จิตสำนึกแห่งทางเลือกในยุคทักษิณครองเมือง (18) 27/12/48

จิตสำนึกแห่งทางเลือกในยุคทักษิณครองเมือง (18) 27/12/48



จิตสำนึกแห่งทางเลือกในยุคทักษิณครองเมือง (18)



18. มายาภาพของระบอบทักษิณกับการปลดปล่อย


"เป็น มนุษย์ ที่ไม่พึงพอใจ ดีกว่าเป็น หมู ที่พึงพอใจ
เป็น โสกราตีส ที่ไม่พึงพอใจ ดีกว่าเป็น คนโง่ ที่พึงพอใจ"

(จอห์น สจ๊วต มิลล์)



มีคนจำนวนไม่น้อยที่ "รู้ว่าเขาหลอก ก็ยังเต็มใจให้เขาหลอก" การโฆษณาชวนเชื่อของ "ผู้นำ" ที่ออกมาขายฝัน ขายแฟนตาซี และขายวิชันรายวันขนาดต่อให้ตัวผู้พูดเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะเป็นจริงได้


แต่ในความเป็นจริง ก็ยังปรากฏว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังอยากจะเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อนั้นอยู่ พวกเขาอยากจะเชื่อว่า พวกเขาสามารถจะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่านี้ได้ โดยแค่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับ "ความเป็นจริง" แล้วถอยหลังเข้าคลองกลับเข้าไปในโลกมายาที่ถูกสร้างภาพให้เป็นดุจแฟนตาซีอันน่ารื่นรมย์


ปัจจุบัน "โลกมายา" ถูกสร้างขึ้น ในจอทีวี โดยผ่าน ทุนบันเทิง ส่วน นอกจอทีวี "โลกมายา" ก็ถูกสร้างซ้อนทับกันขึ้นมาโดย ทุนการเมือง ภายใต้การโฆษณาชวนเชื่อของ "ผู้นำ" แห่งระบอบทักษิณ พวกเขากำลังยัดเยียดและหล่อหลอม ชีวทัศน์แบบรตินิยม (hedonism) ให้กับคนส่วนใหญ่ในสังคมนี้ โดยการทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อว่า ชีวิตที่มีความหมาย คือการมีชีวิตอยู่เพื่อสุขารมณ์แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และโดยการทำให้เชื่อว่านอกจากชื่อเสียง ความร่ำรวย อำนาจความสวยงาม และความพึงพอใจในตนเองแล้วในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดอื่นที่มีความสำคัญยิ่งกว่า


จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่นับวันจะมีจำนวนผู้คนที่หันหลังให้กับ "ความจริง" และ "ธรรมะ" มากยิ่งขึ้นทุกที พวกเขายินดีอยู่ในโลกอันรื่นรมย์ที่ลวงหลอกมากกว่าที่จะกล้าออกมาเผชิญหน้ากับโลกนี้ที่อยู่ภายใต้การครอบงำของนักโฆษณาชวนเชื่อ พวกเขายินดีที่จะใช้ชีวิตอยู่กับความฝันลมๆ แล้งๆ ที่ถูกสร้างภาพเป่าหูโดย "ผู้นำ" ของเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมากกว่าที่จะ กล้า ออกมาสร้าง ชีวิตที่เปี่ยมความหมาย บนโลกนี้ และเพื่อประกอบ พันธกิจที่จริงจังต่อการดำรงอยู่


คนเราไม่สามารถแยกแยะประสบการณ์ขณะ ตื่น ออกจากประสบการณ์ขณะ ฝัน จนกระทั่งตัวเรา ตื่น ขึ้นมาได้หรอก ฉันใดก็ฉันนั้น คนส่วนใหญ่ที่หลงเชื่อในมายาภาพของทักษิโณมิกส์ จะไม่สามารถตระหนักรู้ได้ว่า พวกเขาถูกหลอกมาโดยตลอดจนกว่าพวกเขาจะ "ตื่นขึ้น" จากมายาภาพได้ก่อนเท่านั้น


"ความแตกต่าง" คือการเลือกเดินบนเส้นทางที่ผู้คนไม่ค่อยเลือก คือการยอมอดทน อดกลั้นต่อความเจ็บปวด ต่อความยากลำบาก และต่ออุปสรรคที่ขวางหน้าดีกว่ากลับไปหาความเป็นจริงอันจอมปลอมที่ผู้คนจำนวนมากยังหลงติดอย่างเสพติดอยู่อย่างไม่ยอมเลิกรา


สิ่งที่เลวร้ายกว่าคุกตะรางในทางจิตวิญญาณ คือการที่ผู้คนส่วนใหญ่ถูกจองจำโดยที่พวกเขาเองไม่รู้สึกว่า กำลังถูกจองจำ พวกเขาจึงขาดแรงกระตุ้นให้หนีออกมาปลดปล่อยตนเองจากการถูกจองจำนั้น


"ผู้กล้า" ที่แท้จริงคือ ผู้ที่พยายามทำให้ผู้คนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจสนใจกับความจริงในระดับที่สูงขึ้น แม้ว่าตัวเขาอาจจะถูกทำลายเพราะการกระทำอันนี้ก็ตาม


คนเราหากไม่เคยต่อสู้ แล้วคนเราจะรู้จักตนเองได้มากน้อยแค่ไหนกัน?


