4 ความรวดร้าวของมหาบุรุษกับการเมืองฝ่ายเบื้องบน (4)

4 ความรวดร้าวของมหาบุรุษกับการเมืองฝ่ายเบื้องบน (4)



 

 

ความรวดร้าวของมหาบุรุษกับการเมืองฝ่ายเบื้องบน (4)

"สำเร็จแล้ว!"

(ยอห์น 19:30)



ในอาหารมื้อสุดท้ายที่ เยซูหยิบขนมปัง และถ้วยเหล้าองุ่นแบ่งให้พวกลูกศิษย์กิน โดยบอกว่า ขนมปังนี้แทนกายของเขา และเหล้าองุ่นนี้แทนโลหิตของเขา "จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา"


เหตุการณ์นี้ไม่ควรเข้าใจว่า เป็นแค่พิธีกรรมเฉยๆ ที่เยซูได้ตั้งขึ้นมาเท่านั้น แต่ควรจะมองว่า เป็นความมุ่งมั่นของเยซูที่จะใช้ความตายที่ใกล้จะมาถึงของเขามาทำให้ พวกลูกศิษย์ของเขารวมตัวกันได้อย่างแน่นแฟ้นอีกครั้งหนึ่ง


จากนั้นเยซูและพวกลูกศิษย์ได้เดินทางมาที่สวนเกทเสมนี ที่นั่นเยซูปลีกตัวไปอธิษฐานตามลำพัง เพื่อต่อสู้กับความกลัวที่กำลังจู่โจมเข้ามาจริงอยู่ แม้เขาจะได้เตรียมตัวเผชิญกับความตายมาตั้งแต่หลายเดือนก่อนแล้ว แต่ครั้นเมื่อความตายกำลังมาเยือนเขาจริง ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ ตัวเขาก็อดที่จะเจ็บปวดไม่ได้ เพราะตัวเขาเองก็ตระหนักได้ดีว่า การตายเพื่อความรักของตัวเขาในครั้งนี้ มันจะเป็นการตายอย่างน่าอเนจอนาถที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียว


คนเรานั้น หากยอมตายเพื่อคนที่ตัวเองรัก ก็ยังไม่ใช่เรื่องยากเท่าไหร่ หรือยังพอทำใจได้อยู่ แต่การที่จะต้องมาตาย เพื่อผู้คนที่ไม่ได้รักตนเองเลย มิหนำซ้ำยังเข้าใจตนเองผิดอย่างมากมายนั้น มิได้เป็นการกระทำที่ทำได้ง่ายๆ หรอก


คนเรานั้น หากได้ตายอย่างสง่างามเยี่ยงวีรบุรุษ ก็ยังเป็นเรื่องง่าย แต่หากจะต้องมาตายท่ามกลางความเข้าใจผิด ท่ามกลางการสาปแช่ง ท่ามกลางการสมน้ำหน้าของผู้คนนี้ต่างหากเล่า ที่เป็นความปวดร้าวเหลือที่จะกล่าว


พูดง่ายๆ ก็คือ ความกลัวที่ เยซูกำลังต่อสู้อยู่ในขณะนี้นั้นไม่ใช่ความกลัวตายหรอก แต่เป็นความหวั่นเกรงที่จะต้องตายอย่างน่าทุเรศ น่าอนาถนี้ต่างหาก คัมภีร์ไบเบิลได้บันทึกความรู้สึกในตอนนี้ของเยซูในรูปของคำอธิษฐานว่า


"พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วย (แห่งความหวาดหวั่น) นี้
เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดี
อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด"
(ลูกา 22:42)



เมื่อเยซูเป็นทุกข์มากนัก เขายิ่งปลงใจอธิษฐาน
เหงื่อของเขาเป็นเหมือนโลหิตไหลหยดลงถึงดินเป็นเม็ดใหญ่
(ลูกา 22:44)



ถึงที่สุดแล้ว เยซูต้องลิ้มรสความทุกข์ทรมาน ความทุกข์โศกทั้งปวงที่มนุษย์เราต้องเผชิญในช่วงสุดท้ายของชีวิตเขา หาไม่แล้ว เขาย่อมไม่อาจ "แบ่งปัน" มันร่วมกับมนุษย์ทั้งหลายได้ และไม่อาจปลอบโยนผู้คนทั้งหลายได้ว่า


