4. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 4) 8/5/2550

4. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 4) 8/5/2550

ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 4)
 


4. ผู้นำมวลชนจำเป็น

“มีแต่ ผู้นำ ที่รวมใจเบื้องสูงเบื้องต่ำเป็นหนึ่งเดียว กองทัพจึงสามารถขับเคลื่อนราวกับบงการแขนขาตัวเอง”

หลัก พิชัยสงคราม

ก่อนหน้านี้ จะว่าไปแล้ว สนธิกับทักษิณแทบจัดได้ว่าเป็นคนประเภทเดียวกัน ในความหมายที่ว่า ทั้งคู่ต่างก็เป็นนักธุรกิจผู้เติบใหญ่มาในยุคข่าวสารข้อมูลเหมือนกัน เป็นคนที่มีพลัง “ราวกับไม่มีวันหมดสิ้น” เหมือนกัน และก็เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงเหมือนกัน

แต่เส้นทางชีวิตของสนธิที่มีการเติบโตทางจิตวิญญาณหลังช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่เขาได้มีโอกาสไปบวชกับ หลวงพ่อญา ที่วัดป่าแห่งหนึ่งในจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นเวลา 30 วัน โดยที่หลวงพ่อญา ท่านไม่ให้เขาพูดกับใครเลย ท่านให้เขาอยู่กับตัวเอง ให้มองจิตตัวเอง ให้ทำความรู้จักกับตัวเองมากขึ้น สนธิได้เรียนรู้ความสมถะและความสันโดษเป็นครั้งแรกในชีวิต หลังจากที่ตัวเขาหลงระเริงอยู่กับแสงสีทางโลก และไขว่คว้าหาลาภ ยศ สรรเสริญ มาโดยตลอด จนกระทั่งแลเห็น “สวรรค์” ล่มตรงหน้าเขาในปี 2540 สนธิจึงเพิ่งเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่า ธรรมะที่แท้จริงนั้น คือการมีสติตลอดเวลา เพราะกิเลสคือศัตรูที่สำคัญที่สุด ตราบใดที่ตัวเขายังอยู่ในโลกียะ เขาต้องเจอกิเลสทุกวัน เขาจึงต้องสร้าง “ตัวรู้” ขึ้นมาให้รู้เท่าทันกิเลสเสมอ

จุดนี้เองที่ทำให้สนธิต่างไปจากทักษิณ แม้จะเป็นคนประเภทเดียวกันมาก่อน สนธิเติบโตขึ้นในทางธรรม และทางจิตวิญญาณ ขณะที่นับวันทักษิณยิ่งตกเป็นทาสของกิเลสโดยสมบูรณ์ เส้นทางของทั้งคู่นับวันยิ่งกลายเป็นเส้นขนานเพียงรอวันการเผชิญหน้ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่ช้าก็เร็วเท่านั้น

ถ้าการลงสู่สนามการเมืองของ ทักษิณ ชินวัตร จนกระทั่งกลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จที่สุดคนหนึ่งของประเทศ เป็นการเล่นบทใหม่ของกลุ่มทุนไทยในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หลังจากที่เคยใช้นักการเมืองเป็นตัวแทนมาโดยตลอด

การที่ผู้นำสื่อในกลุ่มผู้จัดการอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ได้ปรับบทบาทจากผู้รายงานมาเป็นผู้นำมวลชนในการต่อสู้ทางการเมืองอย่างเปิดเผย ก็เป็นการเล่นบทใหม่ของสื่อเช่นเดียวกัน คือเป็น สื่อนักรบ หรือ สื่อเพื่อสาธารณะที่ประกาศตนว่าไม่เป็นกลาง แต่ขอเป็นยามรักษาแผ่นดิน!

การต่อสู้ทางการเมืองกับระบอบทักษิณของสนธิซึ่งเป็นสื่ออยู่แล้ว จึงเป็นการต่อสู้ด้วยสื่อเป็นอาวุธสำคัญ และเป็นปัจจัยตัดสินผลแพ้ชนะด้วย สนธิได้ “บูรณาธรรม” เข้ากับสื่อทุกชนิด ของกลุ่มผู้จัดการอย่างบูรณาการ ไม่ว่าจะเป็นสื่ออะนาล็อกอย่าง หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ที่ถูกผนึกรวมเป็นเนื้อเดียว สื่อดิจิตอลอย่างอินเทอร์เน็ตซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ที่ เว็บไซต์ www.manager.co.th ที่สามารถตอบโต้กับรัฐบาลทักษิณได้แทบนาทีต่อนาที จนมีอัตราการเข้าชมเว็บบางวันสูงกว่าหนังสือพิมพ์รายวันที่ขายดีที่สุดอย่าง ไทยรัฐ เสียอีก นี่ยังไม่รวมถึง สื่อโทรทัศน์อย่าง ASTV ของกลุ่มผู้จัดการที่ใช้เทคโนโลยีส่งสัญญาณลอดช่องข้อกฎหมายไทยกระจายผ่านดาวเทียมที่ฮ่องกง ก่อนจะยิงกลับมายังพื้นแผ่นดินไทยอีกที โดยมีเครือข่ายเคเบิลทีวีท้องถิ่นรับช่วงสัญญาณไปกระจายต่อตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ และ สื่อวิทยุ ของกลุ่มผู้จัดการช่อง FM. 97.75

