คนทรยศ (โจรเท่านั้นที่เข้าใจวิถีของโจร) รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง,รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย ผู้จัดการรายวัน 27/10/52

คนทรยศ (โจรเท่านั้นที่เข้าใจวิถีของโจร) รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง,รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย ผู้จัดการรายวัน 27/10/52


คนทรยศ (โจรเท่านั้นที่เข้าใจวิถีของโจร)

 

หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน วันที่ 27ต.ค. 52

รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง
รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย
คณะเศรษฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


พี่น้องประชาชนไทยกัมพูชาทั้งหลายโปรดฟัง. . .


“ผมมีความสัมพันธ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะเพื่อน เรามีความรักความผูกพันกันมาตั้งแต่พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนักธุรกิจ จนกระทั่งลงมาเล่นการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรี ความสัมพันธ์ของเราทั้งสองยังผูกพันเหมือนเดิมทุกอย่าง ในฐานะเพื่อน ผมมีความรู้สึกว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง ประสบเคราะห์กรรม แต่ผมกับทักษิณก็ยังเป็นเพื่อนกัน ในฐานะที่ทำประโยชน์ให้ประเทศมานาน แต่ทำไมวันนี้ถึงไม่มีแผ่นดินจะอยู่

ผมมีความรู้สึกเจ็บปวดในเรื่องนี้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนไทย ผมและคนในครอบครัวได้รับรู้เรื่องนี้ ภรรยาผมถึงกับร้องไห้ และมีความเห็นที่จะสร้างบ้านให้ พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาอยู่ในกรุงพนมเปญในฐานะเพื่อนอย่างมีเกียรติ” สมเด็จฯ ฮุนเซน กล่าว

“เขามีความเจ็บปวดในเรื่องนี้ทั้งๆที่เขาไม่ได้เป็นคนไทย และไม่ได้เป็นครอบครัวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ภริยาของสมเด็จฯ ฮุนเซน เล่าให้ฟังถึงกับร้องไห้ เขามีความจำเป็นที่จะต้องประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่าตัวเขาเองกับพ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นเพื่อนกันตลอดกาล และประเทศกัมพูชาพร้อมให้ พ.ต.ท.ทักษิณมาพำนักอาศัย วันนี้เขาได้จัดบ้านพักอย่างดี สวยงามด้วยไว้พร้อมต้อนรับพ.ต.ท.ทักษิณอย่างมีเกียรติในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง ผมมองดูในด้านความสัมพันธ์หรือหัวใจที่มีต่อเพื่อนเป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญ” พล.อ.ชวลิตกล่าว (ไทยโพสต์ 22 ต.ค.52)

23 ต.ค. 2552 18:56 น. หัวหิน ประเทศไทย (กรุงเทพธุรกิจ)


เมื่อเวลา 16.00 น. สมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากเดินทางมาถึงโรงแรมดุสิตธานีหัวหิน ซึ่งเป็นสถานที่จัดประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 15 ว่า เป็นความจริงที่ตนได้เลือก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องการขอตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับไปดำเนินคดีในไทย ตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนไทย- กัมพูชานั้น ขอให้กลับไปอ่าน มาตรา 3 ของสนธิสัญญาฯ ว่าด้วยคดีที่เป็นประเด็นทางการเมือง ที่ไม่ต้องส่งตัวกลับประเทศไทย


“รายละเอียดในข้อกฎหมายดังกล่าวผมจึงเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณสามารถอยู่ในกัมพูชาได้ ในฐานะแขกของกัมพูชาและ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของผม หากถามว่าตนทำอย่างนี้ทำไม นั่นเป็นหลายคำถามที่มีหลายคำตอบ แต่ไม่รู้ใครจะตอบคำถามได้” สมเด็จฯ ฮุนเซน กล่าวทิ้งปริศนา


ผู้สื่อข่าวถามว่า แล้วใครจะตอบ สมเด็จฯ ฮุนเซนกล่าวว่า ใครที่ตอบได้ก็ตอบไป ตนจะพยายามหาคำตอบภายใน 2-3 สัปดาห์ ข้อถามว่า ฮุนเซนกำลังพยายามช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศหรือไม่ สมเด็จฯ ฮุนเซน กล่าวว่า นี่ไม่ได้เรื่องเกี่ยวกับตน สิ่งที่ตนเองกังวลเป็นสิ่งที่ผมทำให้กับเพื่อน การเมืองภายในของไทย ควรปล่อยให้ประชาชนไทยแก้ไขกันเอง ผมจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง


“เรื่องนี้ อย่ากล่าวหา “A little Hun Sen” เป็นผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ หรือสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดง ก่อนเหตุการณ์รัฐประหาร ปี 2549 ที่ทักษิณจะมากัมพูชามีกลุ่มสนับสนุนทักษิณกลุ่มใหญ่ ดังนั้น อย่ากล่าวหาว่าตนเป็นผู้สนับสนุน” ฮุนเซนกล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า การแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ถือเป็นการแทรกแซงการเมืองภายในของไทยหรือไม่ สมเด็จฯ ฮุนเซน กล่าวและย้ำว่า นี่ไม่ใช่การแทรกแซง กิจการการเมืองของไทย แต่เป็นสิทธิภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา คนมากมายยังพูดถึงนางอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านของพม่าแล้วทำไมพูดถึงทักษิณไม่ได้ ซึ่งก็เป็นเหยื่อเหมือนกัน


คำสัมภาษณ์ดังกล่าวข้างต้นเกี่ยวข้องกับบุคคล 4 คนที่สำคัญคือ ทักษิณ ชินวัตร ฮุนเซน ชวลิต ยงใจยุทธ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หากจะวิเคราะห์ที่มาที่ไปก็คงจะต้องฉายภาพย้อนกลับไปในอดีตถึงจะได้ข้อค้นพบในอนาคต เพราะอดีตเป็นสิ่งที่ใครก็เข้าไปแก้ไขอะไรไม่ได้ อดีตไม่โกหก


สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโช ฮุนเซน ผู้อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่อายุเพียง 33 ปีและครองตำแหน่งผู้นำของประเทศกัมพูชามาตั้งแต่ พ.ศ. 2528 น่าจะเรียกได้ว่าอยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุดในบรรดาผู้นำอาเซียนในขณะนี้ และยังไม่มีทีท่าว่าจะลงตำแหน่งไปโดยง่าย


ก่อนจะได้ บรรดาศักดิ์เป็นมหาอำมาตย์ใหญ่ ฮุนเซนเป็นเด็กยากจนไม่เคยมีประวัติการศึกษาอย่างเป็นทางการในช่วงปฐมวัย แต่ปัจจุบันได้ปริญญาเอก 10 ปริญญาจากหลายสถาบันการศึกษารวมทั้ง มหาวิทยาลัยรามคำแหง และมหาวิทยาลัยราชภัฏสมเด็จเจ้าพระยา ส่วนใหญ่ทางด้านรัฐศาสตร์และการศึกษา เคยเป็นทหารของกลุ่มเขมรแดงที่มีนายพล พตเป็นหัวหน้า ต่อสู้กับฝ่ายนายพลลอนนอน แต่เมื่อเขมรแดงสามารถเข้ายึดกรุงพนมเปญได้ใน ค.ศ. 1977 ก็แยกตัวออกมาเข้ากับฝ่ายเวียดนามที่มีนายเฮง สัมรินเป็นหัวหน้าและอาศัยกำลังของต่างชาติ (เวียดนาม) เข้ามายึดอำนาจเป็นนายกฯ คนที่สองร่วมกับเจ้ารณนฤทธิ์ที่ชนะเลือกตั้งด้วยเสียงที่มากกว่าแต่ต้องยอมให้ฮุนเซน เป็นนายกฯ ร่วมเพราะฮุนเซนกำลังทหารมากกว่าและอาจก่อความไม่สงบขึ้นมาได้หากไม่แบ่งสรรอำนาจให้ อำนาจของฮุนเซนจึงเริ่มต้นและมีที่มาจากปากกระบอกปืนมากกว่าเสียงที่มีในสภา