"เห็นมั้ย ฉันอยู่เคียงข้างพวกเธอ และทุกข์ทรมานเหมือนกับพวกเธอหรือยิ่งกว่า"


"เห็นมั้ย ฉันเข้าใจความทุกข์โศกของพวกเธอ เพราะตัวฉันก็ได้ลิ้มรสมันมาแล้ว"


ตอนที่ยูดาสพาผู้คนที่ถือดาบถือไม้ตะบองมาจับกุมเยซูนั้น พวกศิษย์สาวกทั้งหมดได้ทอดทิ้งเยซูและพากันหนีไป ถ้าจะตำหนิยูดาสว่าทรยศหักหลังเยซูผู้เป็นครูของตน พวกเปโตรที่ทอดทิ้งเยซูหลบหนีเอาตัวรอด และตอนหลังก็ปฏิเสธว่าไม่รู้จักเยซูเมื่อถูกสอบถาม ก็ต้องถือว่า หักหลังเยซูเช่นกัน แม้จะไม่โจ่งแจ้งเท่ายูดาส


การพิพากษาเยซู โดยพวกมหาปุโรหิตและบรรดาสมาชิกสภาที่กระทำขึ้นที่ลานบ้านของคายาฟาส ในตอนกลางคืนนั้นก็ขาดความชอบธรรม เพราะตามข้อกำหนดที่เป็นประเพณีปฏิบัติกันมานั้น คดีที่เป็นโทษหนักจะต้องพิพากษาในตอนกลางวันเท่านั้น แต่ในที่สุด พวกนั้นก็ลงมติเห็นพ้องต้องกันว่า เยซูมีโทษถึงตาย แม้สภาจะมีคำพิพากษาออกมาเช่นนั้น แต่สภาไม่มีอำนาจดำเนินการประหารเยซูโดยตรง โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากปีลาต ผู้ว่าราชการกรุงเยรูซาเลมซึ่งเป็นตัวแทนการปกครองของโรม พวกคายาฟาสมหาปุโรหิตผู้ประจำการ จึงตัดสินใจนำตัวเยซูไปมอบให้แก่ปีลาตในข้อหา นักโทษการเมืองที่ก่อกบฏ แล้วเรียกร้องให้ปีลาตสำเร็จโทษเยซู


นี่เป็นความเจ้าเล่ห์ของคายาฟาสที่หวังผลสองต่อในการกระทำเช่นนี้ ประการที่หนึ่ง หากตั้งข้อหาเยซูในฐานะที่เป็นนักโทษการเมือง ก็ย่อมสามารถใช้เยซูแลกตัวกับบารับบัส หนึ่งในผู้นำขบวนการชาตินิยมที่ถูกจองจำในข้อหากบฏได้ ซึ่งเป็นการเอาใจประชาชนทางหนึ่งด้วย ประการที่สอง เขาต้องการให้เยซูถูกสำเร็จโทษตายไปในฐานะที่เป็นนักโทษการเมือง ไม่ใช่ในฐานะที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ เพราะหากเยซูตายไปในฐานะที่เป็นนักโทษการเมือง ชื่อของเขาจะถูกลบเลือนไปจากความทรงจำของผู้คนได้รวดเร็วกว่า การตายของเยซูในฐานะที่เป็นคุรุหรือผู้นำทางจิตวิญญาณที่ยากจะลืมเลือน


ปีลาตอ่านเจตนารมณ์ของพวกคายาฟาสออก และรู้ตั้งแต่แรกว่าเยซูไม่ใช่นักโทษทางการเมือง แต่เป็นเหยื่อของปรปักษ์ทางศาสนา เขาถึงกับเอ่ยปากว่า "เราไม่เห็นว่าคนนี้มีความผิด" แล้วปัดให้กษัตริย์เฮโรดเป็นคนตัดสินแทน แต่กษัตริย์เฮโรดกลับส่งเยซูมาให้ปีลาตตัดสินอีกครั้ง คราวนี้ปีลาตทนการ "กดดัน" จาก "ม็อบ" ที่มาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก ภายใต้การยุยงของพวกคายาฟาสที่เรียกร้องให้ปล่อยตัวบารับบัสกับจับเยซูตรึงกางเขนไม่ได้ จึงยอมให้เป็นไปตามนั้น