การบูรณาการสื่อของกลุ่มผู้จัดการเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ภายใต้พลานุภาพแห่ง “การเล่าเรื่อง” ผ่านสื่อต่างๆ ในเครือของสนธิและพลพรรคที่แพรวพราวไปด้วยชั้นเชิง และศิลปะการทำศึกทางสื่อ ทำให้สนธิสามารถช่วงชิงการกำหนดวาระข่าว และชิงการเล่าเรื่องได้อย่างเหนือชั้น และอย่างเป็นฝ่ายกระทำมาโดยตลอด จนสามารถดึงประชาชนเข้ามาร่วมสร้าง “ปรากฏการณ์สนธิ” ที่เริ่มต้นจาก หลักพัน ในวันที่ 23 กันยายน 2548 มาเป็น หลักหมื่น ในเดือนพฤศจิกายน 2548 และ หลักแสน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ภายในเวลาไม่กี่เดือนเท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงบทบาทของสนธิที่ตอนแรกจำกัดตัวเองเป็นแค่สื่อเสรี แต่ในที่สุดจำเป็นต้องผันแปรตัวเองมาเป็นผู้นำมวลชนอย่างเต็มตัวในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2549 นั้น มันมีที่มาที่ไปของมัน

ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2548 สนธิได้รับแจ้งจากผู้หวังดีที่พอรู้กระแสข่าววงในคนในเครื่องแบบทั้งสีกากี สีเขียว และสีฟ้าอมเทาว่ามีความพยายามดำเนินยุทธวิธีทางปิดที่หวังปลิดชีวิตตัวเขาอย่างเลือดเย็น ประกอบกับหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ซึ่งก็เป็นคุรุอีกท่านหนึ่งของสนธิ ท่านเล็งเห็นด้วยตาในของท่านว่า จะมีคนมาดักปองร้ายสนธิที่หน้าบ้านของเขาที่กรุงเทพฯ ท่านจึงสั่งลูกศิษย์ของท่านให้โทร.มาบอกสนธิโดยด่วนให้เขาขึ้นไปพำนักอยู่กับท่านที่วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี

รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ครั้งที่ 10 เมื่อวันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2548 ของสนธิ แม้ยังคงจัดที่อาคารสโมสรพลเมืองอาวุโส สวนลุมพินี ท่ามกลางผู้ชมหลายหมื่นคนก็จริง แต่ก็เป็นการถ่ายทอดสดมาจากวัดป่าบ้านตาด

ความจริง สนธิแทบจะกราบหลวงตามหาบัว ขออนุญาตท่านเป็นผู้นำมวลชนขับไล่ทักษิณแล้วประกาศในรายการตั้งแต่คืนนั้นแล้ว แต่เขาก็ยังมีสติดีพอ สามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างเยือกเย็นสุขุม ว่ามันยังไม่ถึงเวลา ทั้งๆ ที่มีความพยายามจากหลายคนที่จะผลักดันให้เขาเป็นผู้นำมวลชนมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว

สนธิเป็นคนที่นิยมต่อสู้ด้วยปัญญา มิใช่ด้วยอารมณ์ เขาอาศัยสติปัญญาที่เหนือธรรมดาของเขา ทำความเข้าใจกับสภาพการณ์ต่างๆ ได้อย่างเห็นภาพรวมอย่างรวดเร็ว อย่างมองการณ์ไกล แล้วจึงค่อยตัดสินใจด้วยบุคลิกภาพที่สุขุม หนักแน่น เยือกเย็น

เขาไม่ใช่คนที่กลัวความยากลำบาก เรื่องที่ยากลำบาก เขายิ่งกระตือรือร้น เขาเป็นคนที่ไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย ไม่ยอมงอมืองอเท้าและไม่ยอมสยบอยู่ใต้ชะตากรรม เขาชมชอบแสวงหาความเร้าใจ และความท้าทายเพราะมีแต่ทำเช่นนี้ เขาจึงค่อยรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่าความหมาย

บุคคลผู้นี้ นอกจากมีกำลังขวัญ และสติปัญญาที่เหนือคนแล้ว ตัวเขายังเป็นผู้มีบุญวาสนาอีกด้วย เพราะเขาเป็นคนที่ทางโหราศาสตร์เรียกว่า เป็นคนในลักษณะ “เกตุกุมลัคน์” คนในลักษณะนี้ จะไม่ตายโหง และเป็นคนที่หากใครคิดเป็นศัตรูด้วยจะแพ้พ่ายเสมอ