การรัฐประหารนองเลือดเมื่อ ค.ศ. 1997 โดยฮุนเซน ทำให้ชายตาเดียวผู้นี้ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้มีอำนาจแต่ฝ่ายเดียว มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงจากการกวาดล้างผู้สนับสนุนฝ่ายเจ้ารณนฤทธิ์ มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 50 คน ทั้งจากการต่อสู้ และเสียชีวิตภายหลังจากการถูกจับกุมตัว ไม่มีการสืบสวนสอบสวนเอาผิดกับผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใดทั้งๆ ที่มีผู้เรียกร้องจำนวนมากให้ดำเนินการ เช่นเดียวกับการพิจารณาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเขมรแดงโดยศาลพิเศษระหว่างประเทศที่ฮุนเซนก็ขัดขวาง การเลือกตั้งในปีถัดมาคือ ค.ศ. 1998 โดยอาศัยเงินช่วยเหลือจากชาติตะวันตก เช่น อียู จึงเป็นเรื่องน่าขบขันเพราะ มีการออกกฎกติกาที่กีดกันพรรคอื่นๆ โดยเฉพาะพรรคเล็ก เช่น ต้องมีเงิน 10 ล้านเรียล (ประมาณ 3,000 ดอลลาห์สหรัฐ) ฝากไว้กับรัฐหากจะตั้งพรรคส่งผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้ง


การอยู่ในตำแหน่งมาหลายสมัยของฮุนเซนเริ่มเป็นปัญหาเพราะไม่สามารถสร้างความกินดีอยู่ดีให้กับประชากรกัมพูชาส่วนใหญ่ให้เกิดขึ้นได้ ขณะที่คนส่วนน้อยที่ใกล้ชิดก็เริ่มมีฐานะที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จากการเป็นทหารป่ามาเล่นกอล์ฟ การเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อ ค.ศ. 2008ที่ผ่านมา ฮุนเซน เริ่มที่จะหมดมุกในการหาเสียงจนกระทั่งต้องอาศัยประเด็นเรื่องปราสาทพระวิหารเข้ามาเพื่อให้ชนะการเลือกตั้ง


มีการขอความช่วยเหลืออย่างลับๆ กับรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช โดยนายสมัครในฐานะนายกฯ เป็นผู้ขอให้นพดล ปัทมะ ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศ ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือฮุนเซนในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 ก.ค.2551 อันเป็นการนำเอาผลประโยชน์ของชาติมาใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงของพรรคการเมืองต่างประเทศ ด้วยการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว และเป็นที่มาของการถูกชี้มูลความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่โดย ป.ป.ช .ว่า “เป็นการส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศไทยและคนไทยทุกคน” ทั้งๆ ที่ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา จุดยืนของฝ่ายไทยไม่เคยสละสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของปราสาทพระวิหารแต่อย่างใด และเป็นที่มาของประเด็นความขัดแย้งในเรื่องการขึ้นทะเบียนและพื้นที่โดยรอบที่เป็นของไทยแต่ถูกฝ่ายเขมรใช้กำลังยึดครองไปโดยอาศัยฝ่ายทหารเข้ามายันและให้ชาวบ้านเป็นผู้ครอบครองแทน


เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่บุคคลทั้งสองที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ไว้วางพระราชหฤทัยให้ดำรงตำแหน่งอันมีเกียรติจะกระทำเช่นนี้ได้


ชวลิต ยงใจยุทธ นายทหาร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ที่นำพาชาติไทยไปสู่หายนะจากการบริหารจัดการเศรษฐกิจใน พ.ศ. 2540 ทำให้คนในประเทศไทยรู้จัก IMF NPL เปิดท้ายขายของ ฯลฯ จนทำให้เกิดนักฉวยโอกาสคนใหม่ขึ้นมาจากความยากลำบากของประเทศที่ชื่อทักษิณ ชินวัตรจากการได้รับผลประโยชน์จากการลอยตัวค่าเงินบาท


ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นอดีตนายกฯ ที่ยอมกลับมารับตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิมในสมัยรัฐบาลทักษิณซึ่งแทบจะไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่ก็ไม่ได้รับความไว้วางใจจากทักษิณ ชินวัตรจนกระทั่งต้องหลุดจากวงการเมืองไปในช่วงปลายสมัยรัฐบาลทักษิณ การเข้ามาดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงอีกครั้งในรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นความผิดพลาดที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกที่อาจเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ เพราะถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดร่วมกับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และนายพัชรวาท วงษ์สุวรรณ ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในกรณี 7 ต.ค.2549 อย่างน่าอับอาย แม้จะพยายามลาออกในเช้าวันที่ 7 ต.ค. 2549และหนีไปบวชอันเป็นการหลีกหนีความรับผิดชอบหลังเกิดความเสียหายแล้วก็ตามย่อมไม่สามารถพ้นความรับผิดไปได้


