3 ความรวดร้าวของมหาบุรุษกับการเมืองฝ่ายเบื้องบน (3)

3 ความรวดร้าวของมหาบุรุษกับการเมืองฝ่ายเบื้องบน (3)


ความรวดร้าวของมหาบุรุษกับการเมืองฝ่ายเบื้องบน (3)



บัดนี้ เยซูได้กลายเป็น "บุคคลอันตราย" ทางการเมืองและศาสนาไปเสียแล้วในสายตาของพวกมหาปุโรหิต และพวกธรรมาจารย์แห่งกรุงเยรูซาเลมที่นำโดย คายาฟาส มีการส่งพวกสายสืบหลายคนปะปนไปกับมวลชนที่แห่เข้ามารับฟังคำสอนของเยซู เพื่อหาจุดอ่อนในคำสอนของเขาว่ามีประเด็นไหนบ้างที่ "บิดเบือนศาสนา"


บทสนทนาโต้ตอบระหว่างเยซูกับพวกฟาริสีที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิลหลายตอนนั้น ที่แท้ก็เป็นการต่อสู้ทางความคิดอันแหลมคม ระหว่างเยซูกับพวกมหาปุโรหิตที่ส่งสายสืบมาคอยจ้องจับผิดเยซูนั่นเอง เพราะในครั้งหนึ่งมีการตั้งคำถามแรงๆ กับเยซูว่า


"ท่านเห็นว่า เราควรจะส่งส่วยให้แก่ซีซาร์หรือไม่?"


คำถามเช่นนี้เป็นกับดักทางการเมืองที่ฝ่ายตรงข้ามของเยซูเตรียมใช้เล่นงานเยซูโดยเฉพาะ เพราะหากเยซูตอบว่า ควรส่งส่วยก็จะโดนกล่าวหาว่าไม่รักชาติ ยอมสยบให้แก่มหาอำนาจต่างชาติ แต่ถ้าหากเยซูตอบว่า ไม่ควรส่งส่วยก็จะโดนกล่าวหาว่าเป็นกบฏทันที


แต่เยซูสามารถแก้ไขสถานการณ์อันตรายนี้ได้ด้วยไหวพริบ สติปัญญา และปฏิภาณของเขา โดยเขาบอกว่า


"ท่านทั้งหลายมาจับผิดเราทำไม จงเอาเงินตราเหรียญหนึ่งมาให้เราดู" พอพวกฟาริสีเอามาให้ เยซูจึงถามพวกเขาว่า


"รูปและคำจารึกในเหรียญเป็นของใคร"


"ของซีซาร์" พวกนั้นตอบไปตามความจริง เยซูจึงตอบว่า


"ของของซีซาร์ ก็จงถวายแก่ซีซาร์ และของของพระเจ้า ก็จงถวายแด่พระเจ้า" (มาระโก 12:13-17)


ด้วยคำตอบที่เฉียบคมนี้ พวกฟาริสีถึงกับอึ้งไม่อาจต่อปากต่อคำได้อีก


เยซูโดดเดี่ยวเสมอมา จะว่าไปแล้ว เรื่องการจ้องจับผิดเขา โดยพวกสายสืบจากมหาปุโรหิตและพวกฟาริสีเป็นเรื่องเล็กมากสำหรับเขา แต่เรื่องที่เขาหนักใจที่สุดคือเรื่อง การเชื่อมโยงคำสอนเรื่องความรักของพระเจ้ากับโลกแห่งความเป็นจริงอันโหดร้ายของผู้คนที่ทุกข์ทรมานทั้งหลายให้ได้อย่างไรต่างหาก


ตลอดทั้งชีวิตของเยซู ผู้คนที่เขาให้ความใส่ใจคือ ผู้คนที่ทุกข์ทรมานทั้งหลายเหล่านี้เท่านั้น ส่วนคนที่คิดว่าตัวเองเก่งกูแน่แล้ว กูรวยแล้ว กูเป็นสุขสบายแล้ว ไม่เคยอยู่ในความสนใจของตัวเขาเลย


แต่ฝ่ายตรงข้ามของเยซูก็ไม่เคยถอดใจหรือละเลยความพยายามที่จะกำจัดเยซู พวกเขารู้จิตวิทยาของมวลชนดีว่า เปลี่ยนแปรง่าย


