3. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 3) 1/5/2550

3. ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 3) 1/5/2550

ธรรมบูรณา ภารกิจศักดิ์สิทธิ์กับบทเรียนการกู้ชาติทางจิตวิญญาณของ ศรี อรพินโธ (ตอนที่ 3)

3. พลานุภาพของนักเล่าเรื่อง

"ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียวก็ขอแช่ง, แช่งให้มีอันเป็นไป"

พระบรมราโชวาท, 9 ตุลาคม 2546
อะไรคือพลังที่ สนธิ ลิ้มทองกุล ได้ใช้ไปในการโค่นทักษิณ และระบอบทักษิณ ทั้งๆ ที่อีกฝ่ายหนึ่งเต็มไปด้วยอำนาจเงิน อำนาจรัฐ ฐานมวลชนรากหญ้า และยังสามารถควบคุมสื่อส่วนใหญ่โดยเฉพาะวิทยุ-โทรทัศน์ไว้ในกำมือ?

ในฐานะที่สนธิก็เป็นนักกลยุทธ์ผู้เจนจบในตำราพิชัยสงคราม และหนังสือ "สามก๊ก" คนหนึ่ง ตัวเขาย่อมเข้าใจถึง สุดยอดของหลักกลยุทธ์ ที่ใช้ พลังจักรวาล หรือ พลังจากธรรมชาติ ในการสงครามเอาชนะข้าศึกได้ โดยที่ พลังจักรวาล ที่ตัวเขาจะใช้ในการโค่นทักษิณครั้งนี้ คือ พลังแห่งศรัทธา และพลังแห่งความจริงจากความเชื่อ

พลังแห่งศรัทธาของสนธิในที่นี้ คือ พลังแห่งความเชื่อมั่นในความจริง ความดี ความงาม ความสะอาด ความสงบ และมีศรัทธาในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนกล้าที่จะลุกขึ้นปฏิบัติ "ภารกิจศักดิ์สิทธิ์" ที่ไม่มีใครคนอื่นในสังคมกล้าปฏิบัติ

พลังแห่งศรัทธาอันนี้ แยกไม่ออกจากพลังแห่ง ความจริงจากความเชื่อ ซึ่ง ความจริงที่ทรงพลังที่สุด เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่สามารถเข้าไปอยู่ในจิตใจของประชาชน และทำงานจากข้างในได้ โดยที่ความจริงที่เกิดจากความเชื่อ คือ สิ่งที่คนเราเชื่อซึ่งมันอาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นจริง หรือไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นจริงก็ได้ แต่เมื่อคนเราเกิด "ความเชื่อ" เช่นนั้นขึ้นมาจาก "ความจริง" แล้ว "ความเชื่อ" อันนี้มันจะมาเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตของคนเรา ทำให้เกิด "คุณค่า" และกำหนดการตัดสินใจ และการกระทำของคนเราได้

เนื่องจาก ความจริงจากความเชื่อมีคุณค่าในเชิงปฏิบัติการสูง เพราะมันสามารถกลายเป็นธงที่เรียกร้องผู้คนให้มาชุมนุมกันอย่างได้ผล และยังสามารถกลายเป็นอาวุธที่ใช้โจมตีผู้อื่นได้ด้วย เพราะความจริงจากความเชื่อจะกลายเป็น "ป้าย" ในการตัดสินพิพากษาซึ่งนำไปสู่การยอมรับหรือปฏิเสธ และยังส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อพฤติกรรมการคิดของผู้คน เกิดเป็นกรอบความคิดที่แน่นอน และนำไปสู่การยอมรับอย่างถาวร โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบอีกต่อไป

สนธิรู้ดีว่า ความเชื่อเป็นสมรภูมิทางการเมือง ความคิด วัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้เรื่อง "ความจริง" เนื่องจากความเชื่อเป็นความจริงในโลกภายใน และเป็นสิ่งที่มีพลังมากที่สุดของพฤติกรรมในโลกภายใน พลังสูงสุดของความเชื่อจะเห็นได้จากการรับรู้ของคนเรา ซึ่งบังคับคนเราให้มองโลกตามแบบที่การรับรู้นั้นได้บังคับให้คนเราเชื่อ

สนธิมักกล่าวเสมอว่า เขาทำเพราะเขาเชื่อและศรัทธาในสิ่งที่เขาทำ โดยยึดหลักเอา "ความจริง" จาก "ความเชื่อ" ของเขามารายงานให้ประชาชนทราบ และต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพในการเป็นสื่อมวลชนที่เสรี

เขาเชื่อว่า เขาและพวกเขากำลังสู้เพื่อในหลวง เพราะตัวเขามองเห็นอำนาจการเมืองที่ฉ้อฉลของระบอบทักษิณที่กำลังแผ่ขยายอำนาจเข้าไปทุกส่วนของสังคม และมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายพิจารณาได้ว่า ละเมิดพระราชอำนาจ ในฐานะที่เป็นสื่อมวลชนคนหนึ่ง เขาสามารถมองเห็นภาพรวมที่กำลังเกิดขึ้นว่ากำลังมีเภทภัยใหญ่หลวง โดยระบอบทักษิณขณะที่คนส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็น

