ขบวนการล้มเจ้า : จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนถึงแถลงการณ์แดงสยาม(บทความเตือนสติผู้หลงผิด) 16/2/52

ขบวนการล้มเจ้า : จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนถึงแถลงการณ์แดงสยาม(บทความเตือนสติผู้หลงผิด) 16/2/52


ขบวนการล้มเจ้า : จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนถึงแถลงการณ์แดงสยาม

(บทความเตือนสติผู้หลงผิด)


หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน
16 กุมภาพันธ์ 2552
โดย รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง--รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

บัดนี้ได้เป็นที่ประจักษ์แน่ชัดแล้วว่า แถลงการณ์แดงสยาม คือใบเสร็จที่แสดงให้เห็นอย่างโจ่งแจ้งว่า ขบวนการล้มเจ้า มีอยู่จริง! ผู้เขียนขอทบทวนเรื่องราวล่าสุดของขบวนการล้มเจ้านี้อีกครั้ง


วันที่ 31 ม.ค. 52 กลุ่มคนเสื้อแดงได้จัดชุมนุมที่ท้องสนามหลวง นอกจากบรรดาขาประจำทั้งหลายแล้ว ยังมีการตั้งเต็นท์ให้ลงชื่อถวายฎีกายกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของนาย Gile Ungpakorn โดยนายจักรภพ เพ็ญแขได้เชิญนาย Gile อาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเช่นเดียวกับนายจักรภพ เพ็ญแขขึ้นปราศรัยบนเวทีท้องสนามหลวงด้วย


นาย Gile ได้ปราศรัยโจมตีโดยมีเนื้อหาบางตอนดังต่อไปนี้ “. . . เป็นเกียรติที่ได้มาร่วมกับคนเสื้อแดง . . . ประชาธิปไตยต้องมาจากประชาชน เพื่อประชาชน แต่ตอนนี้เป็น ระบบอภิสิทธิ์ เพื่อ อภิสิทธิ์ชน เราต้องช่วยกันรื้อฟื้นการเมืองภาคประชาชน เพราะการเมืองภาคประชาชนเก่ามันเน่าเหมือนปลากระป๋องเพราะไปร่วมกับพันธมิตรฯ”


ข้อความดังกล่าวข้างต้นและคำว่า “อภิสิทธิ์ชน” ได้ปรากฏอยู่ทั้งในคำปราศรัยและในกลอนที่นายจักรภพได้อ่านบนเวทีในวันดังกล่าว ในแถลงการณ์แดงสยาม และในฉากหลังบนเวทีที่กลุ่มคนเสื้อแดงไปปิดล้อมรัฐสภาเพื่อขัดขวางมิให้รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาได้ ซึ่งในฉากหลังบนเวทีดังกล่าวยังปรากฏพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระบรมราชินีนารถ อยู่บนฉากหลังที่มีเพียง 2 คำคือ “อภิสิทธิ์ชน” และ “โจ. . .” เท่านั้น


หลังจากนายGileได้ออกนอกประเทศพร้อมกับมีแถลงการณ์แดงสยามที่ออกมาเมื่อ 9 ก.พ.52 บรรดาเหล่านักวิชาการทั้งจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนและที่ไม่ใช่ที่ได้ลงชื่อเพื่อขอให้มีการยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่เกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็พากันออกตัวเหยงว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด รวมถึงกลุ่มคนเสื้อแดงที่ได้เชิญนาย Gile มาขึ้นเวทีด้วย ตอนนี้พวกนักวิชาการเหล่านี้พากันเผ่นหนีเอาตัวรอด แห่กันกระโจนหนีออกจาก “ขบวนล้มเจ้า” นี้กันอย่างจ้าละหวั่น ทั้งๆที่ผ่านมานักวิชาการกลุ่มนี้ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับขบวนการล้มเจ้านี้ในทางความคิดมาโดยตลอด ไม่มากก็น้อย


ผู้เขียนใคร่ที่จะ พิเคราะห์ให้เห็นถึงขบวนการล้มเจ้าที่ได้ดำเนินการมาอย่างเป็นระบบนับตั้งแต่ทักษิณ ชินวัตรเข้ามามีอำนาจจนถึงปัจจุบันว่ามีความเชื่อมโยงและเกี่ยวข้องกับนักวิชาการบางส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยแห่งความมืดบอดเช่น มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนนี้อย่างไรบ้าง


1.ข้ออ้างเรื่องเสรีภาพทางวิชาการ

รัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ.2550 ได้มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพของปวงชนชาวไทยไว้ในหมวดที่ 3 เช่น มาตรา 28 กล่าวไว้ว่า “บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนเท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดกับศีลธรรมอันดีของประชาชน” และในมาตรา 50 ที่ถูกใช้อยู่บ่อยๆว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการ การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ ย่อมได้รับการคุ้มครอง ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน”


