จิตสำนึกแห่งทางเลือกในยุคทักษิณครองเมือง (27) 28/2/49

จิตสำนึกแห่งทางเลือกในยุคทักษิณครองเมือง (27) 28/2/49



จิตสำนึกแห่งทางเลือกในยุคทักษิณครองเมือง (27)



27. มะเร็งทางเศรษฐกิจการเมืองกับสุขภาพแบบองค์รวม

บางทีการเข้าใจความหมายที่แท้จริงของ ชีวิต และเศรษฐกิจการเมือง สามารถจับต้องให้เป็นรูปธรรมได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องของ สุขภาพอย่างเป็นองค์รวม


หากคนเรายังมีทัศนะที่คับแคบเกี่ยวกับสุขภาพที่ตีกรอบ สุขภาพให้จำกัดอยู่เฉพาะในขอบเขตของชีววิทยา ภายใต้การครอบงำของกระบวนทัศน์วิทยาศาสตร์แบบชีวกลไก ที่ลดทอนความซับซ้อนของชีวิตจนเหลือเพียงแค่โครงสร้าง และกลไกทางชีววิทยาเท่านั้น คนผู้นั้นย่อมสูญเสียมิติทางจิตวิญญาณ มิติทางสุนทรียภาพ และมิติแห่งความเป็นมนุษย์ไปโดยปริยาย เพราะสุขภาพที่ความจริงมีหลากหลายมิติทับซ้อนโยงใยกันกลับถูกลดทอนให้เหลือเพียงมิติทางกายภาพ หรือทางชีววิทยาเท่านั้น ซึ่งย่อมนำไปสู่ ความตีบตันทางญาณวิทยา อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก


เมื่อเป็นเช่นนั้น ชีวิตและสุขภาพจึงถูกแยกออกจาก ระบบนิเวศ ถูกมองว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมิติทางสังคม-วัฒนธรรม หรือมิติเศรษฐกิจการเมือง ปรากฏการณ์ของชีวิตและสุขภาพจึงถูกลดทอนเหลือเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางชีววิทยา ความเจ็บป่วยทางกายที่เกิดขึ้นถูกมองว่า ไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางสังคม ไม่มีความหมายทางสังคมราวกับว่า ไม่สัมพันธ์กับบริบททางสังคมใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งๆ ที่มิติที่สะท้อนความเป็นองค์รวมของชีวิตและสุขภาพคือ มิติทางจิตวิญญาณ และมิติทางสุนทรียภาพ หรือมิติแห่งความจริง-ความดี-ความงามต่างหาก


สุขภาพ ควรเป็นผลลัพธ์ของชีวิตที่มีสมดุล และปรองดองกับสรรพสิ่ง โดยที่ ศิลปะ ต่างๆ โดยเฉพาะดนตรีเป็นเครื่องมือสำคัญที่คนเราใช้เพื่อการปรับดุลยภาพของชีวิต เพราะ ชีวิตที่ปราศจากมิติทางสุนทรียภาพนั้น ยากที่จะเข้าถึงสภาวะแห่งความสุขที่แท้จริงได้


แต่การชื่นชมดื่มด่ำกับความดีงามนั้น เป็นสิ่งที่อำนาจรัฐหรืออำนาจเงินไม่อาจบังคับหรือซื้อหาเอาได้ แต่มันจะต้องมาจากศรัทธาซึ่งมีที่มาจากด้านในของชีวิต มาจากการดื่มด่ำกับความบรรเจิดของชีวิต มาจากการบูรณาการอย่างลงตัวระหว่างการรับรู้กับการรู้สึกจนเป็นประสบการณ์โดยตรงที่สามารถปลดปล่อยผู้นั้นจากความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนที่คับแคบ และเห็นแก่ตัวได้


จึงเห็นได้ว่า สุขภาพและการบำบัดโรคเป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากการมีชีวิตที่ดีงามในทางจิตวิญญาณของคนผู้นั้น และผู้เกี่ยวข้อง แต่ปรัชญาสุขภาพแบบชีววิทยา (ชีวกลไก) จะเห็นว่า การเติบโตและความสมบูรณ์ทางจิตวิญญาณของคนไข้ และแพทย์ผู้รักษาไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นในการรักษาโรค เหมือนอย่างที่ ปรัชญาเศรษฐกิจของนักเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไปก็ไม่ได้ให้ความสำคัญของการเติบโตทางจิตสำนึกของผู้คนที่มีต่อกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจมากเท่ากับให้ความสำคัญต่อเทคนิคการบริหารเศรษฐกิจ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วสองสิ่งนี้ต้องพัฒนาควบคู่กันไป


ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งได้กลายมาเป็นปัญหาที่ร้ายแรงดุจ "มะเร็ง" ในระบบเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน เราก็ควรทำความเข้าใจปัญหานี้จากมุมมองของสุขภาพแบบองค์รวม โดยใช้การเปรียบเทียบร่างกายมนุษย์แทนระบบเศรษฐกิจ


ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์ถึง 10 ล้านล้านเซลล์ที่สัมพันธ์กันในรูปของ เครือข่าย ที่มีรูปแบบเฉพาะ เครือข่ายนี้แหละที่สามารถป้องกันตัวเราจากภยันตรายจากผู้บุกรุกภายนอก ขณะที่ มะเร็ง (ซึ่งเปรียบได้กับ คอร์รัปชัน ในระบบเศรษฐกิจ) เป็นโรคที่เกิดกับเซลล์ เป็นผลจากความบกพร่องของระบบควบคุมร่างกาย (ซึ่งเปรียบได้กับ องค์กรอิสระ ที่ทำหน้าที่ปราบปรามการทุจริต)


ถ้ามีเซลล์กลายพันธุ์แม้เพียงเซลล์เดียว และหลุดไปจากระบบควบคุม และ ถ้ากลไกป้องกันร่างกายไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เซลล์ๆ นั้นก็จะทวีจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว และลุกลามจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด เหมือนอย่างที่ ระบอบทักษิณ ซึ่งเป็น ทุนนิยมกลายพันธุ์ ที่ไม่ถูกควบคุมโดย ประชาสังคม จึงทำให้การคอร์รัปชันในรูปแบบต่างๆ ไม่น้อยกว่า 15 รูปแบบแพร่หลายและลุกลามไปทั่วดุจโรคมะเร็ง


อาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ ได้จำแนกแจกแจงการทุจริตคอร์รัปชันรูปแบบต่างๆ ภายใต้ระบอบทักษิณไว้อย่างละเอียดดังต่อไปนี้


(1) การแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ เช่น การผูกขาด การให้สัมปทาน และการเรียกเก็บส่วนแบ่งอย่างผิดกฎหมาย โดยสร้างความขาดแคลนเทียม


(2) เครพโตเครซี (Kleptocracy) ซึ่งเป็นการฉกฉวยทรัพยากรของรัฐมาเป็นของครอบครัว และอาจกระทำโดยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ


(3) การมีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีผลได้ผลเสียส่วนตัว และผลดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ


(4) การใช้อิทธิพลทางการเมือง หาผลประโยชน์จากตลาดหลักทรัพย์ เช่น ปั่นราคาหุ้นของตัวเอง


(5) การปกปิดการบริหารงานที่ไม่ถูกต้อง การปกปิดข้อมูล และให้การเท็จ


(6) การใช้นโยบาย กฎหมาย กฎเกณฑ์ ข้อบังคับต่างๆ อย่างมีอคติและลำเอียง


(7) การใช้อิทธิพลทางการค้า แสดงบทบาทเป็นนายหน้าหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการค้าต่างตอบแทนกับประเทศคู่ค้า


(8) การใช้ทรัพยากรของรัฐไปในทางมิชอบ การใช้กองทุนของรัฐไปเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง


(9) ไม่กระทำตามหน้าที่ แต่ใช้ลัทธิพรรคพวก


(10) การให้และการรับสินบน การขู่เข็ญบังคับ และการให้สิ่งล่อใจ


(11) ผู้บริหารประเทศทำตัวเป็นผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ของประเทศ โดยใช้นโยบายประชานิยม


(12) การยอมรับของขวัญที่ไม่ถูกต้อง มีมูลค่าสูง


(13) ใช้อำนาจของตำรวจ ทหาร และข้าราชการในทางที่ผิด ในการข่มขู่คุกคามและทำร้ายให้เกิดความเกรงกลัวในการชุมนุมประท้วงนโยบายรัฐบาล


(14) ทุจริตการเลือกตั้ง


(15) การบริจาคให้แก่นักการเมือง เพื่อที่จะมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบาย และการออกกฎหมายของรัฐบาล


ขอให้ย้อนกลับไปดูอีกครั้งว่า มะเร็ง เริ่มต้นในระบบร่างกายของคนเราได้อย่างไร? มะเร็งเกิดขึ้นจากกระบวนการต่างๆ หลายขั้นตอน แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า โรคมะเร็งส่วนใหญ่เกิดจากการที่บางสิ่งบางอย่าง เช่น สารก่อมะเร็ง หรือโมเลกุลที่ไม่เสถียรภายในร่างกายของเรา (อนุมูลอิสระ) ไปกระตุ้นเซลล์หนึ่งเซลล์ใด หรือหลายๆ เซลล์ให้ปั่นป่วนจนอยู่เหนือการควบคุม และกลายเป็นมะเร็งในที่สุด