ด้วยความสามารถของการเป็น นักเล่าเรื่องชั้นยอด ที่สามารถพูดเรื่องยากๆ ให้ฟังง่ายด้วยภาษาชาวบ้าน มิหนำซ้ำทุกเรื่องที่เขานำเล่ายังเต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ การยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย

เพระฉะนั้น เพียงแค่เขาเล่าให้ผู้ฟังและผู้ชมผ่าน ASTV ว่า "ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์" กำลังเผชิญกับวิกฤตเพราะระบอบทักษิณ โดยอธิบายให้เห็นภาพพจน์ว่า

"ชาตินั้นประกอบด้วย 2 อย่างเท่านั้นเองให้จำเอาไว้ คือประกอบด้วยศาสนา และพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่อย่างอื่น ไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น เมื่อใดศาสนาอ่อนแอ พระมหากษัตริย์ก็จะอ่อนแอ เมื่อใดพระมหากษัตริย์อ่อนแอ ศาสนาจะอ่อนแอ เราจะไม่มีชาติ ศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพุทธ เป็นคริสต์ เป็นอิสลาม เป็นจิตวิญญาณของสังคมไทย จิตวิญญาณของพวกเรา..."

"พระมหากษัตริย์เป็นกันชนสุดท้ายของสังคมไทย ที่พวกเราพึ่งพาได้ เมื่อผู้นำไร้คุณธรรม..."

"แต่เมื่อใดพระมหากษัตริย์ กลายเป็นตรายางในทางการเมืองไปแล้ว ประเทศชาติจะถูกซื้อขายได้ เพราะรัฐธรรมนูญนั้นถูกสร้างขึ้นโดยนักการเมือง และนักการเมืองถูกกำกับโดยพรรค ส่วนพรรคนั้นก็มีทุนเป็นเจ้าของ เพราะฉะนั้น หากประเทศชาติจะถูกเปลี่ยนมือได้ เหมือนการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ การแปรรูป ปตท. การเอาคนของตัวนั่งที่โน่นที่นี่ วันนั้นก็จะเป็นวันที่เราไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว แม้กระทั่งจิตวิญญาณ"

โดยการเล่าเรื่องอย่างมีชีวิตชีวา และเห็นภาพได้เช่นนี้เอง ที่ทำให้ สนธิสามารถบูรณา "ธรรม" เข้ากับการพิทักษ์ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ากับการปฏิรูปการเมือง และการปฏิรูปทิศทางการพัฒนาประเทศ จนก่อเกิดเป็น "ขบวนการสนธิ" อันเป็นขบวนการประชาชนที่มีการเคลื่อนไหวที่ทรงพลังยิ่งอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของประเทศไทย

พลานุภาพของนักเล่าเรื่องที่เก่งกาจนั้น นอกจากจะแม่นยำในเรื่องประเด็นข่าวว่าประเด็นไหนคนสนใจ แล้วที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ก็คือลีลาการพูดที่ต้องโดนใจคน ลีลาที่พูดแล้วคนเห็นด้วย ทั้งท่าทาง และจังหวะจะโคนในการพูด มันจะต้องเป็นส่วนผสมที่ลงตัวกันระหว่าง ศิลปะการละคร กับ ศาสตร์แห่งการสื่อสารมวลชน คือ มันต้องเป็นการให้ปัญหาให้ความรู้พร้อมๆ กับการให้ความบันเทิงจากวิธีการที่นักเล่าเรื่องแสดงลีลาออกไปพร้อมๆ กัน

คนที่จะทำเช่นนั้นได้ นอกจากจะต้องเป็นคนที่รู้กว้างขวางในหลายแขนงมีประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลายโชกโชนแล้ว เขาผู้นั้นจะต้องเป็นคนที่ขวนขวายใฝ่หาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา มีบุคลิกภาพที่มุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว แน่วแน่ ผ่อนคลาย มีอารมณ์ขัน สงบนิ่ง เปี่ยมไปด้วยสติที่รู้ทันความคิด และอารมณ์ของตนเองจนกลายมาเป็น "เสน่ห์สาธารณะ" ที่ดึงดูดความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจจากผู้ฟังและผู้ชมจำนวนมากได้

คนที่จะเป็น "ผู้นำ" ที่แท้จริงได้นั้น จะต้องเป็นคนที่เงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน คนผู้นั้นจะต้องเป็นคนที่กล้าจุดธูป 5 ดอกบนบานฟ้าดินต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้ว่า

