จิตสำนึกแห่งทางเลือกในยุคทักษิณครองเมือง (21) 17/1/49

จิตสำนึกแห่งทางเลือกในยุคทักษิณครองเมือง (21) 17/1/49



จิตสำนึกแห่งทางเลือกในยุคทักษิณครองเมือง (21)



21. ภารกิจทางประวัติศาสตร์ของผู้วิพากษ์ และของวิญญูชนผู้รักความเป็นธรรม

โดยหลักแล้ว ข้อเขียนชุดนี้คือ ข้อเขียนเชิงทฤษฎีวิพากษ์ระบอบทักษิณาธิปไตยด้วยองค์ความรู้เชิงบูรณาการ ที่ไม่เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็น ภยันตรายของประเทศ และ ภยันตรายของสถาบันหลักๆ ในสังคมภายใต้การครอบงำของทักษิณาธิปไตย จากแง่มุมต่างๆ เท่านั้น ข้อเขียนชุดนี้ยังมุ่งที่จะนำเสนอ แนวทางที่สามารถช่วยให้พวกเราข้ามพ้นเงื่อนไขการครอบงำเหล่านี้ ในมิติต่างๆ ด้วย เพื่อปลดปล่อยพวกเราให้เป็นอิสระอย่างแท้จริง


สิ่งที่ทักษิโณมิกส์ก็ดี ระบอบทักษิณก็ดี อำนาจนิยมแบบทักษิณาธิปไตยก็ดี รวมทั้งภาวะผู้นำที่ขาดวุฒิภาวะของคุณทักษิณก็ดี สมควรจะถูกวิพากษ์มากที่สุดก็คือ "โลกทัศน์" ของเขาและของเหล่าบริวารที่เกาะ "อำนาจเบ็ดเสร็จ" ของเขามาแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัว


โลกทัศน์ หรือทัศนะที่มีต่อโลกแห่งชีวิตจริงเป็นประเด็นของความหมายและการสื่อสาร ซึ่งผู้วิพากษ์จะต้องเชี่ยวชาญในการตีความ การอ่านความหมายจากปรากฏการณ์ทางสังคม และทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น โดยมีมุมมองที่กว้างไกลและลุ่มลึกควบคู่กันไป ซึ่งหมายความว่า ตัวผู้วิพากษ์เองจะต้องมีความลึกซึ้งในการอ่านความหมายที่สัมพันธ์กับโลกภายใน หรือโลกแห่งจิตใจ ในขณะเดียวกัน ก็ต้องให้ความสนใจกับประเด็นภาษา และการสื่อสารอย่างสัมพันธ์กับโครงสร้างสังคม และโครงสร้างอำนาจด้วย


ทั้งนี้ก็เพราะว่า ประชาชนคนทั่วไปได้ให้ "ความหมาย" กับสิ่งแวดล้อมของพวกเขา ซึ่งในกรณีของงานเขียนชุดนี้ก็คือ ภาพลักษณ์อันหลอกลวงของรัฐบาลชุดนี้ คนเราเมื่อให้ความหมายในเชิงบวกหรือเชิงลบต่อสิ่งใด ก็จะเคลื่อนไหวกระทำก่อปฏิบัติการไปตามการให้ความหมายในเชิงบวกหรือเชิงลบนั้นๆ เสมอ


หากประชาชน "ลุ่มหลง" (ให้ความหมายในเชิงบวก) กับลัทธิบริโภคนิยม และแนวทางประชานิยมที่ "ล่อลวง" ของรัฐบาล ผู้วิพากษ์ ก็จำเป็นต้องชี้ให้เห็นว่า การตีความและการให้ความหมายอย่างมีอวิชชาอย่างหลงผิดของประชาชนที่ถูกชักจูงให้หลงเชื่อโดย "ผู้นำ" ของพวกเขานั้น มันมีประเด็นแฝงเร้น เช่น ผลประโยชน์ทับซ้อน เอาเงินในอนาคตมาผลาญ ก่อภัยวิกฤตเศรษฐกิจ ทำลายระบบคุณค่าและคุณธรรมในระยะยาวเหล่านี้เป็นต้นอย่างไรบ้าง


ไม่แต่เท่านั้น ผู้วิพากษ์ ยังจำเป็นที่จะต้องชี้ และเปิดโปงให้เห็นถึง โลกทัศน์อันบิดเบี้ยวด้านเดียวที่เห็นเงินเป็นพระเจ้า เห็นอำนาจเป็นใหญ่อย่างลืมตนของ "ผู้นำ" ของพวกเขา รวมทั้งเปิดเผยให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของทักษิณาธิปไตยที่กำลัง "ทำลาย" รากฐานของชาติบ้านเมืองนี้ด้วยความลุแก่อำนาจของตน และพวกพ้องอย่างไรบ้าง


การปลดปล่อยโลกทัศน์ของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งจะนำไปสู่การล่มสลายของระบอบทักษิณาธิปไตยแค่ชั่วข้ามคืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศนี้สามารถเอาชนะข้อจำกัดเชิงโลกทัศน์ของพวกเขา ที่เป็นผลมาจากการตีความการให้ความหมายที่ผิดพลาดในอดีต และผลมาจากการสื่อสารที่ถูกบิดเบี้ยว ถูกครอบงำโดยผู้มีอำนาจได้แล้วเท่านั้น


การปลดปล่อยโลกทัศน์ของประชาชนจำนวนมาก จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ การกระทำ หรือ ปฏิบัติการ ของพวกเขาในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น