พวกเขารอคอยให้เวลาที่ความนิยมที่เหล่ามวลชนมีต่อเยซูเสื่อมถอย รอจังหวะที่ความคลั่งไคล้ คาดหวังที่มีต่อ "ปาฏิหาริย์" ของเยซูจืดจาง รอให้ความต่างระหว่างความคาดหวังที่มวลชนมีต่อเยซูกับความเป็นจริงของเยซู ปรากฏออกมาอย่างชัดเจนเสียก่อน


อย่างที่เคยบอกไปแล้วว่า ช่องว่างระหว่างมวลชนหรือแม้แต่ศิษย์ใกล้ชิดของเยซูอย่าง เปโตร ยูดาส ซึ่งเป็นพวกสนับสนุนขบวนการปลดแอกกับตัวเยซูนั้น มีมากเหลือเกิน เหล่ามวลชนแค่ต้องการใช้ "บริการ" จากอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ของเยซูในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ โดยไม่สนใจคำสอน ขณะที่พวกศิษย์ใกล้ชิดต่างก็มุ่งหวังให้เยซูลุกขึ้นมาเป็น "ผู้นำ" ขบวนการปลดแอกมากกว่าเป็นคุรุ


ในตอนที่เยซูยังมีชีวิตอยู่ จึงไม่มีศิษย์สาวกของเขาคนไหนสักคนที่จะเข้าใจและเข้าถึงคำสอนอันลึกซึ้งของเยซูที่พร่ำสอนพวกลูกศิษย์ของเขาว่า


"บรรดาผู้ถือดาบจะต้องพินาศเพราะดาบ"


"คนอื่นสอนว่า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน แต่เราสอนพวกท่านว่า อย่าต่อสู้คนชั่ว ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาท่านก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย"


"คนอื่นสอนว่า จงรักคนสนิท และเกลียดชังศัตรู แต่เราบอกพวกท่านว่า จงรักศัตรูของท่าน และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน"


จริงอยู่ที่เยซูรู้ซึ้งในหัวอกของประชาชนที่ถูกกดขี่ข่มเหง โดยผู้กดขี่เป็นอย่างดีว่า พวกเขาปรารถนาอะไรในทางการเมือง เพียงแต่แนวทางในการแก้ไขปัญหาของเขาต่างกับพวกอื่นเท่านั้น หากแนวทางการเมืองที่ประนีประนอมกับมหาอำนาจต่างชาติเรียกได้ว่าเป็น แนวทางฝ่ายขวา และแนวทางการเมืองที่มุ่งต่อต้านการครอบครองของต่างชาติ ด้วยการปลุกระดมมวลชนให้ลุกฮือ เป็นแนวทางฝ่ายซ้าย


แนวทางการเมืองที่เยซูพยายามนำเสนอต่อมวลชนและพวกลูกศิษย์ของเขา คงเป็นแนวทางที่สามที่อาจเรียกได้ว่า เป็นแนวทางฝ่ายเบื้องบน หรือ การเมืองฝ่ายเบื้องบน นั่นเอง เยซูจึงโดดเดี่ยวอย่างยิ่ง กับ แนวทางใหม่ของเขานี้ที่ไม่มีผู้ใดแม้แต่คนเดียวในยุคสมัยของเขาที่จะมี ระดับจิตใจที่สูงส่ง และปัญญาญาณที่สูงส่งเทียบเท่าตัวเขา จนสามารถเข้าใจและเข้าถึงอุดมการณ์ทางการเมืองฝ่ายเบื้องบน อันนี้ของเขาได้


ช่วง "ขาขึ้น" ของเยซูหลังจากที่เขาเริ่มปฏิบัติภารกิจของเขา ในฐานะที่เป็น "คุรุ" จึงมีระยะสั้นมากแค่ครึ่งปีเท่านั้น เหตุที่สั้นขนาดนี้ ก็เพราะเยซูปฏิเสธที่จะเล่นบท ผู้ที่จะมาปลดแอกชนชาติอิสราเอล (ลูกา 24:21) อันเป็นบทบาทที่พวกลูกศิษย์และมวลชนคาดหวังในตัวเขานั่นเอง


