านในวันรุ่งขึ้นได้ และตัดสินใจออกมาร่วมชุมนุมกันอย่างพร้อมเพรียงกันในตอนเย็นที่ลานพระบรมรูปทรงม้าเพื่อ “ปฏิบัติภารกิจกู้ชาติ”

แต่ผู้ที่รับผลสะเทือนโดยตรงของการพูดเปิดอกของสนธิในเย็นวันนั้นน่าจะเป็นชาว "ผู้จัดการ" โดยตรง เพราะเพียงชั่วข้ามคืนเดียวสื่อในกลุ่มผู้จัดการได้กลายมาเป็น องค์กรที่ทรงพลัง ยิ่ง ทางการเมืองอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในช่วงสิบห้าปีมานี้

บุคลากรหลักๆ ในกลุ่มผู้จัดการในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พลันกลายร่างเป็น “ขุนศึก” และ “ทหารเอก” อย่างสมควรจารึกชื่อของพวกเขาและพวกเธอเหล่านั้นในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยเริ่มจาก สุวัฒน์ ทองธนากุล คำนูณ สิทธิสมาน รุ่งมณี เมฆโสภณ สุรวิชช์ วีรวรรณ ขุนทอง ลอเสรีวาณิช โชคชัย ธนะพงศ์พิทยา พิธาร พืชมงคล ยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที สำราญ รอดเพชร กมลพร วรกุล ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ จินตนา จอบุญ จิตตนาถ ลิ้มทองกุล วริษฐ์ ลิ้มทองกุล ชนะ ผาสุกสกุล ปัญจภัทร อังคสุวรรณ สายัณห์ เล็กอุทัย ฉัตรชัย พงษ์มาลา พชร สมุทวณิช เติมศักดิ์ จารุปราณ ต่อพงษ์ เศวตามร์ ฯลฯ
* * *
...คืนวันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2549 ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า

ท่ามกลางประชาชนกว่าหนึ่งแสนคนที่มาชุมนุมกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า สนธิที่โพกผ้าขาวมีคำว่า "กู้ชาติ" บนศีรษะ เดินขึ้นมาบนหลังคารถคอนเทนเนอร์สิบล้อที่ใช้เป็นเวทีปราศรัย บนเวทีมีระฆังวัดชนะสงครามที่ผู้จัดการชุมนุมยืมมาเพื่อให้สนธิใช้เคาะระฆังก่อนกล่าวคำปราศรัย และอ่านฎีการ้องทุกข์ของแผ่นดินก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่านประธานองคมนตรี

ในมือของสนธิถือไม้เคาะระฆัง เขาถือด้วยมือขวา ขณะที่สนธิเงื้อไม้เคาะระฆังบนมือ พริบตานั้น เขาพลันรู้สึกว่า ฟ้าดินล้วนอยู่ในมือเขา แสงจันทร์เดือนเสี้ยวบนนภาราตรีที่กำลังส่องแสงลงมายังที่ชุมนุมที่เต็มไปด้วยคลื่นมหาชนจำนวนเรือนแสนที่มารวมตัวกันด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกันกับสนธิ คือเพื่อกู้ชาติ มันเป็นภาพอันงดงามที่ยากจะลืมเลือนเพียงหนึ่งเดียวที่เขาแลเห็นได้ท่ามกลางความวุ่นวายของบ้านเมืองราวกับ “แผ่นดินเดือด” อยู่ในขณะนี้สนธิเชื่อมั่นอย่างเต็มที่แล้วว่า การผุดบังเกิดของ “ขุมพลัง” ในคืนนี้จะส่งผลคุกคามต่ออำนาจอันยิ่งใหญ่ และเบ็ดเสร็จของทักษิณอย่างแน่นอน

หลังจากจบคำปราศรัยแล้ว สนธิก็เริ่มอ่านฎีการ้องทุกข์ของแผ่นดินซึ่งมีใจความตอนหนึ่งว่า

“ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม

ข้าพระพุทธเจ้า เหล่าพสกนิกรผู้มีรายนามข้างท้ายนี้ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบถึง ความทุกข์ร้อนของแผ่นดินที่สำคัญและร้ายแรงยิ่ง อันเนื่องมาจากการบริหารราชการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งนับวันแต่จะนำให้ประเทศชาติและสังคมไทยเสื่อมทรุด ก่อให้เกิดวิกฤตอันใหญ่หลวงหลายด้านแก่บ้านเมืองอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยทั้งชาติ...”

“วิกฤตที่เกิดขึ้นกินอาณาบริเวณรอบด้าน ไม่เฉพาะแต่ทางการเมืองเท่านั้น หากแต่รวมทั้งทางสังคม ทางจริยธรรม และทางเศรษฐกิจ กับทั้งเป็นวิกฤตที่ไม่อาจขจัดปัดเป่าได้ด้วยกลไกของระบอบการเมืองปัจจุบัน ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 เพราะตลอดระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีท่านนี้ได้ดำเนินกรรมวิธีต่างๆ ทำลายกลไกในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐไปเสียสิ้น...”

“นายกรัฐมนตรีท่านนี้ยังได้กระทำทุกวิถีทางที่จะรวบอำนาจเข้าสู่ตัวเองควบรวมเอาพรรคการเมืองต่างๆ โดยใช้อำนาจกลไกรัฐที่อยู่ในมือ หรือแลกด้วยผลประโยชน์กดดันให้พรรคการเมืองต่างๆ ต้องจำยอม เมื่อสามารถรวบอำนาจครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้โดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว ก็ดำเนินการครอบงำวุฒิสภา และองค์กรอิสระต่างๆ เพื่อทำให้องค์กรอิสระต่างๆ ขาดประสิทธิภาพที่จะตรวจสอบหรือทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อตรวจสอบการทุจริต ประพฤติมิชอบของผู้มีตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาล...

หลังจากอ่านฎีกาเสร็จแล้ว สนธิได้พาขบวนส่วนน้อยท่ามกลางเหล่าผู้พิทักษ์ความปลอดภัยจากชาว “ผู้จัดการ” ไปถวายฎีกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผ่านพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ในระหว่างนั้นสนธิได้นิมนต์หลวงปู่พุทธะอิสระ พระอาจารย์อีกรูปหนึ่งของเขามาแสดงพระธรรมเทศนาให้ผู้ชุมนุมกลุ่มใหญ่ตรึงอยู่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า

ค่ำคืนนั้นเป็นค่ำคืนที่ยาวนานและร้อนระอุที่สุดค่ำคืนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย

ชาว “ผู้จัดการ” ที่แสดงความสามัคคีอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในระดับสูงสุดเท่าที่องค์กรๆ หนึ่งจะสำแดงพลังแห่งองค์กรของตนออกมาได้ ได้ผ่านพ้นค่ำคืนนั้นทั้งคืนมาได้อย่างสวยงาม พวกเขาสามารถปฏิบัติภารกิจที่ตั้งใจไว้ได้ลุล่วงโดยไม่มีความรุนแรง สิ่งนี้เป็นชัยชนะในตัวของมันเองแล้ว





 

Powered by MakeWebEasy.com