จิตสำนึกแห่งทางเลือกในยุคทักษิณครองเมือง (28) 7/3/49

จิตสำนึกแห่งทางเลือกในยุคทักษิณครองเมือง (28) 7/3/49



จิตสำนึกแห่งทางเลือกในยุคทักษิณครองเมือง (28)



28. บททดสอบทักษิณกับเต๋าวิพากษ์

ยิ่งเวลาผ่านไป สังคมนี้ก็ยิ่งกลายเป็น "สังคมทักษิณ" มากยิ่งขึ้นทุกที ในความหมายที่ว่า สังคมเรากำลังถูกอิทธิพลของระบอบทักษิณครอบงำเสมือนหนึ่งถูกครอบครองโดยพฤตินัย ในทรัพยากรต่างๆ ของสังคมนี้เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของคณะบุคคลที่อยู่ในเครือข่ายอำนาจของระบอบทักษิณเท่านั้น


จริงอยู่ แม้แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ ทักษิโณมิกส์ จะอ้างเหมือนกันว่า กำลังมุ่งมั่นผลักดันประเทศไทยให้เข้าสู่การแข่งขันสากลในกระแสโลกาภิวัตน์ สนับสนุนการเปิดเสรีการค้าและการลงทุน ทำการปฏิรูปเศรษฐกิจในแนวทาง "ทันสมัยนิยม" ซึ่งฟังดูเผินๆ เหมือนจะเป็นแนวทางแบบ "มีมสีส้ม" (โลกทัศน์แบบทันสมัยนิยม) ซึ่งมีความก้าวหน้าในระดับหนึ่งโดยเปรียบเทียบกับบริบททางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของสังคมนี้ แต่ครั้นพอตรวจสอบศึกษาการปฏิบัติที่เป็นจริงของรัฐบาลไทยรักไทยแล้ว กลับพบว่า การกระทำทั้งหมดของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ ทักษิณกลับดำเนินไปด้วย แนวทางการเมืองแบบเก่า ที่ฉ้อฉล อุปถัมภ์ เล่นพรรคเล่นพวก ฉาบฉวยไร้สาระ


พูดง่ายๆ ก็คือ รัฐบาลไทยรักไทยกำลัง "พูดอย่าง ทำอย่าง" ซึ่งเป็นข้อขัดแย้งภายในตัวเองของ "ผู้นำ" คนนี้มาโดยตลอด ซึ่งยากที่จะประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืนแท้จริง เพราะ พวกเขากำลังปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็งภายใต้แนวทางธนกิจการเมืองที่ทุจริตและฉ้อฉล


พวกเขาดูเหมือนจะไม่เข้าใจว่า ผู้ที่ออกมาต่อต้านระบอบทักษิณอย่างเปิดเผยผ่านสื่อต่างๆ ใน "สังคมเครือข่าย" ส่วนใหญ่เป็น พวกเสรีนิยม ที่เห็นด้วยกับความจำเป็นในการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็ง เพื่อความอยู่รอดในยุคโลกาภิวัตน์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็โกรธแค้นธนกิจการเมือง และการทุจริตโกงบ้านกินเมือง ในแวดวงผู้คนที่อยู่ในเครือข่ายอำนาจของระบอบทักษิณ


พวกเขาดูเหมือนจะไม่เข้าใจเลยว่า สถานการณ์ของพวกตนตกต่ำย่ำแย่ลงจนกลายเป็น วิกฤตแห่งความชอบธรรม ไปแล้ว แต่ "ผู้นำ" คนนี้ก็ยังคุยโม้โอ้อวดซ้ำซากด้วยวาทกรรมเดิมไม่เปลี่ยนแปลง


