ทักษิณรำลึก(2) : อุทาหรณ์สำหรับสมุนรับใช้(บทความเพื่อเตือนสติผู้ทรยศ) 4/2 /52

ทักษิณรำลึก(2) : อุทาหรณ์สำหรับสมุนรับใช้(บทความเพื่อเตือนสติผู้ทรยศ) 4/2 /52


ทักษิณรำลึก(2) : อุทาหรณ์สำหรับสมุนรับใช้

(บทความเพื่อเตือนสติผู้ทรยศ)




หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน
4 กุมภาพันธ์ 2552
โดย รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง--รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

“เวลาฉันจะออกจากตัวบ้านไปไหนๆ...ให้เป็นที่สงสัยว่า...

ทำไม...ไอ้ตัวใหญ่จะต้องเบียดขาฉันออกไปก่อน...ทุกที...ให้เป็นที่รำคาญใจ...ไม่มีมารยาท...สอนไม่จำ.. คนจะล้ม...บางครั้งถือของไว้ในมือจนของแทบหล่น...

ตอนนี้ฉันเลิกสอนมันเรื่องที่มันเดินเบียดขาออกไปก่อนโดยไม่มีมารยาทแล้ว...เพราะเบื่อ.. .

แต่กลับมองว่า...หรือมันคงเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ ที่มีความจงรักภักดีต่อเจ้านายหรือผู้มีพระคุณ..ต้องออกไป...เคลียร์พื้นที่ ก่อนเจ้านายมา... เพื่อให้เจ้านายสะดวก สบาย ปลอดภัย..บ่งบอกว่ากตัญญู...ถ้ามันหุงข้าว...เสิร์ฟน้ำ...เสิร์ฟอาหารเบรกได้...มันคงทำแล้ว......

...มิน่าล่ะ...พฤติกรรมแบบนี้ของสุนัขกระมัง...ที่โบราณถึงเรียกว่า... “สุนัขรับใช้”

กฤษณา สำเร็จ

gotoknow.org/blog


*******************



ผู้เขียนหวังว่าท่านผู้อ่านคงยังจำกันได้ว่า


วันที่ 7 ต.ค.51 ตั้งแต่เช้าตรู่ ตำรวจได้ระดมยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อเปิดทางให้คณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาเข้าไปในรัฐสภาเพื่อฟังการแถลงนโยบายของ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ โดยมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก บางคนถึงขั้นขาขาด หรือสูญเสียอวัยวะสำคัญของร่างกาย


สมชาย วงศ์สวัสดิ์ แถลงนโยบายในวันนั้นอย่างตะกุกตะกัก และไม่มีผู้ใดจากพรรคฝ่ายรัฐบาลซักถามในสาระสำคัญของนโยบาย ไม่มีฝ่ายค้านและขาดสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่เข้าร่วมฟัง เนื่องจากได้ประกาศในช่วงเช้าตรู่วันนั้นว่าไม่อาจข้ามกองเลือดเข้าไปฟังแถลงการณ์ในสภาได้


สมชาย วงศ์สวัสดิ์ จึงเข้าไปในสภาเพื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้ครบตามพิธีกรรม เพื่อที่จะสามารถเข้าไปบริหารในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ถูกขนานนามว่า “หุ่นเชิด” ต่อไปอีกเพียง 2 เดือนเศษก็ถูกถอดออกจากตำแหน่งด้วยความน่าอับอาย และเป็นความน่าอับอายเช่นเดียวกับ สมัคร สุนทรเวช ผู้ประกาศตนอย่างชัดแจ้งว่าเป็น “นอมินี” หรือตัวแทนของทักษิณ ชินวัตร ที่ต้องออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพราะถูกศาลตัดสินว่ามีการขัดกันของผลประโยชน์ระหว่างประโยชน์แห่งรัฐและประโยชน์จากการทำกับข้าวของตนเอง


สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พร้อมด้วย นางสาวชินณิชา วงศ์สวัสดิ์ ลูกสาวที่เป็น ส.ส.ได้เดินทางออกจากรัฐสภาเป็นคนแรกๆ ด้วยการปีนรั้วและอาศัยเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจที่บินมารับ ทิ้งให้ ส.ส. และ ส.ว. ติดอยู่ในสภาจนกระทั่งถึงช่วงเย็นจึงมีการยิงแก๊สน้ำตาของตำรวจเพื่อเปิดทางให้ “ผู้ทรงเกียรติ” ทั้งหลายออกจากสภาท่ามกลาง ลูกตา แขน ขา และชิ้นส่วนอวัยวะอื่นๆ ที่ปลิวว่อน


สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้ให้การกับคณะกรรมการสอบสวนที่ตั้งขึ้นในเวลาต่อมาโดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนว่า ในช่วงเช้าก่อนแถลงนโยบายไม่ทราบว่ามีการสลายการชุมนุมโดยใช้ระเบิดแก๊สน้ำตาจากประเทศจีน จนเป็นเหตุให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บและบาดเจ็บสาหัสจำนวนมาก ทั้งเป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้ว


และเมื่อ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ แถลงนโยบายเสร็จสิ้นได้สถานะครบถ้วนของประมุขฝ่ายบริหารแทนที่จะออกคำสั่งห้ามใช้ระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าสลายฝูงชน แต่ก็หาได้กระทำเช่นนั้นไม่ ยังคงปล่อยให้มีการใช้กำลังตำรวจและยิงระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าใส่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอีกเพื่อเปิดทางให้ “ผู้ทรงเกียรติ” เหล่านั้นออกจากรัฐสภา


แม้ว่าเมื่อ “ผู้ทรงเกียรติ” ได้ออกไปหมดแล้วก็ยังคงปล่อยให้ตำรวจระดมยิงและขว้างระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าใส่ประชาชนที่กำลังจะเดินทางเข้าไปช่วยประชาชนที่ถูกล้อมอยู่ที่บริเวณรัฐสภา และที่กำลังจะเดินทางกลับไปยังบริเวณสะพานมัฆวานฯ จนเป็นเหตุให้ “ลูกสาว” ของพ่อคนอื่นอีก 1 คนต้องเสียชีวิตหลังจากที่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดที่ยังไม่ทราบสาเหตุเมื่อช่วงบ่ายก่อนหน้านี้แล้ว 1 ราย และมีการบาดเจ็บเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมากที่บริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลและลานพระบรมรูปทรงม้า


สมชาย วงศ์สวัสดิ์ไม่รู้เลยหรือว่า ตั้งแต่เช้าตรู่จรดค่ำ ประชาชนที่คุณมีหน้าที่ที่จะต้องบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้ กลับต้องบาดเจ็บล้มตาย เป็นเครื่องสังเวยการแถลงนโยบายของคุณ และ “ผู้ทรงเกียรติ” เพื่ออะไร เป็นเพราะรัฐบาลสมัคร สุนทรเวชยังไม่สามารถฟอกผิดทักษิณ ชินวัตรให้สำเร็จใช่หรือไม่ และหากไม่ใช่ตลอดห้วงเวลาที่อยู่ในตำแหน่ง ประเทศไทยได้อะไรจากคุณบ้าง


สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ทำไมไม่เรียนรู้จากบทเรียนของ สมัคร สุนทรเวช ว่าหนี้เลือดนั้นแม้ว่านานแค่ไหนก็ต้องชดใช้ ไม่คุณก็คนที่คุณรัก


