ทักษิณรำลึก : อุทาหรณ์สำหรับคนขายชาติ 12/1 /52

ทักษิณรำลึก : อุทาหรณ์สำหรับคนขายชาติ 12/1 /52


ทักษิณรำลึก : อุทาหรณ์สำหรับคนขายชาติ


หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน
19 มหราคม 2552
โดย รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง--รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

“เขา” กำลังอยู่ที่ไหนบนโลกกว้างแต่หนทางแคบใบนี้ อาจอยู่ในดินแดนที่ร้อนระอุเพราะดวงอาทิตย์แผ่แสงแรงกล้าดุจเตาเผาถ่านที่ร้อนระอุราวกับจะหลอมทุกสิ่งให้มลาย หรืออาจอยู่ในดินแดนที่หนาวสะท้านเย็นยะเยือกไปถึงหัวใจ หรืออาจอยู่ในดินแดนไม่ใกล้ไม่ไกลกับสยามประเทศที่บัดนี้มีรัฐบาลที่ไม่ใช่หุ่นเชิดของ “เขา” และมีนายกรัฐมนตรีที่ทั้งหนุ่มและหล่อกว่า “เขา” อีก ทั้งยังมีจริยธรรมที่สูงกว่า และมีสติปัญญาที่เหนือกว่าทั้งในทางโลกและทางธรรมอย่างเห็นได้ชัด


หาก “เขา” ใช้เวลาที่ว่างมากในขณะนี้คิดทบทวนเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมาในอดีตตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อนถึงสิ่งที่ “เขา”ได้กระทำลงไปกับชาติบ้านเมืองที่ตัวเขาถือกำเนิดและให้โอกาสตัว “เขา” สร้างความมั่งคั่งจนร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี การที่ได้รับโอกาสจากพ่อแม่พี่น้องประชาชนเกือบทั้งประเทศที่เลือก “เขา” มาเป็นผู้นำประเทศ รวมทั้งฝากความหวังทั้งปวงให้แก่ผู้นำอย่าง “เขา” อย่างที่ไม่เคยมีผู้นำคนไหนในประเทศนี้ได้รับโอกาสและศรัทธาเยี่ยงนี้มาก่อน


จะมีห้วงหนึ่งในหัวใจของ “เขา” บ้างไหมที่รู้สึกแวบขึ้นมาด้วยความสำนึกเสียใจในบาปที่ตัว “เขา” ได้กระทำกับแผ่นดินนี้ ทั้งการโกงเมือง การทรยศหักหลังศรัทธาของพ่อแม่พี่น้องประชาชนและการทำให้บ้านเมืองแตกแยกอย่างรุนแรงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน


ถูกแล้ว วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2549 เมื่อ 3 ปีก่อนเมื่อ “เขา” อ้างว่าตระกูลของ “เขา” และภรรยาได้ขายหุ้นชินคอร์ปให้กับบริษัทเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ของประเทศสิงคโปร์ และนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งจุดจบของ ทักษิณ ชินวัตร และระบอบทักษิณ โดยแท้


การขายหุ้นครั้งสำคัญดังกล่าว เทมาเส็ก มิได้เข้ามาซื้อหุ้นชินคอร์ปโดยตรงจากทักษิณ ชินวัตร หากได้กระทำการซื้อขายผ่านตัวแทนทั้ง 2 ฝ่าย กล่าวคือ เทมาเส็ก ซื้อผ่านบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ ในขณะที่ ทักษิณ ชินวัตร ขายผ่านลูกของตนเองและเครือญาติ


ทำไมจึงต้องรำลึก และทำไมจึงต้องจดจำ หากถามคำถามเหล่านี้เมื่อต้นปี 2549 ก็อาจได้คำตอบว่านั่นเป็นการซื้อขายในขณะที่เหตุการณ์นี้ “เขา” ขายหุ้นผ่านลูกและเครือญาติในวงเงินกว่า 73,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าการซื้อขายสูงสุดในประเทศไทยเท่าที่เคยมีมาผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและกระทำในขณะที่ตัว “เขา” ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี


ว่า “เขา” ไม่ใช่นักธุรกิจที่ชาญฉลาด และไม่ใช่นักการเมืองอย่างที่เคยรู้จักกัน แต่เป็นนักโกงเมืองในระดับ “อภิมหาโกง” อย่างที่ไม่ปรากฏมาก่อน ผู้เขียนจะขอลำดับเหตุการณ์ในขณะนั้นเพื่อความเข้าใจดังต่อไปนี้


12 ธันวาคม 2548 - ข่าวเริ่มปรากฏในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจว่า มีการเจรจาขายหุ้นชินคอร์ปกับกลุ่มสิงค์เทล (บริษัทสื่อสารของประเทศสิงคโปร์) และไชน่าเทเลคอม (บริษัทสื่อสารของประเทศจีน) โดยทางผู้บริหารชินคอร์ปได้ปฏิเสธข่าวว่าไม่เป็นความจริง


วันศุกร์ที่ 6 มกราคม 2549 - ข้อความว่า “ไม่ทราบ ต้องไปถามลูกผม ไม่ใช่มาถามผม” หลุดออกมาจากปากของ “เขา” จากการสอบถามของนักข่าวต่อทักษิณ ชินวัตรเกี่ยวกับเรื่องการขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ป


วันพฤหัสที่ 12 มกราคม 2549 - บริษัท กุหลาบแก้ว จัดตั้งขึ้น


วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม 2549 บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จัดตั้งขึ้น