เพราะฉะนั้น ร้อยละ 50 ของ แนวทางการป้องกันการเกิดมะเร็ง จึงเกี่ยวกับ การกำจัดการกระตุ้น ดังกล่าว ทั้งจาก อาหาร ที่เรารับประทาน สภาพแวดล้อม ตัวเรา และ วิถีชีวิต ของเรา ทุกวันนี้ คนเราเปิดรับเอาสารก่อมะเร็งเข้ามาในร่างกายมากขึ้น ภายใต้การใช้ชีวิตที่เร่งรีบถูกกดดันจากความเครียดต่างๆ ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ย่ำแย่ลง ทั้งอากาศและน้ำ ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า ระบบภูมิคุ้มกันของคนเรา จะสามารถจับเซลล์มะเร็งและกำจัดมันก่อนจะลุกลามได้หรือไม่ จึงเห็นได้ว่า การทำให้ภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นปราการต้านมะเร็งที่สำคัญที่สุด


มะเร็งคืออะไร?

พาหะก่อมะเร็งทุกชนิดเมื่อเข้าไปในร่างกายของเราแล้ว จะพยายามเจาะเข้าไปในเซลล์ของเราแล้ว เปลี่ยนคำสั่งในเซลล์ เสียใหม่ นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของ กระบวนการมะเร็งภายในเซลล์ มะเร็งโดยตัวมันเองแล้ว จะเกิดขึ้นเมื่อเซลล์หรือกลุ่มเซลล์กลายพันธุ์จนกลายเป็นเซลล์มะเร็งที่เป็นตัวอันตรายในการทำลายแบบแผนการจัดเรียงของเซลล์อย่างมีระเบียบ ยิ่งถ้าเซลล์มะเร็งเหล่านี้ไม่ได้ถูกยับยั้งโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย พวกมันก็จะกำเริบเสิบสานออกลูกออกหลาน และอยู่ยงคงกระพันคือมีชีวิตยืนยาวเท่าสิ่งมีชีวิตนั้นๆ ตราบเท่าที่ยังมีอาหารหล่อเลี้ยง พวกมันก็จะทวีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้จบอีกด้วย มันจะขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่แยแสกับสัญญาณควบคุมใดๆ


มะเร็งจะแพร่กระจายจากเนื้องอกแรกเริ่มไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่อยู่ห่างออกไปได้ก็ต่อเมื่อเซลล์อันตรายสัก 2-3 เซลล์ ถอนตัวจากเซลล์แรกเริ่มแล้วพยายามหาทางเข้าไปในกระแสเลือดหรือระบบท่อน้ำเหลืองที่โยงเป็นเครือข่ายทั่วร่างกาย หากเซลล์อันตรายนี้เข้าสู่กระแสเลือดได้โดยไม่ถูกต้านทานจาก ยามรักษาการณ์ของระบบคุ้มกัน (ซึ่งเปรียบได้กับ สื่อมวลชน ที่เป็นยามของแผ่นดิน) พวกมันก็จะท่องผ่านหลอดเลือดที่ใหญ่ขึ้นๆ จนไปออกันแน่นในเส้นเลือดเล็ก หากมีสภาวะเหมาะสม มันก็จะทะลุทะลวงหลอดเลือดและ สร้างอาณาจักรใหม่ ในเนื้อเยื่อใกล้เคียง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง และจะกระทบถึงอวัยวะอื่นๆ จนกระทั่งการรักษาจะยิ่งเป็นไปได้ยากหรือทำไม่ได้เลย


จากที่กล่าวมาข้างต้น คงพอจะทำให้เห็นภาพชัดขึ้นบ้างแล้วกระมังว่า ปัญหาคอร์รัปชันทางเศรษฐกิจการเมืองที่เป็นดุจมะเร็งก็ดี หรือปัญหาสุขภาพของคนเราก็ดี มันมีส่วนคล้ายกันและเกี่ยวโยงกันในแง่ที่ว่า มันจำเป็นต้องมี การเข้าใจความหมายใหม่ของชีวิต ของเศรษฐกิจการเมือง และของสุขภาพจากกระบวนทัศน์ใหม่ และจิตสำนึกใหม่แห่งทางเลือกที่บูรณาการ มิติทางจิตวิญญาณ มิติทางสุนทรียภาพ และมิติแห่งความเป็นมนุษย์เข้าไปด้วย แล้วเราก็จะเห็นแจ้งเห็นจริงว่า ผู้นำประเทศที่ขาดมิติทางจิตวิญญาณ ขาดมิติทางสุนทรียภาพ และขาดมิติแห่งการเคารพสิทธิมนุษยชน จะไม่มีวันแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจการเมืองที่ลุกลาม จนกลายเป็นมะเร็งได้เลย







 

Powered by MakeWebEasy.com