ผลจากรายงานการสอบสวนฉบับนี้อีกประการหนึ่งก็คือ การกล่าวหาตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่หลายนายในเวลานั้นว่าได้กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และยังมีการให้ข้อมูลต่อสาธารณชนในลักษณะที่บิดเบือนข้อเท็จจริงตามที่ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน ไม่ว่าจะเป็นกรณีผู้ชุมนุมที่ขาขาดเพราะระเบิดปิงปองของตัวเองหรือพวกตัวเอง ทั้งที่ผู้ให้ถ้อยคำทั้งประชาชน สื่อมวลชนหลายคน และภาพที่ปรากฏตามสื่อสารมวลชนได้ยืนยันในทางตรงกันข้ามกับที่นายตำรวจท่านนี้ได้แถลง


นอกจากนี้ยังได้มีข่าวปรากฏภายหลังว่า ได้มีการอาศัยแง่มุมทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการสอบสวนความผิดของ ป.ป.ช. โดยการฟ้อง ป.ป.ช.ต่อศาลเสียก่อนเพื่อให้ ป.ป.ช. ต้องหยุดสอบสวน เพราะหากศาลรับฟ้องก็ต้องหยุดสอบ


ตำรวจในยุคทักษิณครองเมืองจึงเป็นผลพวงของระบอบทักษิณที่ติดตามมาจนถึงปัจจุบัน แตกต่างไปจากเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารร่วมรุ่นที่จบมาด้วยกันที่ส่วนใหญ่ยังอาศัยการ “รับใช้” ประชาชนเป็นหนทางไปสู่ความก้าวหน้าในชีวิตการงานของตนเอง เมื่อเทียบ “รุ่น” หรือ “ยศ” เดียวกันระหว่างตำรวจและที่มิใช่ตำรวจก็พอจะมองเห็นว่าความหรูหราอู้ฟู่นั้นอยู่ที่ใคร


วันที่ 21 ม.ค.52 หนังสือพิมพ์มติชนรายวันได้ตีพิมพ์ข้อเขียนรายงานเรื่อง “ผลงานการทำงาน” ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทั้งที่เพิ่งทำงานมาได้เพียง 3 สัปดาห์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ “มหัศจรรย์” เป็นอย่างมากที่สามารถวิพากษ์ผลงานของรัฐบาลในช่วงระยะเวลาอันสั้นขนาดนั้น และที่สำคัญก็คือ การที่กล่าวหาว่าการแต่งตั้งรัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นการตบรางวัลกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทั้งที่ในสมัยทักษิณเรืองอำนาจก็มีการทำเช่นนี้


การวิพากษ์จึงควรจะทำที่ผลงานมิใช่ที่ตัวคน เพราะนายกษิต มาทำงานเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศเพื่อประชาชนชาวไทย มิใช่ดังเช่นรัฐมนตรีคนก่อนหน้านี้ที่ปฏิบัติงานเหมือนเป็นข้าราชการเขมรหรือของใครบางคน หากผลงานนายกษิตไม่ดีจะเป็นคนของใครก็อยู่ในตำแหน่งไม่ได้


นอกจากนี้การกล่าวหางบกลางปี 2552 ว่าเป็นการหาเสียงล่วงหน้า หรือเป็นการกระจุกงบประมาณอยู่ที่หน่วยงานที่พรรคประชาธิปัตย์ดูแลนั้นเป็นการสะท้อนให้เห็นถึง “อคติ” ของหนังสือพิมพ์มติชนที่มีอยู่อย่างชัดแจ้ง อย่าลืมข้อเท็จจริงว่า งบนี้เป็นงบกลางปี นั่นคือเป็นงบที่ทำเพิ่มเติม งบส่วนใหญ่ที่เป็นหลักได้จัดทำไปในรัฐบาลก่อนหน้านี้แล้วซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามาก จะกระจุกอยู่ที่ใดทำไมไม่กล่าวหาบ้าง หรือทำไมเมื่อครบ 3 สัปดาห์แล้วรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลสมัคร หรือรัฐบาลสมชายไม่ได้รับ “เกียรติ” อย่างนี้จาก “มติชน”บ้าง