รัฐบาลไทยรักไทย ภายใต้การนำของทักษิณ ไม่ผ่าน บททดสอบในเรื่องความกล้าหาญทางจริยธรรมของผู้นำรัฐบาล อย่างไม่ต้องสงสัยอีกต่อไปแล้ว และขณะนี้ดูเหมือนว่า แม้แต่ บททดสอบเรื่องวิสัยทัศน์ของผู้นำรัฐบาล ก็กำลังสอบไม่ผ่านด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่สิ่งนี้เคยเป็นจุดขายของทักษิณมาโดยตลอด เพราะ "วิสัยทัศน์" ในตอนนี้ของเขาเป็น วิสัยทัศน์จอมปลอมแบบการตลาดที่มุ่งสร้างคะแนนนิยมเฉพาะหน้า แต่สร้างความเสียหายเชิงโครงสร้างระยะยาวทั้งนั้น


จะว่าไปแล้ว "ผู้นำ" คนนี้ก็มิได้เลวร้ายไปกว่าผู้มีอำนาจทั้งหลายในอดีต ในประวัติศาสตร์ของประเทศต่างๆ หรอก ซึ่งมักทำผิดพลาดเหมือนๆ กันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในเรื่องนี้ไม่มีใครมองทะลุซึ้งและแหลมคมเท่า นักวิพากษ์สังคมแบบเต๋า อีกแล้ว


คนของเต๋า มักจะคอยเตือนผู้นำประเทศของตนอยู่เนืองๆ ว่า "ไม่มีใครผิดพลาดมากไปกว่าคนที่นึกว่าตัวเองรู้คำตอบต่างๆ หมด" และ ถ้าผู้นำขืนพยายามจะบรรลุในสิ่งที่บรรลุไม่ได้ เขาจะถูกทำลาย


ในสายตาของ คนแห่งเต๋า โลกนี้ดูจะเป็นโศกนาฏกรรมที่แต่งขึ้นโดยหัสนาฏกรที่ยิ่งใหญ่ กล่าวคือ โลกนี้แทบไม่ต่างไปจากโรงละครใหญ่ที่กำลังแสดงละครโศกเศร้าด้วยลีลาชวนขัน พวกนักการเมืองต่างก็วางแผนเล่น เกมแห่งอำนาจ กันอย่างเมามัน แต่แล้วก็ตกหลุมพรางที่ตัวเองขุดไว้ดักคนอื่น ความสามารถต่างๆ ที่ผู้นำมี ล้วนถูกระดมมาใช้เพื่ออำนวยประโยชน์แห่งตนและพวกตน โดยหาได้ตระหนักว่า มันเป็นสิ่งที่ไร้คุณค่าทางจิตวิญญาณ และเป็นการทำลายตนเองอย่างช้าๆ


ในสายตาของ คนแห่งเต๋า "ผู้นำ" แห่งระบอบทักษิณคนนี้ เป็นคนที่ไม่ไว้ใจผู้มีคุณธรรม แม้ว่าโดยอากัปกิริยาภายนอก เขาอาจแสดงว่าตัวเองสนใจในเรื่องความเป็นธรรมก็ตาม เพราะฉะนั้น พวกเราจะต้องอย่าให้การแสดงออกเช่นนี้ลวงเอาได้ คนผู้นี้เป็นคนที่เชื่อมั่นว่า ตนเองเท่านั้นที่ถูกเสมอ เขาไม่ชอบให้ใครมาค้านเขา วิธีการของเขาล้วนเป็นไปเพื่อให้มั่นใจในตัวเองเท่านั้นว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดนั้น ถูกต้องแล้ว ส่วนพวกประจบสอพลอที่รอบล้อมเขา ก็แค่ทำหน้าที่ช่วยให้เขารู้สึกว่า การทำเช่นนั้นของเขานั้นถูกต้องแล้ว และช่วยให้เขาทำการเช่นนั้นได้สะดวกยิ่งขึ้น


ครั้นพอเขาได้ยินได้ฟังคำแนะนำจากคนที่มีภาพลักษณ์ว่ายึดมั่นในคุณธรรมอันสูงส่ง เขาจึงกลับรู้สึกว่า คำแนะนำที่หวังดีปรารถนาดีเหล่านั้น เป็นการท้าทายเขา ซึ่งกลับจะยิ่งทำให้ตัวเขายึดมั่นในวิธีการเดิมๆ ของเขาหนักยิ่งขึ้นกว่าเก่า