ยิ่งคาดหวังไว้สูงเท่าไหร่ ยามผิดหวังก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเพียงนั้น ยิ่งเคยศรัทธามากมาก่อนเท่าไหร่ ยามหมดศรัทธาก็แปรเป็นความชิงชังมากยิ่งขึ้นเพียงนั้น นี่เป็นบทเรียนที่ "ผู้นำ" ไม่ว่ายุคไหนๆ ก็ควรจดจำเอาไว้อย่าได้ลืมเลือนเป็นอันขาด


ฝ่ายตรงข้ามของเยซูไม่รีรอที่จะฉวยจังหวะนี้ทำลายภาพลักษณ์ของเยซูในหมู่มวลชนว่าเป็น "ผู้นำที่ไม่เอาไหน" หรือเป็น "ประกาศกที่น่าผิดหวัง" ความนิยมที่มวลชนเคยมีต่อเยซูจึงเสื่อมถอยอย่างรวดเร็ว แต่ที่น่าใจหายยิ่งกว่านั้นคือ การล่มสลายของ "คณะศิษย์" ของเยซู ซึ่งเคยเป็นกลุ่มก้อนที่ใหญ่โตในช่วงแรกๆ จนหลงเหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังคงติดตามเยซูอยู่อีก (ยอห์น 7:66)


ในบรรดาศิษย์สาวกที่ยังคงติดตามเยซูในช่วงสุดท้ายของชีวิตเขา เท่าที่ทราบชื่อคือ เปโตร อันดรูว์ ยากอบ ยอห์น ฟีลิป บาร์โธโลมิว โธมัส มัทธิว ยากอบบุตรอัลเฟอัส ฮัดเดอัส ซีโมน และยูดาส (มัทธิว 10:2-4) บุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นชาวประมง และคนเก็บภาษี ซึ่งจัดอยู่ในสถานะ คนระดับล่างของสังคม ซึ่งไม่มีทั้งอำนาจ และระดับการศึกษา


เพราะฉะนั้น การที่เราจะมองว่า พวกเขาเข้ามาเป็นศิษย์สาวกของเยซูเพราะซาบซึ้งในคำสอนเรื่องความรักของพระเจ้าของเยซู จึงไม่น่าจะถูกต้องนัก ความเข้าใจที่น่าจะสมจริงที่สุดก็คือ เหล่าศิษย์สาวกของเยซูที่หลงเหลืออยู่ โดยพื้นฐานแล้วก็ไม่ต่างไปจาก "ปุถุชน" คนทั่วไปที่ขี้ขลาด อ่อนแอ และเอาตัวรอด ซึ่งแม้แต่คัมภีร์ไบเบิลก็ไม่อาจกลบเกลื่อนความจริงข้อนี้ของพวกเขาไปได้


สิ่งที่เป็นปาฏิหาริย์และปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคัมภีร์ไบเบิลก็คือ การเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬารในจิตใจของเหล่าศิษย์สาวกของเยซูที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันหลังการเสียชีิวิตของเยซู จากคนที่เคยขี้ขลาด อ่อนแอ และเอาตัวรอดในช่วงที่เยซูถูกจับกลายเป็น "ผู้กล้า" ที่ไม่หวาดหวั่นต่อความตาย ดุจเดียวกับคุรุของพวกเขา


เปโตรถูกประหารในโรม ปี ค.ศ. 61 หลังจากทุ่มเทให้กับการเผยแพร่คำสอนของเยซู ยอมอดทนต่อความยากลำบากและการปราบปรามนานัปการ


อันดรูว์ ถูกจับทรมานจนอดตายในกรีก


ซีโมน ก็ถูกสังหาร เพราะเผยแผ่คำสอนของเยซู


บาร์โธโลมิว ก็ถูกจับถลกหนังแขวนบนไม้กางเขน


หากไม่มีวีรกรรมของพวกเขา คำสอนของเยซูคงไม่อาจกลายมาเป็นหนึ่งในศาสนาโลกได้จนทุกวันนี้


หาก เยซูเป็นแค่นักการเมืองคนหนึ่ง มันเป็นเรื่องไม่ยากเลยที่เขาจะฟื้นฟูความนิยมในหมู่มวลชนขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยความสามารถทางจิตที่เขามีกับแค่ยอมแสดงบทบาท "ผู้นำแห่งขบวนการปลดแอก" เอาใจประชาชนเท่านั้น