“สนธิ เราแผ่เมตตาให้ทุกวัน ทุกคืนตลอดเวลา

เธออยู่ที่ไหน เราจะอยู่กับสนธิด้วย”

นี่เป็นคำกล่าวของหลวงตามหาบัว ก่อนที่สนธิจะเข้าไปกราบอำลาท่านกลับกรุงเทพฯ ท่านดึงตัวเขาเข้ามาใกล้ บริกรรมคาถา และเป่ากระหม่อมให้เป็นเวลาหลายนาที ก่อนที่จะบอกให้เขารีบออกไปจากวัดป่าบ้านตาดในทันที

หลังจากที่สนธิออกไปจากวัดป่าบ้านตาดแล้ว ทีมล่าสังหารสนธิเพิ่งมาถึงจึงคลาดกัน จากนั้นสนธินั่งรถไปที่วัดของหลวงพ่อญา คุรุอีกท่านหนึ่งของเขาเพื่อทำบุญครบรอบวันมรณภาพของท่าน พอไปถึงที่วัด หลวงพ่อญาซึ่งท่านมรณภาพไปแล้วได้มาบอกแม่ชีซึ่งเป็นคนสนิทของท่าน แม่ชีวิ่งมาหาสนธิแล้วบอกว่า

“ตาสนๆ หลวงพ่อเพิ่งมาบอกให้เธอรีบไปเดี๋ยวนี้”

สนธิเคยบวชที่วัดนี้มาก่อน และเคยเห็นอิทธิฤทธิ์ของหลวงพ่อญาท่านนานแล้ว พอฟังว่า หลวงพ่อท่านมาเตือนเขาโดยผ่านแม่ชีให้รีบไปเดี๋ยวนี้ เขาเลยรีบนั่งรถออกไป และหลีกเลี่ยงเส้นทางหลักในขามาโดยกลับไปทางเส้นทางด้านหลังแทน

หลังจากที่สนธิออกจากวัดหลวงพ่อญาไปได้สักชั่วโมงหนึ่ง ก็มีรถยนต์สองคันไม่มีป้ายทะเบียน ลักษณะเป็นคนนอกเครื่องแบบพกปืนมาด้วย คนกลุ่มนี้คือทีมล่าสังหารสนธิที่ตามล่าเขามาจากวัดป่าบ้านตาด แต่ถูกอะไรไม่รู้ดึงให้หลงพลัดไปที่จังหวัดเลย กว่าคนกลุ่มนี้จะตามมาถึงที่วัดนี้ สนธิก็ออกไปก่อนเสียแล้ว

คนที่ไม่ธรรมดา ย่อมมีประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดา!

ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม และผู้ปกป้องธรรม!

หลังจากผ่านการถูกลอบสังหารได้อย่างหวุดหวิดในวันนั้นแล้ว ทำให้สนธิตัดสินใจประกาศก้องในรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ครั้งที่ 11 เมื่อวันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม 2548 ที่ทำให้คนฟังขนลุกซู่ โดยที่สนธิกล่าวพร้อมยกมือไหว้ท่วมหัวในช่วงต้นๆ ของรายการว่า

“ผมอยู่ในสภาพที่ผมกลับไปเป็นนายสนธิคนเดิมไม่ได้แล้ว”

“ผมเพิ่งไปกราบครูบาอาจารย์ของผม ท่านเอาธรรมมาสอนผมบอกว่า สนธิ...ชีวิตคือความว่าง แต่ถ้าเราทำเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนแล้ว ถึงตายก็คุ้มค่า...”

“ผมไม่ใช่คนไม่เคยทำความผิด 58 ปีที่ผ่านมานี้ ชั่วก็เคยทำผิดก็ไม่น้อย แต่ผมอยากจะใช้ส่วนที่เหลือของชีวิตผมทำเพื่อชาติบ้านเมืองจนกว่าแผ่นดินจะกลบหน้า”

“ผมถือโอกาสนี้ ขอขมาลาโทษพ่อแม่พี่น้องทุกคนว่า อดีตที่ผมเคยทำผิดพลาดอะไรไป ถ้ามีผมก็ขออภัย ขอขมา แต่ว่าจากนี้เป็นต้นไป ผมจะทำอะไร ผมจะถามความเห็นของประชาชนก่อน ผมจะทำเพื่อประชาชนในฐานะที่เป็นสื่อที่ถึงตรงกับประชาชน และเป็นของประชาชน เพราะว่าผมไม่ใช่นายสนธิคนเก่าอีกต่อไปแล้ว”

นี่คือ คำประกาศ “เกิดใหม่” อีกครั้งของลูกผู้ชายชื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล

และนี่คือ “พลังดึงดูด” ในตัวของสนธิที่ไม่เคยเป็นนักจัดตั้งมวลชนมาก่อน แต่จะกลายมาเป็น “ผู้นำมวลชนจำเป็น” ที่สามารถเรียกคนได้เป็นแสนๆ เมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวยเพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั้น




 

Powered by MakeWebEasy.com