เสรีภาพทางวิชาการและมาตรา 112 จึงไม่ควรจะขัดแย้งกันหากไม่มี “เจตนาพิเศษ” เพราะเสรีภาพจำเป็นต้องมาพร้อมกับขอบเขตที่จะไม่ไปละเมิดผู้อื่นๆไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญดังที่เห็นชัดแจ้งก็คือ มาตรา 8 “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่สักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้....” รวมถึงไม่ขัดกับศีลธรรมอันดีของประชาชน นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษายังได้ออก จริยธรรมของนักวิชาการ (code of ethic)ไว้เป็นแนวทางปฏิบัติของนักวิชาการอีกด้วย


ดังนั้นมาตรา 112 จึงมิใช่เรื่องของการกล่าวหาว่าเป็นแม่มดที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ เพราะเท่าที่ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่กล่าวมาข้างต้น กลุ่มคนเสื้อแดงยังมีรูปแม่นาคและผัวแม่นาคไว้ให้เอาไข่ปาโดยไม่ระบุชื่อว่าเป็นใคร ทำไมพวกนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงยังไม่ประณามการกระทำดังกล่าวหรือยังเข้าไปมีส่วนไม่ทางตรงก็ทางอ้อมในการสนับสนุนการกระทำที่ละเมิดดังกล่าว การอ้างเสรีภาพทางวิชาการเพื่อก้าวล่วงละเมิดซึ่งหากเป็นบุคคลธรรมดาก็ยังได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายหมิ่นประมาทอยู่แล้ว แต่ในกรณีนี้ยังเป็นการขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนโดยทั่วไปในสังคม ทำไมพวกนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงยังดูดายนิ่งเฉยไม่ประณาม


2.ทำไปเพื่อใคร

เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่หาก นาย Gile ผู้เป็นซ้ายไร้เดียงสา ถึงขนาดไม่รู้ว่าการที่ตนเองออกแถลงการณ์แดงสยามที่วาดหวังไว้ว่า “เราประชาธิปไตยเสื้อแดงจะเดินหน้าสร้างสังคมอารยะ สังคมใหม่ พวกอภิสิทธิ์ชนไม่มีสิทธิปล้นชีวิตศักดิ์ศรีความเป็นคนของประชาชน” นั้น นาย Gileไม่เคยคิดว่าแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงและ “เจ้านาย” ของเขาเหล่านั้นมิใช่อภิสิทธิ์ชนพันธุ์ใหม่ดอกหรือ


และ นาย Gileไม่เคยคิดว่า ทำไมพวกเราในฐานะประชาชนถึงได้ลุกขึ้นสู้เพื่อโค่นล้มระบบนายทุนสามานย์อย่างระบอบทักษิณยาวนานถึง 193 วันติดต่อกันในปีพ.ศ.2551 ก็เพราะระบบนายทุนสามานย์นี้มีประวัติปล้นความมั่งคั่งของประเทศและประชาชนมาแล้ว


การได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองนั้นไม่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างชนิด “พลิกฟ้า คว่ำแผ่นดิน” เหมือนอย่างที่หลายๆประเทศเคยประสบมา เช่น กัมพูชาสมัยนายพอลพต ที่หวังจะใช้อุดมการณ์มาร์กซิสต์ สร้างสังคมใหม่ในอุดมคติบนความทุกข์ยากของประชาชนทั้งปวงซึ่งในที่สุดแล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จแต่อย่างใด การต่อสู้สามารถทำได้อย่างเปิดเผยภายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หลายประเทศไม่เว้นแม้แต่ประเทศทุนนิยมขนาดใหญ่ก็มีพรรคฝ่ายซ้าย เช่น ญี่ปุ่นก็มีพรรคคอมมิวนิสต์ แต่พรรคเหล่านี้ก็มีอุดมการณ์ที่จะต่อสู้เพื่อความผาสุกของประชาชน


นาทีที่นาย Gile ก้าวเดินขึ้นบนเวทีของกลุ่มคนเสื้อแดง วินาทีต่อจากนั้นความเป็นซ้ายไร้เดียงสาในเชิงวิชาการของเขาก็หมดไปในบัดดลเพราะตัว นาย Gileได้เข้าไปร่วมประพฤติปฏิบัติกับกลุ่มเสื้อแดงซึ่งมีอุดมการณ์ชัดแจ้งว่ากระทำไปเพื่อใครบางคนที่ยังทำร้ายประเทศไทยจากภายนอกประเทศอยู่ มันมิใช่เป็นอย่างที่นาย Gileคาดหวังไว้แม้แต่น้อย เรื่องของ นาย Gileจึงไม่ต่างไปจากโศกนาฏกรรมของซ้ายไร้เดียงสาคนหนึ่งที่ไม่เข้าใจความเป็นไทย ไม่เข้าใจความรู้สึกของคนไทย ไม่เข้าใจบริบททางวัฒนธรรมของประเทศไทย แต่กลับคิดมาปลุกระดมคนไทยให้ “พลิกฟ้า คว่ำแผ่นดิน” อย่างอกตัญญูต่อบิดาผู้เป็นปูชนียบุคคลของประเทศนี้ในฐานะที่เป็นตัวแทนของ “ลูกจีนรักชาติ” ที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งในยุคสมัยนี้