วันที่ 27 ม.ค.52 มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ ลงโทษผู้กระทำผิด เพื่อนำนิติรัฐกลับสู่สังคมไทย หลังจากที่เกิดเหตุการณ์กลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ทำร้ายร่างกาย นางเพ็ญสุวรรณ นาคะปรีชา ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อ 3 วันก่อนหน้านั้น ในขณะที่กลุ่มเสื้อแดงได้บุกเข้าไปในงานราตรีอ่างแก้ว


เป็นเรื่องน่าแปลกใจพอๆ กับที่มีผู้ปรามาสว่าหากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้เป็นนายกรัฐมนตรีก็จะมีหิมะตกที่เมืองไทย เพราะ “นิติรัฐ” ที่มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนนี้รู้จักอาจจะใช้ได้เฉพาะ “บางสี หรือบางคน” เท่านั้น หาใช่ “นิติรัฐ” ในฐานะที่เป็น rule of law ไม่ เพราะหากเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถูกทำร้าย หรือตายเพราะถูกระเบิด ทำไมไม่ออกแถลงการณ์เช่นนี้บ้าง และที่ผ่านมามหาวิทยาลัยเที่ยงคืนก็ไม่เคยออกแถลงการณ์ทำนองนี้เมื่อพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยถูกทำร้ายทั้งจากตำรวจและกลุ่มคนเสื้อแดง


สมควรแล้วที่จะโดนนักวิชาการแห่งเว็บไซต์ “ฟ้าเดียวกัน” ผู้มีฉายาที่รู้จักกันว่า “คนหัวโต” ด่าเอาว่า แถลงการณ์ฉบับนี้ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเหมือนการ “ผายลม” ของพวกที่อ้างตัวว่าเป็น “ปัญญาชนหรือนักวิชาการ” แห่งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน


วันที่ 3 ก.พ.52 กลุ่มคนเสื้อแดงได้จัดชุมนุมใหญ่ นายวีระ มุสิกพงศ์ ได้เรียกร้องรัฐบาล 4 ข้อ คือ (1)ให้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปลดนายกษิต ภิรมย์ ทันที (2) เอาผิดกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (3)ให้รับร่างหลักการ รัฐธรรมนูญของ คปพร.(ฉบับของหมอเหวง) ถ้าไม่รับให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 50 แล้วกลับไปใช้รัฐธรรมนูญปี 40 แทน และ (4) หลังยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 50ให้ยุบสภาทันที โดยรอฟังคำตอบอีก 15 วัน หากรัฐบาลไม่ดำเนินการใดๆ ก็จะมีการนัดชุมนุมอีกครั้ง โดยจะมีการชุมนุมที่ยืดเยื้อ


มีผู้ออกมาตอบโต้และวิพากษ์ค่อนข้างมาก ตัวอย่างเช่น นายกษิต ทำผิดอะไร หากนายกษิตเป็นผู้ก่อการร้ายมีอะไรเป็นอาวุธ หรือมี “ปากดี” ก็เป็นอาวุธใช้ก่อการร้ายได้ ใครเป็นผู้ออกคำสั่งหรือเป็นผู้มีอำนาจในการปิดสนามบิน เป็นนายกษิตตั้งแต่เมื่อใดหรืออย่างไร


แต่ประเด็นสำคัญที่อยากจะชี้ให้เห็นก็คือข้อเรียกร้องทั้ง 4 ข้อนี้มีข้อสำคัญเพียงข้อเดียวและมีผู้ได้ประโยชน์จากการเรียกร้องนี้เพียงคนเดียว หาใช่ประชาชนทั่วไปไม่ นั่นคือการเรียกร้องให้แก้ไขหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 50 นั่นเอง ส่วนข้ออื่นๆ จะได้หรือไม่ได้ไม่สำคัญประการใด เป็นการ rule by law ที่เอามาใช้อยู่เสมอๆ ในระบอบทักษิณ