ต่อให้เขาแสร้งแสดงท่าทีว่าสนใจในตอนที่ผู้มีคุณธรรมพูดถึงเรื่องความถูกต้องดีงามต่อหน้าเขา แต่ลึกๆ ลงไปในจิตใจของเขานั้น หายอมเปิดใจกว้างรับฟังอย่างแท้จริงไม่ และจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ภายในจิตใจของเขาได้เลย


ช่างน่าสลดใจนักที่ คนจน ที่ขโมยของเล็กๆ น้อยๆ กลับถูกจับเอาเรื่องอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ คนรวย ที่ ขโมยรัฐทั้งรัฐ กลับถูกยกย่องราวกับเป็นรัฐบุรุษที่ปราดเปรื่อง!


ต่อให้เขาพยายามหลอกตนเองว่า ตนเองกำลังทำความดีเพื่อประเทศชาติ ถือเอาหน้าที่นี้เป็นสรณะ มันก็จะนำความหายนะมาสู่สังคมและตัวเองได้อยู่ดี เพราะตัวเขายังต้องการผลสำเร็จในทาง "ความดี" ดังเป็นวัตถุภายนอก โดยเชื่อว่านี่คือ "ความถูกต้อง" อันจะก่อให้เป็น "ความสุข" โดยหลงผิดไปเห็นว่า "ความดี" และ "ความสุข" เป็นบางสิ่งที่ต้องไปบรรลุ เลยเอาคุณสมบัตินั้นๆ ไว้นอกตน ประดุจเป็นวัตถุในโลก แต่การกระทำเช่นนี้ย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะก่อให้เกิดการแบ่งแยกระหว่างปัจจุบันกับอนาคต อันเขาคิดว่าจะเป็นไปดังที่เขาปรารถนาหรือไม่สมปรารถนา


นี่คือจุดเริ่มต้นของ ความสับสนในตัวเขา เพราะ ความดีกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ในตัวเขา แต่เป็นสิ่งที่ต้องพยายามขวนขวายแสวงหาจนเข้าถึงไม่ได้


ในขณะที่ เต๋า กลับสอนว่า คนเราต้องค้นพบและยอมรับความดีง่ายๆ ซึ่งมีอยู่ในตนอย่างพร้อมบูรณ์แล้วเสียก่อน เริ่มจากความถ่อมตนอย่างเรียบง่ายในการดำรงชีวิตอย่างธรรมดา นี่แหละแล้วค่อยเจริญเติบโตทางจิตอย่างเงียบๆ อย่างเชื่อมั่นในความดี โดยไม่พยายามแลเห็นคาดหวังผลแห่งความดีของตน อย่าอวดอ้างความดีที่ตนกระทำ เพราะมันอาจเป็นแค่วิธีการสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ตนเองเท่านั้น


การถ่อมตนแบบเต๋าจะต้องไม่เป็นไปเพื่อให้ได้รับการยกย่องว่าตนเป็นคนดี หรือเพื่อลดความรู้สึกในเรื่องความสำคัญของตัวตนลง เพราะการถ่อมตนอย่างนี้ยังหวังผลได้ในบั้นปลายอยู่ดี จึงยังไม่เป็นการถ่อมตนอย่างบริสุทธิ์ที่ไปพ้นจากผลได้ใดๆ ทั้งปวง