การยอมกลับมารับตำแหน่งประธานพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคเดียวกับพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชนที่ถูกสั่งให้ยุบไปแล้วถึง 2 ครั้ง 2 คราอันเนื่องมาจากพฤติกรรมที่เป็นปรปักษ์กับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงหลีกเลี่ยงมิได้ที่จะเป็นการกลับมาเพื่อเอาการเมืองมาแก้ไขปัญหาชีวิตส่วนตัว เพราะด้วยวัย 77 ปีกับโทษจากข้อกล่าวหาที่อาจได้รับ ก็อาจทำให้ไม่มีเวลาในชีวิตเหลืออีกมากนักหากต้องโทษ ในขณะที่หากพิจารณาจากประวัติความสามารถในการบริหารงานบ้านเมืองจากอดีตที่ผ่านมา ไม่มีเครื่องบ่งชี้ใดเลยที่จะสนับสนุนว่าชวลิต ยงใจยุทธจะมีความสามารถที่จะเป็นนายกฯ คนต่อไปที่ประชาชนคนไทยจะไว้วางใจให้บริหารบ้านเมืองได้


การเตือนสติโดยประธานองคมนตรีว่าการเข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทยจะเป็นการสุ่มเสี่ยงทรยศต่อชาติ จึงมิใช่คำกล่าวที่เกินเลยกว่าความเป็นจริงแต่อย่างใด แต่ดูเหมือนชวลิต ยงใจยุทธจะละเลยเห็นกงจักรเป็นดอกบัวในบั้นปลายชีวิต ยินดีคบคนพาลมากกว่าจะคบบัณฑิต


การเป็นผู้นำสารจากผู้นำกัมพูชามาสื่อสารกับประชาชนไทยทั้งก่อนและหลังจากการเดินทางไปพบฮุนเซนจึงเป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่ไม่สามารถทำให้เข้าใจต่างจากที่ประธานองคมนตรีได้ให้ข้อเตือนใจไว้แล้วได้ ยิ่งไปกว่านั้นในอีก 2 วันถัดมา ฮุนเซนก็มายืนยันคำกล่าวที่ฝากมาอีกครั้งหนึ่งด้วยตนเองในดินแดนไทย สารจากฮุนเซน มีประเด็นสำคัญให้วิเคราะห์ได้คือ


1. ฮุนเซน และครอบครัว เป็นเพื่อนรัก ทักษิณ ซึ่งไม่เป็นประเด็นปัญหาแต่ประการใด แต่ระหว่างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับความสัมพันธ์ระดับประเทศ ในฐานะผู้นำของประชาชนกัมพูชา ฮุนเซนจะเลือกอะไร


อย่าลืมว่าการที่ทักษิณไม่มีประเทศจะอยู่นั้นเป็นเพราะหลายประเทศเหล่านั้นไม่ได้เลือกความสัมพันธ์ส่วนตัวมาอยู่เหนือความสัมพันธ์ระดับประเทศมิใช่หรือ หากฮุนเซน หรือ นิติภูมิ เนาวรัตน์ ไม่เข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศว่าสำคัญกว่าบุคคลอย่างไรก็ลองคิดดูง่ายๆ ว่า คนกัมพูชา 13 ล้านคนควรจะคบค้ากับคนไทย 60 ล้านคนหรือจะค้ากับทักษิณ ชินวัตรเพียงคนเดียว ประเทศส่วนใหญ่ที่เขาเลือกค้ากับประเทศไทยก็มีสถานะทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าเขมรทั้งนั้น


ทำไมผู้นำประเทศเหล่านั้นไม่เลือกความสัมพันธ์ส่วนตัวดังเช่นฮุนเซนผู้นำของคุณ หรือว่าผู้นำของคุณมีอะไรกับทักษิณ ชินวัตร ผู้ที่ฮุนเซนครั้งหนึ่งเคยกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังกบฏโทรทัศน์-มือถือเมื่อช่วงเป็นรองนายกฯ ในรัฐบาลชวลิต


2. กัมพูชากำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจอย่างร้ายแรงมากที่สุดครั้งหนึ่ง เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม หรือแม้แต่ยอดนักท่องเที่ยวที่เข้าไปชมนครวัดที่เป็นสินค้าบริการส่งออกหลักก็ลดจำนวนลง ทำให้มีรายได้เข้าประเทศน้อยลง แต่สิ่งที่ประชาชนกัมพูชาอาจไม่รู้ และ ฮุนเซนอาจไม่สนใจเพราะไม่ได้รับผลกระทบและไม่เข้าใจแม้เขาจะได้ปริญญาเอก 10 ใบก็คือ เงินตราต่างประเทศที่ประเทศกัมพูชามีอยู่ใช้นำเข้าสินค้าได้ไม่เกิน 3 เดือนเท่านั้น หากไม่มีรายได้เข้าประเทศ รัฐบาลมีงบประมาณขาดดุลรุนแรงจะมีเงินเดือนจ่ายทหารได้ตลอดหรือไม่ก็ยังไม่รู้ได้ มีการพึ่งพาเงินบริจาคจากต่างชาติเป็นแหล่งรายได้สำคัญ มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าไทยประมาณ 5 เท่า มีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่าไทยประมาณ 25 เท่า ขาดดุลการค้ากับไทยเพิ่มขึ้น แถม ส.ส.และส.ว.กัมพูชาไม่ต้องเสียภาษีเงินได้


ประชาชนกัมพูชาควรจะบอกกับฮุนเซนผู้นำของคุณว่า ประชาชนกัมพูชามีความยากลำบากมากพอแล้ว ไม่ต้องไปหาความยากลำบากที่ไหนให้เพิ่มขึ้นอีก หรือว่าผู้นำของคุณมีอะไรกับทักษิณ ชินวัตร ที่สำคัญ ฮุนเซน ผู้นำของคุณเอาเงินที่ไหนไปสร้างบ้านอย่างดีให้ทักษิณ ใช้เงินส่วนตัวหรืองบประมาณที่เป็นของส่วนรวม จะมีบ้านแบบนี้ให้กับประชาชนเช่นพวกคุณบ้างหรือไม่


3. ฮุนเซน ฉลาดที่มองการแตกแยกของประเทศไทยและใช้วิธีตอกลิ่มได้อย่างถูกที่ถูกจังหวะ อาจยกให้เป็นความสามารถของผู้นำกัมพูชาที่รู้จักฉวยโอกาสและจังหวะ แต่ก็อย่าลืมว่ามัน เป็นปรากฏการณ์ชั่วคราว ในอีกไม่ช้าความแตกแยกก็จะสิ้นสุดลงได้และจะยิ่งสิ้นสุดเร็วขึ้นหากการเมืองใหม่เกิดขึ้น


การที่ ฮุนเซนผู้นำของคุณเลือกแทงม้าทักษิณจึงเป็นทางเลือกที่แย่ที่สุด เพราะไม่มีทางที่ทักษิณ ชินวัตรจะมีโอกาสกลับมาอย่างผู้บริสุทธิ์และเข้ามามีบทบาททางการเมืองได้อีก เพราะประเทศไทยปกครองโดยนิติรัฐ ทักษิณกลับประเทศไทยได้อย่างเสรีตลอดเวลา แต่ทักษิณขลาดเกินกว่าที่จะมาเผชิญหน้าสู้กับความจริง


ประชาชนชาวไทยตื่นรู้หมดแล้วว่าทักษิณ ชินวัตรไม่ใช่คนที่รักประเทศไทย เพราะหากรักก็จะต้องเคารพต่อสถาบันทั้งหลายที่มีอยู่ มิใช่พร่ำบอกว่าเคารพเทิดทูนจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ แต่ให้ร้ายผู้ที่พระมหากษัตริย์เลือกขึ้นมาสนองงาน หรือกล่าวหาสถาบันยุติธรรมของประเทศตนเองทั้งที่ตนเองก็ใช้ประโยชน์ หากแต่ไม่ยอมรับกติกาใดที่ตนเองเสียเปรียบหรือไม่ได้ประโยชน์ ต่างหาก มาตรฐานความรักชาติระหว่างคนไทยและกัมพูชาคงไม่แตกต่างกันเป็นแน่


การให้ที่พักพิงกับทักษิณ อาจนำไปสู่การให้ที่พักพิงหรือเป็นแหล่งซ่องสุมพวกทักษิณเพื่อก่อความวุ่นวายในประเทศไทยได้โดยง่าย การแทรกแซงกิจการภายในจึงขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงมิใช่การนำเอาโวหารมาบิดเบือน ประชาชนกัมพูชาจะรับได้หรือไม่ที่ฮุนเซนผู้นำของคุณชักศึกเข้าบ้าน ลองคิดดูให้ดีอย่าตกเป็นเหยื่อโจร เพราะโจรเท่านั้นที่เข้าใจวิถีของโจร



หมายเหตุ : เป็นความเห็นของผู้เขียน ไม่ผูกพันกับหน่วยงานที่สังกัด







 

Powered by MakeWebEasy.com