หากเยซูเป็นแค่คนธรรมดาที่ขี้ขลาด อ่อนแอ และเอาตัวรอด มันก็เป็นเรื่องง่ายมากที่เขาจะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลังหลบหนีการไล่ล่าของคู่อริ ไปตั้งรกรากอยู่ที่อื่นเสียก็สิ้นเรื่อง


แต่ทั้งแนวทางแบบ "ประชานิยม" และแนวทางแบบ "เอาตัวรอด" ต่างมิใช่วิถีของ "มหาบุรุษ" อย่างเยซู


ด้วยญาณทัศนะที่เขามี เขาจึงรู้ล่วงหน้าตั้งแต่แรกอยู่ก่อนแล้วว่า มีแต่ "แปรวิกฤตให้เป็นโอกาส" ด้วยการยอมสละชีวิตของเขา ยินดีเผชิญหน้ากับการถูกหักหลังจากลูกศิษย์ การดูถูกเหยียดหยามจากมวลชน การโบยตีทำให้ทรมานจากพวกทหารโรมัน และการถูกประหารบนไม้กางเขนเท่านั้น ที่จะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นจริงในทุกๆ คำสอนของเขาเกี่ยวกับความรักของพระผู้เป็นเจ้าได้ และเป็นการพิสูจน์ให้เห็นจริงถึงศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ ที่สามารถจะรักเยี่ยงพระเจ้า โดยไม่มีเงื่อนไข โดยไม่มีการแบ่งแยกจำแนกมิตรหรือศัตรูได้


ยิ่งเยซูตระหนักถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต ที่ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วเท่าไหร่ ความศรัทธาเชื่อมั่นที่ตัวเขามีต่อ "พระเจ้าแห่งความรัก" และ "ความรักของพระเจ้า" ยิ่งมีแต่หนักแน่นมั่นคงยิ่งๆ ขึ้นไปอีกเท่านั้น ในช่วงนี้ เขามักปลีกตัวภาวนาอยู่คนเดียวอย่างเงียบๆ


เขารู้อย่างกระจ่างแจ้งแล้วว่า มีแต่คำสอนเรื่องความรักของพระเจ้านี้เท่านั้น ที่สามารถเป็นมิตรแท้ชั่วนิรันดร์กาล ของเหล่ามวลชนผู้ทุกข์ยากทั้งหลายได้ เพราะสิ่งที่ทำให้ผู้คนทุกข์ทรมานนั้น ความจริงแล้วมิใช่ความยากจนหรือความป่วยไข้อย่างที่พวกเขาเข้าใจผิดกันเลย แต่คือความสิ้นหวัง ความแปลกแยก หมดสิ้นศรัทธาในชีวิตที่เกิดมาจากความยากจน ความเจ็บป่วยนี้ต่างหาก


ทุกข์ที่ใหญ่หลวงที่สุดที่เยซูได้เห็นในมวลชนเหล่านี้คือ ทุกข์ที่ไม่มี "ผู้นำ" คนไหนเลยที่ "รัก" พวกเขาอย่างแท้จริง และอย่างจริงใจและตลอดไป ไม่ว่าผู้นำประเภทไหนก็ล้วนแต่หลอกใช้มวลชน หวังหาผลประโยชน์จากมวลชนด้วยกันทั้งสิ้น จะมีก็แต่ ผู้นำทางจิตวิญญาณจาก "เบื้องบน" เท่านั้น ที่สามารถรักมวลชนได้จริงอย่างไม่หวังผลตอบแทนใดจากมวลชนเลยแม้แต่น้อย และสามารถรักได้ตลอดไปโดยไม่มีเงื่อนไขด้วย


เยซูตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเยรูซาเลม ก่อนช่วงเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ (ปัสกา) เพียงไม่กี่วัน ช่วงเทศกาลปัสกาเป็นช่วงที่มีผู้คนแห่มาแสวงบุญที่กรุงเยรูซาเลมเป็นจำนวนมาก ทำให้ทางการหวั่นเกรงว่าจะเกิดจลาจล การลุกฮือของมวลชนขึ้นในช่วงเทศกาลปัสกานี้ ขณะที่ทางฝ่ายมหาปุโรหิตก็ต้องการใช้จังหวะนี้จับกุมและประหารเยซูเสีย เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม โดยได้รับความร่วมมือจากศิษย์ทรยศของเยซูที่ชื่อ ยูดาส