"ข้าแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตอยู่แดนไทย องค์พระสยามเทวาธิราช เจ้าพ่อหลักเมือง ทวยเทพที่สถิตอยู่พร้อมอินทร์ พรหม ยม เจ้า ท่านเจ้าป่าเจ้าเขา เจ้าทุ่งเจ้าท่า เจ้าถ้ำ พระเพลิง พระพาย พระแม่ธรณี พระแม่คงคา เสด็จพ่อรัชกาลที่ 5 และองค์กษัตริย์ทุกพระองค์ในราชวงศ์จักรี เสด็จกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ผีบ้านผีเมือง ขอให้ท่านทั้งหลายจงมาเป็นสักขีพยาน และดลบันดาลให้คนที่โกงบ้านโกงเมือง ฉ้อราษฎร์บังหลวง จงมีอันเป็นไปถึงลูกถึงหลาน ขอให้ชีวิตมีแต่ความเศร้าหมอง ต้องเผชิญเภทภัย โรคภัยไข้เจ็บ ขอให้ทนแต่ทุกข์ทรมาน ทั้งกายและใจ มีแต่ภัยพิบัติ สมบัติจงสูญสิ้นหายมลายสิ้นทั้งวงศ์ตระกูล เทอญ"

"แต่ผู้ใดก็ตาม ที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ก็ขอให้มีจิตผ่องใส คิดอันใดให้ประสบผลสำเร็จทั้งเจ็ดชั่วโคตร มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองทั้งวงศ์ตระกูล มีอายุยืนยาว มีแต่คนแซ่ซ้องสรรเสริญ จำเริญทุกๆ ด้านชั่วกาลนานเทอญ"

สนธิมีความเชื่อมั่นในตนเองว่าตัวเขาเป็นคนประเภทนั้น...คนที่ใช้ชีวิตอย่างเงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน เพราะมีแต่คนประเภทนี้เท่านั้นถึงจะสามารถจุด "เทียนแห่งธรรม" ขึ้นมาได้ โดยเขาได้อุปมาอุปไมยกับผู้ฟังและผู้ชมว่า

"บ้านเมืองนี้มันมืดมิดนัก มีคนกล้าจุดเทียนคนเดียว คือ ผม ท่ามกลางพายุที่พัดมา ถ้าผมปล่อยให้เทียนเล่มนี้ดับ ก็จะไม่มีใครกล้าจุดเทียนอีกต่อไป สมัยก่อนมีคนลองจุดไม้ขีด มันเอาน้ำสาด วันนี้ ผมกล้าจุดเทียน พอจุดเทียนแล้ว วิธีไม่ให้ดับคือ ผมต้องป้องเปลวเทียนไว้ ผมต้องหันหลังสู้ลมพายุ ไม่ให้เทียนดับ ช่วงพายุที่พัดมามันต้องมีเศษอิฐ สังกะสี ไม้ ปลิวมากระแทกตัวผม ผมต้องทน เพราะถ้าไม่ทน เทียนก็ดับ เมื่อผมทนสักพัก คนถือเทียนที่ไม่กล้าจุดก็จะเริ่มกล้าจุดขึ้นมาทีละเล่มๆ..."

"เมื่อเราจุดแล้ว เราต้องเอาเทียนแต่ละเล่มหลอมรวมกันกลายเป็นเทียนพรรษา เทียนพรรษาจะลุกโชติช่วง พอเทียนลุกแล้วความสว่างมันจะมาไล่ความมืดให้หมดไป"

สื่อและนักเล่าเรื่องที่ "บูรณาธรรม" ได้อย่างแนบเนียนและลงตัว เช่น สนธินี้จะมีสักกี่คนกันในประเทศนี้! ไม่ว่ามิตรสหายของเขา หรือแม้ศัตรูของเขาก็ย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เขาคือ คนยิ่งใหญ่คนหนึ่งแห่งยุคนี้ เรื่องราวของเขาและวิถีของเขาจะกลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันสืบต่อถึงคนรุ่นหลังอย่างไม่ต้องสงสัย คนที่เคยร่วมต่อสู้เพื่อกู้ชาติกู้แผ่นดินร่วมกับเขา ย่อมภูมิใจในเกียรติประวัติครั้งนั้นอย่างมิรู้ลืม ส่วนคนที่เป็นอริเคยต่อสู้กับเขา ขณะที่ยิ่งใหญ่คับฟ้า ก็คงสำนึกเสียใจมิรู้ลืมเช่นกัน ที่ฟ้าให้คนอย่างมันมาเกิดแล้ว ไฉนจึงให้คนอย่างสนธิมาเกิดด้วย

* * *

"พ่อแม่พี่น้องเห็นความศักดิ์สิทธิ์หรือยัง คนทำร้ายชาติบ้านเมืองอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร วันนี้ ต้องระเห็จออกไปต่างประเทศ ขี้เถ้าจะกลบหน้าเมื่อไหร่ก็ยังไม่รู้"

สนธิ ลิ้มทองกุล, 2 กุมภาพันธ์ 2550










 

Powered by MakeWebEasy.com