จิตสำนึกแห่งทางเลือกในยุคทักษิณครองเมือง (7) 11/10/48

จิตสำนึกแห่งทางเลือกในยุคทักษิณครองเมือง (7) 11/10/48



จิตสำนึกแห่งทางเลือกในยุคทักษิณครองเมือง (7)




7. ทุนนิยมไทยกับมายาของอัตลักษณ์


"ชาติไทย เพิ่งกำเนิดขึ้นมาเมื่อร้อยกว่าปีนี้เอง ท่ามกลางความขัดแย้งระดับรากฐานระหว่างความอยากทันสมัย เคียงบ่าเคียงไหล่ ศูนย์กลางโลกทั้งหลาย กับความอยากเป็นไทยในแบบหมู่บ้านอุดมคติ และครอบครัวอุดมคติ ความขัดแย้งนี้คือจิตวิญญาณของความเป็นไทย ด้านหนึ่ง สังคมไทยจึงเดินหน้าอย่างคัดสรร แต่ ไม่ใช่เลือกสิ่งที่ดีต่อสังคมไทยเท่ากับเลือกสิ่งที่แสดงว่าเราทันสมัยอยู่แถวหน้าของประชาคมโลก แต่อีกด้านหนึ่ง เราก็พอใจที่จะเพ้อฝันกับตนเองแบบอุดมคติ เพื่อสร้างตัวตนของเราทางจิตวิญญาณว่าเรายังคงเป็นคนไทยอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลงในส่วนลึก เพราะความหวั่นเกรงหรือ ความรู้สึกไม่มั่นคงในจิตวิญญาณของความเป็นไทย ไม่ใช่เรื่องการถูกคุกคามจากฝรั่งหรือคอมมิวนิสต์เท่ากับ ความรู้สึกไม่มั่นใจในอนาคต"


ศาสตราจารย์ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล (พ.ศ. 2538) มุมมองอันแหลมคมข้างต้นของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล เกี่ยวกับความขัดแย้งระดับรากฐานใน จิตวิญญาณของความเป็นไทย ซึ่งเป็น มายาของอัตลักษณ์ ชนิดหนึ่งที่อยากจะโอ้อวดว่า "เรา" ทันสมัยอยู่แถวหน้าของประชาคมโลก โดยที่ในอีกด้านหนึ่ง "เรา" ก็พอใจกับการหลอกตนเองหรือเพ้อฝันกับตนเองไปวันๆ ว่า "เรา" ยังคงเป็นคนไทยอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลงในส่วนลึก


ความขัดแย้งระดับรากฐาน ในความเป็นจิตวิญญาณของ "ความเป็นไทย" อันนี้นี่แหละ โดยเฉพาะในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจ "ฟองสบู่" พ.ศ. 2540 ที่เป็นแรงผลักดันอันสำคัญที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา โดยได้รับแรงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากประชาชนส่วนใหญ่อย่างไม่เคยมีมาก่อน


เพราะไม่ว่าจะเป็นนโยบายประชานิยมของเขาก็ดี คำมั่นสัญญาต่างๆ ของเขาก็ดี รวมทั้งวาทกรรมต่างๆ ที่เขาแสดงออกมาก็ดี โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีแรกของการขึ้นมากุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ ตัวนายกฯ ทักษิณสามารถตอบโจทย์ข้างต้นได้อย่างเป็นที่น่าพอใจในสายตาของคนไทยส่วนใหญ่ที่มี "ความรู้สึกไม่มั่นใจในอนาคต" เพราะลีลาของนายกฯ คนนี้สามารถตอบสนอง "อัตตา" ของคนไทยเหล่านี้ได้ ทั้งในแง่ที่ต้องการจะโอ้อวดว่า "เรา" ก็ทันสมัยอยู่แนวหน้าของประชาคมโลก หรือกำลังจะมุ่งไปสู่ความเป็นโลกที่หนึ่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าได้แล้ว และทั้งในแง่ที่สร้างความเพ้อฝันเกี่ยวกับตัวตนของพวกเขาในทางจิตวิญญาณว่า พวกเขายังคงเป็น "คนไทย" ที่น่ารักน่ายกย่องอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลงในส่วนลึก


ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ ความรู้สึกไม่มั่นใจในอนาคตของคนไทยส่วนใหญ่เริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ กับเริ่มมองเห็นแล้วว่า นายกฯ ทักษิณคนนี้เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่สามารถ "ควบคุม" วิกฤตต่างๆ ที่ประดังเข้ามาอย่างรอบด้านได้ พร้อมๆ กับความล้มเหลวเชิงนโยบายที่ได้ทำผิดพลาดเอาไว้ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ก็เริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัดแบบ "น้ำลดตอผุด" เมื่อเป็นเช่นนี้ มายาแห่งอัตลักษณ์ระดับประเทศที่ผู้นำแห่งระบอบทักษิณได้พยายามสร้างภาพมาโดยตลอด ก็ย่อมเริ่มสั่นคลอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


เพราะบัดนี้ได้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ผู้นำคนนี้มุ่งแต่ความสำเร็จทางเศรษฐกิจเพื่อพวกพ้อง และครอบครัวของตนเองเท่านั้น โดยแทบไม่ใส่ใจต่อสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีของมนุษย์ และหลักนิติธรรมเลย


สิ่งที่เขาได้ทำลงไปและจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อทิศทางการพัฒนาทุนนิยมไทยในอนาคตก็คือ การที่เขาได้บูรณาการอำนาจนิยมกับบริโภคนิยมเข้าด้วยกัน จึงทำให้แทบเป็นไปไม่ได้แล้วที่ตัวเขาจะแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน และนำความยุติธรรมทางสังคมคืนกลับสู่สังคมนี้


เพราะโดยธรรมชาติของตัวทุนนิยมเอง ก็เป็นระบบเศรษฐกิจที่กระตุ้นและบุกเบิกพรมแดนแห่งกิเลสแห่งความโลภ แห่งความทะยานอยากของผู้คนให้กว้างไกลออกไปอย่างไม่มีขอบเขตจำกัดอยู่แล้ว โดยการให้ "รูป" (สินค้า-บริการ แก่ความอยาก หรือกิเลสที่เป็น "นาม" (นามธรรม ของผู้คนเหล่านั้นอยู่แล้ว


สิ่งที่ผู้นำคนนี้ได้กระทำอย่างจงใจมาโดยตลอดในช่วงห้าปีมานี้ คือการกระตุ้นความโลภ ความอยากของผู้คนให้กว้างไกลออกไปจากที่เคยมีเคยเป็น โดยการให้และสัญญาว่าจะให้ ซึ่งมันไปกระตุ้นความคาดหวังในอนาคตของผู้คนอย่างรุนแรง ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ถูกปลุกเร้าอยู่ตลอดเวลาให้คนไทยทั้งประเทศทุกระดับชั้นต่างขยายพรมแดนแห่งความโลภ ความทะยานอยากของตนออกไปอย่างไม่รู้จักพอ อย่างไม่รู้จักจบสิ้น


การขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการขยายตัวของการบริโภคภายใต้แนวทางทักษิโณมิกส์ในช่วงสี่ห้าปีมานี้ หาได้เกิดจากการเพิ่มขึ้นของระดับรายได้ของผู้คน เท่ากับ เกิดจากการมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่มีความอยากความโลภมากขึ้นของผู้คนส่วนใหญ่ที่ตกอยู่ภายใต้มนต์ขลังของผู้นำคนนี้


ในด้านหนึ่ง เขากระตุ้นความโลภของผู้คนด้วยการปลุกกระแส บริโภคนิยม ผ่านนโยบายต่างๆ ของเขา แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็ใช้ อำนาจนิยม ให้พรรคพวกของเขาแสวงหา "ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ" อย่างไม่ลืมหูลืมตา


ทุนนิยมไทยภายใต้การนำของเขาได้กลายเป็นระบบที่ทั้งควบคุม และครอบงำความโลภ ความอยากของผู้คน รวมทั้งแปรความโลภ ความอยากของผู้คนออกมาเป็น "นโยบาย" ที่สนองความโลภ ความอยากของผู้คนซ้ำแล้วซ้ำเล่า