ความจริงการทรยศครูของยูดาสน่าจะเกิดจาก "อารมณ์ชั่ววูบ" มากกว่าเพราะความเลว หรือความโลภ เพราะถ้ายูดาสไม่รักเยซู เขาก็คงไม่ติดตามเยซูร่วมกับศิษย์ที่ยังหลงเหลืออยู่ไม่กี่คนของเยซูมาจนถึงบัดนี้ ขณะที่ศิษย์คนอื่นๆ จำนวนมาก ได้ทอดทิ้งเยซูที่ "ไม่แสดงปาฏิหาริย์" และ "ไม่เป็นผู้นำการปลดแอก" ไปก่อนหน้านั้นแล้ว ยูดาสคงเกิดความผิดหวังอย่างรุนแรงในตัวของเยซูที่สุดท้ายก็ไม่ยอมเป็นผู้นำขบวนการปลดแอกในช่วงเทศกาลปัสกาที่พวกเขาคณะศิษย์ของเยซูเรียกร้องต่อเยซูให้ยอมแสดงบทบาทนี้มาโดยตลอด โดยที่ช่วงเทศกาลปัสกานี้น่าจะเป็นโอกาสสุดท้ายของเยซู แต่เยซูก็ไม่ยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของคณะศิษย์ ความผิดหวังอย่างรุนแรง เพราะอารมณ์ชั่ววูบนี้เองที่ทำให้ยูดาสทรยศต่อเยซู และเมื่อยูดาสได้สติจึงสำนึกผิด ในการกระทำของตนและแขวนคอตายในเวลาต่อมา


การทรยศของยูดาส ซึ่งเป็นหนึ่งในศิษย์เอกสิบสองคนของเยซูมีนัยที่สำคัญว่า แม้แต่ศิษย์เอกที่ใกล้ชิดของเยซูก็ยังไม่เข้าใจ หรือไม่อาจเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของเยซูที่ต้องการเป็นผู้นำแห่งความรัก มากกว่าผู้นำแห่งการเมือง หรือถ้าจะเป็นผู้นำทางการเมืองก็ต้องเป็นการเมืองแบบใหม่ หรือการเมืองแบบเบื้องบนที่ข้ามพ้นการเมืองแบบทางโลกที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่อำนาจ เห็นแก่ผลประโยชน์ของพวกตนเป็นที่ตั้ง


การเมืองแบบเบื้องบน อันนี้ของเยซูจึงเป็นคำสอนที่มุ่ง "ปกครอง" พื้นที่ภายในจิตใจของมวลชน ด้วยการเป็นมิตรแท้ชั่วนิรันดร์ ภายในจิตใจของมวลชนมากกว่าที่จะมุ่ง "ยึดครอง" อาณาจักรทางโลกที่ไม่แน่นอน เอาแน่ไม่ได้


จะว่าไปแล้ว ตัวเยซูเองก็ชาชินเสียแล้วกับการทรยศของลูกศิษย์ ก่อนหน้านี้ ตัวเขาก็เคยทั้งโดนถูกปาด้วยก้อนหิน ถูกผู้คนพยายามจะผลักให้ตกจากเขา ทั้งๆ ที่ผู้คนเหล่านี้เคยมากราบไหว้เขา ขอให้เขาใช้พลังจิตช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ให้มาก่อน เพียงเพราะเขาขัดใจ พวกเขาไม่ยอมใช้ฤทธิ์อีกต่อไปเท่านั้น


ครั้งสุดท้ายนี้ก็เช่นกัน เยซูเองก็รู้ล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้วว่า จะถูกทรยศอย่างแรงจากยูดาส และถูกทรยศอย่างเบา จากเปโตร การที่เขาจะช่วยเหลือ พวกลูกศิษย์ที่ยังอ่อนแอนี้ได้จึงมีแต่ความตายของตัวเขาเองเท่านั้น


เยซูวางเดิมพันทั้งหมด ด้วยชีวิตของเขาให้กับการสละชีวิตของเขาในครั้งนี้ โดยหวังว่า การตายของเขาจะทำให้พวกลูกศิษย์ของเขากลับมารวมตัวกันได้อย่างเหนียวแน่นอีกครั้ง






Powered by MakeWebEasy.com