ภาพของเยซูนับตั้งแต่ถูกเฆี่ยนโบย ถูกจับให้แบกไม้กางเขนที่หนักร่วม 70 กิโลกรัม เดินประจานไปตามท้องถนน จนกระทั่งถูกตรึงบนไม้กางเขนที่เนินกลโกธานั้น ดูไปแล้วไม่ต่างไปจากภาพของผู้ชายที่ "ไร้พลัง" "ไร้แรงต่อต้าน" คนหนึ่งเท่านั้น


แต่ความรักมิใช่สิ่งที่ไร้พลังอำนาจดอกหรือ เมื่อเทียบกับการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องของอำนาจ ความสามารถ และประสิทธิผล? ตราบใดที่ผู้คนยังเรียกร้องต้องการอำนาจ ความสามารถ และประสิทธิผลจาก "การเมือง" เพื่อสนองข้อเรียกร้องของตนมากกว่า "ความรัก" ตราบนั้น "การเมือง" ก็ไม่มีวันที่จะถูกยกระดับไปเป็น เวทีแห่งการแสดงออกของ "ความรัก" ได้ เพราะฉะนั้น เยซูที่ไร้แรงต่อต้านที่ถูกตรึงบนไม้กางเขน จึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก และเป็นตัวความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขไปในที่สุด


คำพูดประโยคสุดท้ายของเยซูก่อนเสียชีวิตคือ


"เอโลอี เอโลอี ลามา สะบักธานี" ซึ่งแปลว่า


"พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้ง ข้าพระองค์เสีย"


ความหมายของคำพูดนี้ มิได้หมายถึง ความท้อแท้สิ้นหวังของเยซูแต่อย่างใดเลย เพราะกลอนบทนี้จะตามมาด้วยประโยคที่ว่า


"พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ฝากจิตวิญญาณของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์" ซึ่งแสดงถึง ศรัทธาที่มั่นคงอย่างสูงสุดที่เยซูมีต่อพระผู้เป็นเจ้า แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิตของเขา


ในยุคนั้น ไม่มีใครเลยสักคนเดียวที่จะเข้าใจความหมายอันลึกซึ้งของการ "ไร้พลัง" ที่เยซูแสดงออกมาในช่วงสุดท้ายแห่งชีวิตของเขา ทั้งๆ ที่เขามีพลังจิตที่สามารถแสดงฤทธิ์หรือปาฏิหาริย์ได้อยู่ตลอดเวลา แต่เขาเลือกที่จะไม่ใช้มันต่างหาก


ในคัมภีร์ไบเบิลได้บันทึกเรื่องราวของเยซูใน 2 ลักษณะปนเปกันไปอย่างหน้าตาเฉย คือ เยซูผู้เป็น "อภิมนุษย์" กับเยซูผู้ไร้พลัง ไร้แรงต่อต้าน ราวกับว่าต้องการนำเสนอ "ปริศนาธรรม" ให้ผู้อ่าน ต้องขบคิดคำนึงถึงความหมายที่แฝงเร้นอยู่ในการไร้พลังของเยซูที่แสดงออกมาในช่วงสุดท้ายแห่งชีวิตของเขา


จะมีก็แต่ผู้ที่สามารถรัก พระเยซูที่ไร้พลัง ที่ไร้แรงต่อต้าน ที่ไม่แสดงปาฏิหาริย์ได้อย่างบริสุทธิ์ใจเท่านั้น ที่สามารถข้ามพ้นอำนาจแห่งมายาของ "การเมือง" ที่สนใจแต่เรื่องอำนาจ ความสามารถ และประสิทธิผล อันเป็นเรื่องของการสนองกิเลส ตัณหาของอัตตาล้วนๆ ได้


แต่จะมีใครสักกี่คนในโลกนี้ที่ยินดียอมเลือก ความรัก ที่ไร้พลังตอบแทนทางวัตถุ แทนที่จะเลือกอำนาจ ผลประโยชน์ที่สามารถสนองความต้องการทางวัตถุได้อย่างทันใจ? ถ้าเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างถ่องแท้ คนผู้นั้นย่อมเป็นคนของพระเจ้าแล้ว เพราะคนผู้นั้น ย่อมเข้าใจได้อย่างกระจ่างแจ้งว่า ทำไม เยซูที่ ไร้พลัง ในความเป็นจริงถึงกลายเป็นพระเยซูได้