หากทุนนิยมไทยต้องถึงคราวอับปางอีกครั้งในอนาคตอันใกล้ ก็จงรู้ไว้ด้วยเถิดว่า การล่มสลายครั้งนี้ถ้าหากเกิดขึ้น มันจะเป็นความผิดร่วมกันระหว่างผู้นำกับผู้สนับสนุนผู้นำ ซึ่งมีจำนวนหลายสิบล้านคนในประเทศนี้ จะไปโทษหรือโยนความผิดให้แก่ตัวผู้นำคนเดียวไม่ได้หรอก เพราะผู้คนส่วนใหญ่ที่ขาด "ความรู้สึกไม่มั่นใจ" ในอนาคต "จำนวนหลายล้านคนในประเทศนี้ ล้วนมีส่วนรับผิดชอบในการทำให้เกิดสภาพเช่นนี้ขึ้นมาด้วย


ภายใต้โครงสร้างแบบ "ทุนนิยมจำแลง" ของประเทศนี้ สิ่งที่ผู้นำคนนี้ได้ทำมาโดยตลอดคือ การหลงตัวเอง (Narcissism) หรือความอยากที่จะสร้างภาพตัวเองให้สูงส่งเทียมเทพยดา ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงนั้นไม่ใช่ ความหลงตัวเองประเภทนี้ถือได้ว่าเป็นที่สุดแห่งที่สุดของความทะยานอยากเท่าที่ปุถุชนคนหนึ่งจะจินตนาการฝันถึงได้แล้ว มิหนำซ้ำตัวเขายังสนองความทะยานอยากอันเป็นที่สุดแห่งที่สุดนี้ โดยใช้ "เงินของพวกเราทั้งหมด" (other people s money หรือ OPM) ด้วย


ค่าธุรกรรม (transaction cost) ที่ประเทศนี้ได้จ่ายไปเพื่อสนองความอยากที่จะโอ้อวดว่า "เรา" ทันสมัยอยู่แถวหน้าของประชาคมโลก ภายใต้นโยบายทักษิโณมิกส์นั้น สูงอย่างมหาศาล ส่วนใหญ่เป็นการใช้เงินอย่าง "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ" ไม่เพิ่มผลิตภาพ เป็นความสูญเปล่ามากกว่าความสร้างสรรค์ มุ่งสร้างภาพลักษณ์อย่างฉาบฉวยมากกว่ามุ่งที่จะยกระดับจิตสำนึก และยกระดับความสามารถในการเรียนรู้ของผู้คน


ป่วยการที่จะเอาแต่วิพากษ์ผู้นำคนนี้แล้วนั่งงอมืองอเท้าต่อไปอย่างเดิม เพราะอย่างที่ได้ชี้ให้เห็นไปแล้วว่า ต้นตอจริงๆ ของปัญหานี้มิได้อยู่ที่ตัวผู้นำคนนี้ (เขาเป็นแค่ "ตัวเร่ง" ให้ปัญหานี้รุนแรงยิ่งขึ้นเท่านั้น) ถึงผู้นำคนนี้ออกไป ผู้นำคนใหม่ที่เข้ามาแทนที่ก็คงไม่ต่างไปจากผู้นำคนนี้สักเท่าไหร่นัก หาก ปัญหา จิตวิญญาณของความเป็นไทย ที่มีความขัดแย้งระดับรากฐานยังคงดำรงอยู่ และไม่ได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงไป


หากผู้คนส่วนใหญ่ยังคงล้มเหลวในการสร้าง จิตสำนึกใหม่ เหมือนดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน


หากผู้คนส่วนใหญ่ ยังไม่ตื่นมารับรู้ความจริงว่า อะไรกำลังเกิดขึ้นภายใต้การนำของผู้นำคนนี้


หากผู้คนส่วนใหญ่ ยังขาดความกล้า ที่จะเผชิญหน้ากับคำโกหก และโฆษณาชวนเชื่อมากมายที่มาจาก มายาของอัตลักษณ์ ดังที่กำลังระบาดแพร่หลายอยู่ทุกวันนี้







 

Powered by MakeWebEasy.com