ในทางตรงกันข้ามกลุ่มคนเสื้อแดงและนักวิชาการบางส่วนกลับมีโอกาสมากขึ้นในการใช้นาย Gileที่หลบหนีคดีไปอยู่ในอังกฤษเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับทักษิณ ชินวัตรเพราะ นาย Gile จะอาศัยความคุ้มครองจากประเทศต้นแบบประชาธิปไตยเช่นเดียวกับที่ทักษิณ ชินวัตรเคยทำก่อนหน้าที่จะถูกยกเลิกไม่ให้เข้าประเทศเพื่อแสดงทัศนคติของตนออกมา


3.นักวิชาการชีเปลือย

เป็นที่น่าสังเกตว่าการต่อสู้ของทักษิณ ชินวัตรในปัจจุบันเริ่มที่จะสะเปะสะปะไปทุกทีจากสาเหตุหลักก็คือการขาดซึ่ง “ปัญญา” เพื่อชิงการนำของมวลชน ทำให้แนวรบด้านมวลชนที่นำโดย เจ้าแก่ตัวดำ เจ้าดำจมูกบี้ และเจ้าน้ำตาลขนเกรียนไม่สามารถสร้างแนวร่วมได้เท่าที่ควร ขณะที่ด้านสภาก็พ่ายแพ้อย่างหมดรูปเพราะมีการเปลี่ยนขั้วหลังจากที่เป็นแกนนำฝ่ายบริหารมา 2 สมัยแต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้เป็นชิ้นเป็นอัน จึงได้แต่อาศัยการนับองค์ประชุมหรือตีรวนไปวันๆเท่านั้น


การออกมาทิ้งทวนของนาย Gile ภายหลังการเข้าชื่อเพื่อยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำให้การปรากฏตนของเหล่านักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนที่สอดประสานกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงก็ดี และการเคลื่อนไหวในสภาของพรรคการเมืองก็ดี ตลอดจนจุดยืนท่าทีและท่วงทำนองที่แสดงออกในห้วงเวลาที่ผ่านมาจึงถูกจับได้คาหนังคาเขาว่าเหล่านักวิชาการกลุ่มนี้แท้จริงก็คือกลไกหนึ่งของขบวนการล้มเจ้า ซึ่งมุ่งเปลี่ยนแปลงล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเป็นแนวรบสำคัญของยุทธศาสตร์ชนบทล้อมเมืองและยุทธศาสตร์มวลชนอีกด้วย


ปฏิกิริยาของนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนแต่ละคนจึงกลายเป็นเสมือนผึ้งแตกรัง บ้างก็ก่นด่าว่านาย Gileไม่มีความกล้าหาญ ทิ้งเพื่อนเอาตัวรอดไปคนเดียว บ้างก็ตะแบงว่าที่ลงชื่อไปเพราะเห็นด้วยในหลักการที่นักวิชาการต้องมีเสรีภาพแต่ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยในแนวคิดที่นาย Gile เขียนหรือบ้างก็อ้างว่ามีเหตุผลที่นาย Gile จะไม่ได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการยุติธรรม (ของไทย) ทั้งที่ตนเองสอนกฎหมายและเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่งในภาคเหนือของประเทศไทย


คุณูปการของนาย Gile ก็คือการฉีกหน้ากากของนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนอย่างล่อนจ้อนออกมาดุจดัง “ชีเปลือย” หลังจากที่นาย Gile ได้ออกแถลงการณ์แดงสยาม เปิดเผยออกมาเองว่าการเคลื่อนไหวทั้งปวงของพวกตนนั้นมุ่งหมายต่อการโค่นล้มการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


หากใครอยากรู้ว่านักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเหล่านั้นเป็นใคร ก็ให้ลองถาม นายสมเกียรติ ตั้งนโม นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ หรือ นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจจะได้คำตอบว่าเป็นใคร ทำไมจึงขี้ขลาดไม่รับผิดชอบเช่นนั้น เวลาที่เซ็นชื่อทำไมไม่อ่านก่อนหรือไง หรือว่าเป็นอีแอบที่หากเป็นผลสำเร็จก็อ้างได้ว่าเป็นผลงานของตน เป็นเสมือนกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย หรือ พรรคพลังประชาชนในอดีตที่พยายามบอกกับสังคมว่าการทุจริตเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคเป็นความผิดส่วนบุคคลไม่เกี่ยวกับตนเอง ทั้งๆที่หากไม่ถูกจับได้พวกตนเองก็ได้รับประโยชน์เต็มที่จากการทุจริต


การหลบหนีไปต่างประเทศของนาย Gile ก็ดี การถูกกระฉากหน้ากากอันจอมปลอมของนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยวคืนก็ดีเป็นบทพิสูจน์อีกบทหนึ่งถึงความอ่อนหัดไร้เดียงสา และความเป็นของเทียมของขบวนการความคิดเอียงซ้ายในประเทศนี้เท่านั้น


หมายเหตุ : เป็นความเห็นของผู้เขียน ไม่ผูกพันกับหน่วยงานที่สังกัด








 

Powered by MakeWebEasy.com