แม้จะช้าไปหน่อย แต่โชคดีที่ยังไม่สายเกินไปที่พวกลูกศิษย์ที่ทอดทิ้งพระเยซูหลบหนีเอาตัวรอด จะได้คิดในภายหลังถึงความจริงแห่งคำสอนของคุรุของพวกตน ที่ยินยอมเอาชีวิตของท่านเข้าพิสูจน์ความจริงแห่งคำสอนของท่าน


ในตอนแรกภายหลังการเสียชีวิตของเยซู พวกเขาคงตกใจสับสนสิ้นหวังและเสียใจระคนกัน


พวกเขาตกใจ เพราะเหตุการณ์ตั้งแต่การจับกุมเยซูไปจนถึงการเอาเยซูไปตรึงไม้กางเขน มันเกิดขึ้นรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น


พวกเขาสับสน เพราะไม่เข้าใจว่า ทำไมพระผู้เป็นเจ้าจึงไม่ช่วยเยซู ทำไมเยซูจึงนิ่งเงียบยอมรับความทุกข์ทรมานนี้ โดยไม่ขัดขืน


พวกเขาสิ้นหวัง เพราะเยซูไม่ได้สำแดง "ปาฏิหาริย์" ใดๆ ออกมาเลย ทั้งๆ ที่มีคนจำนวนไม่น้อยที่คอยลุ้นว่า จะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นมาหรือไม่ในระหว่างที่เยซูถูกตรึงกางเขน


พวกเขาเสียใจ ในการกระทำที่ขี้ขลาดของพวกตน และไม่อาจลืมเลือนภาพของอาจารย์ของตนที่ถูกทรมานจนตายได้


พวกเขาคิดว่า เยซูผู้เป็นอาจารย์ของพวกเขาคงจะเกลียดพวกเขามากที่โดนพวกเขาทอดทิ้ง พวกเขาหวังให้เยซูเกลียดโกรธพวกเขา เพราะนั่นจะทำให้พวกเขาทำใจและลืมเรื่องราวนี้ไปได้อย่างสนิทใจ แต่เรื่องราวช่วงวาระสุดท้ายของเยซูที่พวกเขาได้รับการถ่ายทอดมาจากผู้อยู่ในเหตุการณ์กลับทำให้พวกเขาตะลึง และคาดไม่ถึงว่า แม้จนวาระสุดท้ายเยซูก็ยังพูดว่า "โอ พระบิดาเจ้าข้า ขอโปรดอภัยโทษพวกเขา เพราะพวกเขาไม่รู้ว่า พวกเขาได้ทำอะไรลงไป"


พริบตานั้นแหละที่พวกลูกศิษย์ของเยซูถึงได้ประจักษ์แจ้งในตัวตนที่แท้จริงของพระเยซู ที่แม้ใกล้จะตายก็ยังพยายามที่จะรักผู้คนที่ทำร้ายท่าน หักหลังท่านอย่างสุดชีวิต


พวกเขาไม่เคยมองเยซูในแง่มุมนี้มาก่อนเลย และพวกเขาไม่เคยได้เจอบุคคลเช่นนี้มาก่อนเลยเช่นกันด้วย ในยุคสมัยเดียวกันกับพวกเขา แม้จะมีประกาศกและเหล่าคุรุอยู่จำนวนไม่น้อย แต่คนอย่างเยซูที่แสดงออกอย่างเยซูในช่วงลมหายใจเฮือกสุดท้าย พวกเขาไม่เคยเจอมาก่อน...คนที่ศรัทธาในความรักและพระเจ้ามากขนาดนี้


ในที่สุด พวกเขาก็สามารถก้าวข้ามกรอบโลกทัศน์เดิมของพวกเขาเอง ที่เคยมองเยซูแต่ในฐานะที่เป็นผู้นำขบวนการปลดแอกเท่านั้น และมีกรอบโลกทัศน์ใหม่ที่มองเยซู ในฐานะที่เป็น "บุตรของพระผู้เป็นเจ้า" อย่างไม่มีความเคลือบแคลงใดๆ อีกต่อไปแล้ว


หลังจากนั้น ความทรงจำที่ครูของพวกเขาได้พร่ำสอนพวกเขาในระหว่างที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ได้ "ฟื้นชีพ" ขึ้นมาภายในจิตใจของพวกเขาอย่างมีพลังเหลือที่จะพรรณนา ในที่สุดพวกเขาก็สามารถเข้าใจอย่างถ่องแท้ในคำสอนของพระเยซูแล้ว!










 

Powered by MakeWebEasy.com