สมมติว่ารัฐบาลยอมตามและให้เลือก จะให้รัฐบาลปฏิบัติในข้อเรียกร้องใด เพราะการที่ทักษิณ ชินวัตรถูกหอกโมกขศักดิ์ปักอกด้วยคำพิพากษาจำคุก 2 ปีจนต้องไปเป็น “ผู้กล้า” อยู่นอกประเทศมิใช่เพราะรัฐธรรมนูญปี 50 นี้ดอกหรือ นอกจากนี้ยังมีคดีที่ถูกศาลจำหน่ายคดีเพราะยังไม่ได้ตัวจำเลยมาดำเนินคดีที่ศาลอีกหลายคดีและส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นคดีพิจารณาเสร็จในศาลเดียว ไม่มีอุทธรณ์ และอัตราโทษสูงมากกว่าที่ตัดสินไปแล้ว ดังนั้นหากต้องการถอนหอกโมกขศักดิ์นี้ออก จุดเริ่มแรกก็คือการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 50 นี้เสียก่อนนั่นเอง


ข้อเรียกร้องทั้ง 4 จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นถึง แนวคิดอำนาจนิยมของผู้เรียกร้อง เพราะคิดว่าฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลสามารถแทรกแซงหน่วยงานอื่นๆ ได้ทั้งหมด ทั้งๆ ที่อำนาจการตัดสินดำเนินคดีหรือพิจารณาคดีก็ไม่ใช่ของรัฐบาล การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็มิใช่อำนาจรัฐบาลโดยตรงเช่นกัน มิหนำซ้ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อ้างถึงของ หมอเหวง ก็มิได้เสนอโดยรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้และยังถูกปฏิเสธจากรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ด้วยว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แล้วจะเรียกร้องให้รัฐบาลนี้เกี่ยวข้องเข้าแทรกแซงได้อย่างไร


ล่าสุด “ปฏิญญาเขาใหญ่” ที่ ทักษิณ ชินวัตร เพิ่งโทรศัพท์เข้ามาในการชุมนุมของสมาชิกพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 3 ก.พ.52 ที่ผ่านมาก็ไม่แตกต่างอะไรกับการระบายความอัดอั้น คับแค้นใจของ “เสือลำบาก” ที่กำลัง “จนตรอก” เข้าไปทุกทีแล้ว


เพราะเหตุนี้กระมังจึงทำให้ต้อง “มีงานเข้า” สำหรับพวกที่กำลัง “หากิน” กันตัวเป็นเกลียวจากภาวะจนตรอกของผู้เป็นนาย


ผู้เขียนรู้สึกว่า ฉากจบของหัสนิยายเรื่องนี้ใกล้จะปิดฉากเต็มทีแล้ว


**************



“เวลาที่ผมกลับมาบ้าน เจ้าแก่ตัวดำ จะต้องวิ่งรี่เข้ามาหาผม เสนอหน้า เลียแข้งเลียขาผม เพื่อหวังจะได้รับความสนใจจากผม ขณะที่เจ้าตัวใหญ่จมูกบี้จะร้องคำราม ฮึ่มแฮ่ ใส่เจ้าแก่ตัวดำ แสดงความอิจฉาริษยาของมันออกมาโดยไม่บิดบัง พอผมเผลอไปมองทางอื่น เจ้าน้ำตาลหัวเกรียน ก็ย่องเข้ามาข้างหลังลอบกัด เจ้าแก่ตัวดำ ตามนิสัยสันดานของสุนัขมัน จนผมต้องรำพึงรำพันในใจว่าธรรมชาติสุนัข มันเป็นเช่นนี้เองหนอ”

จากบันทึกของคนเลี้ยงหมา

โดย นิรนาม


หมายเหตุ : เป็นความเห็นของผู้เขียน ไม่ผูกพันกับหน่วยงานที่สังกัด








 

Powered by MakeWebEasy.com