แก่นแท้ของการถ่อมตนแบบเต๋า จึงอยู่ที่การถือว่าความอ่อนน้อมถ่อมตนดุจ "น้ำ" โดยตัวมันเอง ก็เป็นส่วนหนึ่งของ จักรวาฬ หรือเป็นส่วนหนึ่งของเต๋าอยู่แล้ว ความถ่อมตนแบบเต๋าเช่นนี้ย่อมช่วยให้ผู้นั้นตระหนักรู้ถึง ความว่างเปล่าของตัวตน ได้ นี่แหละคือความถ่อมตนที่หยั่งรากลึกลงไปในธรรมชาติที่แท้จริงของสรรพสิ่ง เป็นความถ่อมตนที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา และความรู้เท่าทันตนเองเท่าทันชีวิต ช่วยให้ผู้นั้นสามารถสนองตอบต่อสรรพชีวิตได้อย่างเต็มที่อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด


ความถ่อมตนที่มาจากการตระหนักได้ว่า สิ่งที่ก่อความทุกข์ยากให้คนเรานั้น ไม่ใช่อะไรอื่นเลย คือการติดยึดอยู่ในสิ่งที่ไม่ใช่เราทั้งสิ้น


คนเราหากยิ่งแสวงหาเพื่อความอยู่รอดของตนเอง กลับยิ่งช่วยให้หลงตัวเองยิ่งขึ้น หากยิ่งยืนยันเพื่อโลก กลับยิ่งสร้างความสูญเสีย และความหายนะให้กับโลกยิ่งขึ้น


คนเราหากยังต้องการขยายอิทธิพลออกไป กลับไม่มีค่าอะไรมากกว่าการเป็นแค่ตัวละครที่เป็น ตัวตลก ตัวหนึ่งเท่านั้นเอง ยิ่งเขาคิดว่าเขากำลังอยู่เหนือผู้อื่น แต่คนแห่งเต๋ากลับเห็นว่า เขากำลังยืนเขย่งเท้าอยู่อย่างตึงเครียดเพียงเพื่อเหยียดตน ทำตนให้สูงเด่นกว่าคนอื่นอย่างน่าสมเพชเท่านั้น เมื่อเขาพยายามที่จะแผ่อำนาจอิทธิพลของเขาออกไปให้อยู่เหนือสิ่งอื่นๆ สิ่งนั้นกลับมามีอิทธิพลเหนือตัวเขา ครอบงำตัวเขากระทั่งสูญเสียความเป็นมนุษย์ที่แท้ที่อยู่ลึกลงไปภายในตัวเขา เมื่อเขาไม่ให้คุณค่าที่แท้จริงแก่ตัวเขาเอง เขาจะให้คุณค่ากับสิ่งอื่นๆ ได้อย่างไร และเมื่อเขาไม่ได้ให้คุณค่ากับสิ่งอื่น คนอื่น เขาย่อมถูกทอดทิ้งในที่สุด ไม่มีอะไรเหลือไว้ให้สำหรับตัวเขาเลย สุดท้ายตัวเขาย่อมถูกทำลายโดยสิ่งที่ตัวเขาแสวงหานั้นเอง คนโลภ ทำชีวิตตนเองไม่ให้น่าพิสมัยด้วยการมุ่งแต่จะหาทรัพย์ คนทะเยอทะยานบ้าอำนาจ ทำลายความเป็นมนุษย์ที่แท้ของตนเอง โดยการวิ่งแสวงหาเงาที่ตนเองสร้างขึ้นมาเองจาก "ความอยากที่ไม่รู้จักพอ"


ทักษิณที่ไม่ผ่านบททดสอบของฟ้าดินคือ "ครูด้านกลับ" ที่ยิ่งใหญ่ สำหรับผู้เดินอยู่บนวิถีแห่งเต๋า การวิพากษ์วิถีทักษิณคือการเติมเต็มให้กับความสมบูรณ์แห่งวิถีของพวกเรา เพราะวิธีคิดของเราจะสมบูรณ์ไม่ได้ในตัวของตัวเอง หากจำต้องพึ่งหลักจาก "ฝ่ายตรงข้าม" อย่างสุดโต่งแบบวิถีทักษิณนี้ วงกลมแห่งแผนภูมิไท้เก๊ก (เต๋า) ของชีวิตเรา จึงจะสมบูรณ์พร้อม








 

Powered by MakeWebEasy.com