(1) ปฏิบัติการที่เป็นเครื่องมือ ที่เกิดขึ้นในโลกภายนอก (instrumental action)

(2) ปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์ ที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน

(3) ปฏิบัติการเพื่อการสื่อสาร ที่มุ่งให้เกิดความเข้าใจและให้ความหมายในเรื่องหนึ่งๆ (ในกรณีนี้คือระบอบทักษิณาธิปไตย) ได้ถูกประสานกับ อารมณ์ความรู้สึกร่วมของปวงชนเป็นจำนวนมากพร้อมๆ กันเท่านั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เมื่อปฏิบัติการเหล่านี้ได้ถูกบูรณาการหลอมรวมเชื่อมโยงกับ ความรู้สึกหลายๆ แบบของความถูกต้องหรือความไม่ถูกต้องได้แล้วเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น


ความรู้สึกว่า ผู้มีอำนาจทำไม่ถูกต้องซึ่งเป็นความจริงเป็นเรื่องจริง เป็นข้อเท็จจริงในโลกทางวัตถุ อย่างเช่นรัฐบาลได้ใช้ มาตรการอันไร้ความชอบธรรมหลายมาตรการ เพื่อปิดปากสื่อมวลชนที่ไม่ยอมสยบอยู่ใต้มายาภาพอันจอมปลอมของทักษิณาธิปไตย


ความรู้สึกว่า ผู้มีอำนาจทำไม่ถูกต้องทางศีลธรรมทางจริยธรรม ในโลกทางสังคม อย่างเช่น ในเรื่องของคอร์รัปชัน


การปล้นชาติด้วยการเอารัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้พรรคพวกของตนที่เป็นทุนใหญ่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้


ความรู้สึกว่า ผู้มีอำนาจทำไม่ถูกต้องในโลกภายใน เพราะขาดความจริงใจ ไม่รักษาสัจวาจา พูดจาไม่น่าเชื่อถือ มุ่งแต่สร้างภาพปรุงแต่งอัตตาไปวันๆ และขาดธรรมะของผู้กล้าภายในจิตใจ


เมื่อใดก็ตามที่ผู้วิพากษ์สามารถ เปิดโปงอย่างบูรณาการ ทั้ง ความฉ้อฉลในเชิงสังคม ที่ระบอบทักษิณได้กระทำต่อเพื่อนร่วมชาติของตนอย่างไร้มนุษยธรรมและขาดหิริโอตตัปปะ ทั้ง ค่านิยมอันหลงผิดแบบ "เห็นกงจักรเป็นดอกบัว" ของตัว "ผู้นำ" แห่งระบอบทักษิณที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นที่เห็นต่าง นิยมความรุนแรง มีโทสะและความโลภเป็นเจ้าเรือนทั้ง ความหมายที่ส่อลางหายนะอันใกล้ ด้วยวิธีการนำและภาวะผู้นำที่บกพร่องผิดพลาดของเขาในการชี้นำประเทศได้


เมื่อนั้นโลกทัศน์ของประชาชนจำนวนมากที่ถูกปิดกั้นมาโดยตลอดจะเปิดออกและเปิดกว้างสู่ "ความจริง" ที่ถูกอำนาจรัฐปกปิดอย่างดื้อรั้น พวกเขาจะให้ความหมายใหม่และตีความใหม่แก่ความจริงใหม่ที่พวกเขาเพิ่งได้รับรู้ ซึ่งจะผลักดันพวกเขาให้ลุกขึ้นมาก่อปฏิบัติการตามการให้ความหมายใหม่ของพวกเขานี้อย่างแน่นอน


วิญญูชนผู้รักความเป็นธรรม ทั้งหลายในบ้านเมืองนี้คือ ผู้ที่หวงแหนในสิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสาร และกล้าแสดงความคิดเห็นเชิงวิพากษ์ เชิงสร้างสรรค์ของตน โดยชอบธรรมคือ ผู้ที่พร้อมจะแบ่งปันสติปัญญา และภูมิปัญญาของตนร่วมกับสมาชิกอื่นในสังคม เพื่อร่วมกันพัฒนาสังคมของตนให้มีความเป็นประชาธิปไตยมีเสรีภาพ มีความเสมอภาคกัน มากกว่านี้คือ ผู้ที่ไม่อาจยอมรับความเป็นเผด็จการอำนาจนิยมที่ผู้มีอำนาจกระทำต่อประชาชนของตน โดยใช้อำนาจรัฐต่างๆ ในกำมือของตนทุกวิถีทางในการกดขี่บีบบังคับ ผู้ที่กล้าลุกขึ้นมาวิพากษ์ตนโดยชอบธรรมและไม่ขัดต่อกฎหมาย


ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศเราอีกช่วงหนึ่ง อนาคตหลังจากนี้ไปของประเทศเราของลูกหลานเราของสถาบันหลักๆ ของประเทศเรา มิได้อยู่ในกำมือของผู้มีอำนาจคนไหนหรอก แต่มันจะอยู่ในกำมือของวิญญูชนผู้รักความเป็นธรรมทั้งหลายในบ้านเมืองนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในอาชีพไหน อยู่ในสถานะทางสังคมเช่นไร ไม่ว่าจะเป็นเพศไหน และไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดว่า จะสามารถตีความให้ความหมายใหม่แก่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อปลดปล่อยตัวเองจากการครอบงำของทักษิณาธิปไตยได้หรือไม่เท่านั้น








 

Powered by MakeWebEasy.com