การรู้จักตนเอง เป็นกุญแจสำคัญในการ "ตื่นจากมายา" หากคนเราปราศจากกุญแจดอกนี้ คนเราย่อมไม่อาจไขกุญแจไปสู่ความรู้อื่น ไปสู่ภูมิปัญญาอื่นที่มีคุณค่าควรแก่การครอบคลุมยิ่งกว่าสินทรัพย์ใดๆ ยิ่งกว่าอำนาจลาภยศใดๆ ทั้งปวง


ความสับสนที่หลอกลวงได้มากที่สุดของคนเรา คือการหลงผิดเข้าใจผิดคิดว่า มายาภาพนั้นเป็นของจริง โดยที่สิ่งที่แปลความหมายและให้คำจำกัดความแก่สิ่งจริงให้แก่คนเราก็คือ จิต ของเรานั่นเอง จิตของคนเรา จึงเป็นตัวก่อให้เกิด "มายา" ขึ้นมาเอง


จริงอยู่ที่ "ผู้นำ" ของเราเป็นคนสร้างมายาภาพทางเศรษฐกิจขึ้นมาอีกครั้งตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อน แต่ถ้า "จิต" ของผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ไม่ได้หลงใหลไปกับมายาภาพนั้น เขาผู้นั้นจะก้าวขึ้นมากุมอำนาจเบ็ดเสร็จจากชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายถึงสองครั้งไม่ได้เลย


ในด้านหนึ่ง การตื่นจากมายาภาพก็เป็นเรื่องเดียวกับการปล่อยจิตของตนให้เป็นอิสระจากการยึดมั่นถือมั่นในอัตตาตัวตน ซึ่งคนผู้นั้นต้องแสดงออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ ด้วยการไม่ยอมท้อถอยที่จะยืนหยัดเพื่อความรู้แจ้ง แม้จะอยู่ท่ามกลางอวิชชา ความเสื่อมทราม ความต่ำช้า และความถ่อยของผู้คน คนผู้นั้นจะต้องไม่หวั่นไหวในการยืนหยัดเพื่อปกป้องความจริง แม้จะอยู่ท่ามกลางวิวาทะอันน่าสังเวช หรืออยู่ท่ามกลางวาทกรรมอันต่ำต้อยก็ตาม


เพราะฉะนั้นเมื่อกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว คนที่ต้องรับผิดชอบต่อการหลอกลวง ต่อการสร้าง มายาภาพทางเศรษฐกิจ ที่กำลังก่อกรรมทำเข็ญกับผู้คนในสังคมไทยอยู่ในขณะนี้ จึงไม่ใช่ตัวของ "ผู้นำ" เท่ากับตัวของพวกเราทั้งหลายเอง ที่กำลังหลอกตัวเองอยู่ จึงทำให้ตัวเองตกเป็นทาสหรือเป็นเชลยของทักษิณอย่างที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้


ด้วยเหตุนี้ ต่อให้ในตอนนี้พวกเรารู้สึก ไร้อำนาจ ที่จะบรรลุ เป้าหมายทางการเมือง ก็ตาม แต่เราจะรู้สึกไร้อำนาจที่จะบรรลุเป้าหมายทางมโนธรรม ทางคุณธรรม และทางจิตวิญญาณไม่ได้เป็นอันขาด เพราะสิ่งนี้เป็นพลังเดียวที่พวกเรามีอยู่ และยังเป็นพลังเดียวที่จะนำพาพวกเราไปสู่และเข้าถึง วิถีแห่งความจริง ความดี และความงามได้


โลกมายาภาพแห่งทักษิโณมิกส์เป็นโลกแห่งความกลัว โดยเฉพาะกลัวที่จะน้อยหน้าคนอื่น หรือกลัวที่จะไล่กวดคนอื่นไม่ทัน "ผู้นำ" ของเราใช้ความกลัวอันนี้ผลักดันผู้คนในสังคมของเราให้ "ก้าวไปตายเอาดาบหน้า" จนกู่แทบจะไม่กลับอยู่แล้ว


คนเรายากที่จะหนีพ้นจากความกลัวในเรื่องต่างๆ คนที่ปล่อยให้ความกลัวครอบงำชีวิต และการกระทำของเขาเป็นคนที่น่าเห็นใจและน่าสมเพช คนเราอาจจะหลีกหนีการเผชิญหน้ากับความกลัวไม่ได้ก็จริง แต่คนเรายังสามารถที่จะเอาชนะความกลัว ก้าวข้ามความกลัว และสลัดทิ้งความกลัวทั้งหมดไปได้จาก การตระหนักรู้ และค้นพบ ความเบิกบานในการมีชีวิตอยู่ในมายาอย่างมีจิตสำนึก


ผู้ที่เอาชนะความกลัวได้จะไม่ตกอยู่ใน มายาภาพของระบอบทักษิณ และจะมีพลังอำนาจภายในแห่งตนที่จะเป็นอิสระจาก มายาแห่งชีวิต


นี่คือ ทางเลือกเชิงศีลธรรม เชิงมโนธรรมที่บูรณาการสิ่งดีงามประเสริฐสุดเข้ากับความเชื่อในพลังที่จะทำให้จุดมุ่งหมายแห่งชีวิตของมนุษย์ที่แท้ปรากฏเป็นจริง


การปลดปล่อยตัวเองจากระบอบทักษิณ จึงต้องเป็นกระบวนการสร้างมนุษย์ที่มีเสรีภาพไปพร้อมๆ กันด้วย และจะต้องเป็นกระบวนการสร้างชีวิตที่ไม่พอใจแค่มีความสุข แต่จะต้องพอใจทั้งการมีความสุข และการมีเสรีภาพไปพร้อมๆ กัน


ชีวิตที่ปราศจากความกลัว ชีวิตที่เชื่อมั่นว่าทุกสิ่งเป็นไปได้ คือชีวิตที่มีพลังมากพอที่จะสร้าง "ความจริงใหม่" และเป็นชีวิตที่มีอำนาจมากพอที่จะ "เปลี่ยนแปลง" ระบอบทักษิณได้







 

Powered by MakeWebEasy.com