วันศุกร์ที่ 20 มกราคม 2549 - รัฐบาลประกาศใช้ พระราชบัญญัติประกอบกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) เปลี่ยนจากฉบับที่ 1 ที่ออกเมื่อ พ.ศ. 2544


วันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2549 - ตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ป


หากวิเคราะห์ตามลำดับเหตุการณ์ที่ยกมาข้างต้นจะเห็นว่ามีการเตรียมการที่จะซื้อขายเป็นอย่างดี เพราะในทันทีที่กฎหมายอนุญาต ก็มีการซื้อขายในวันทำการถัดไปทันที


ประเด็นสำคัญที่มีการวิพากษ์เป็นอย่างมากในขณะนั้นก็คือ ใครเป็นเจ้าของตัวจริงของชินคอร์ป เนื่องจากเส้นทางที่ลูกได้มาซึ่งหุ้นที่นำมาขายก่อนหน้านี้ไม่นาน ได้มาจากการซื้อมาในราคาถูกมากจากบริษัทแอมเพิลริชที่ไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นเจ้าของผู้ขายให้ เพราะหากบริษัทแอมเพิลริชเป็นของพ่อคือทักษิณ ชินวัตรที่ถืออยู่จนกระทั่งก่อนจะขายให้เทมาเส็กแล้วจึงทำธุรกรรมว่าขายให้ผ่านลูก ก็มีการขัดกันของผลประโยชน์อย่างแจ้งชัด เพราะตัวพ่อยังดำรงตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง


ในทางตรงกันข้าม ผู้ซื้อก็เป็นประเด็นปัญหาเช่นกันว่า เนื่องจากบริษัทลูกที่ชินคอร์ปถือหุ้นอยู่ เช่น AIS ไอทีวี หรือชินแซทฯ ที่เป็นเจ้าของตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมไทยคม ต่างก็เป็นกิจการที่ได้รับสัมปทานจากรัฐ หากผู้ซื้อมิได้เป็นนิติบุคคลสัญชาติไทยก็ไม่สามารถเป็นคู่สัญญาได้


ด้วยเหตุนี้จึงมีการหลบเลี่ยงจัดตั้งผู้ถือหุ้นที่เป็นตัวแทนถึง 3 ชั้น โดยบริษัทซีดาร์โฮลดิ้งส์ที่อ้างว่าเป็นนิติบุคคลไทยนั้นมีผู้ถือหุ้น 2 รายใหญ่คือ (1) หุ้นที่ถืออยู่โดยธนาคารไทยแห่งหนึ่งจำนวนร้อยละ 10 และ (2) หุ้นอีกจำนวนร้อยละ 41 ถูกถือโดยนิติบุคคลไทยชื่อ บริษัทกุหลาบแก้ว แต่เงินที่กุหลาบแก้วนำมาลงทุนกลับมีที่มาจากนิติบุคคลต่างชาติที่ให้คนไทยที่ถือหุ้นอยู่กู้ยืมมาลงทุนก่อน ในขณะที่อำนาจในการออกเสียงของผู้ถือหุ้นมิได้เป็นไปตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด กล่าวคือผู้ถือหุ้นใหญ่ที่เป็นคนไทยกลับมีสิทธิออกเสียงน้อยกว่าผู้ถือหุ้นข้างน้อยที่เป็นต่างชาติ และเป็นเหตุให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติในสมัย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส สั่งดำเนินคดีผู้ถือหุ้นคนไทยในข้อหาถือหุ้นแทนคนต่างด้าวซึ่งเป็นการผิดวัตถุ พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าวเมื่อ 24 สิงหาคม 2550


การขายหุ้นชินคอร์ปในครั้งนั้นจึงมิใช่เป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์เฉพาะการไม่ยอมเสียภาษีเงินได้แต่เพียงอย่างเดียว หากแต่มีความฉ้อฉลเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว


กลับมา ณ เวลาปัจจุบัน สถานภาพของชินคอร์ปก็ยังคงเป็นเหมือนเมื่อ 3 ปีก่อนคือมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่เพียง 2 รายคือ บริษัทซีดาร์โฮลดิ้งส์ถือหุ้นอยู่ร้อยละ 54.43 ในขณะที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติอีก 1 รายคือบริษัท แอสแพน โฮลดิ้งส์ถือหุ้นอีกร้อยละ 41.68 และมีหุ้นที่เป็น free float อยู่เพียงร้อยละ 3.76 ซึ่งไม่น่าจะคงสภาพเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ก.ล.ต. และ ตลท. ไม่คิดจะทำอะไรบ้างเลยหรือ


สิ่งที่ชวนให้คิดต่อไปก็คือ ข่าวจากหนังสือพิมพ์สเตรทไทมส์ (The Straits Times)ของสิงคโปร์เมื่อ 26 ธ.ค. 51 ที่ผ่านมาได้รายงานข่าวชิ้นหนึ่งที่น่าสนใจไว้ว่า ทักษิณ ชินวัตรได้สูญเสียเงินลงทุนไปกว่า 4.5 พันล้านดอลลาห์สหรัฐ (จาก 5 พันล้านเหลือเพียง 5 ร้อยล้านดอลลาห์สหรัฐ) อันเป็นผลมาจากการเก็งกำไรที่ผิดพลาดในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ในขณะที่ยังถูกอายัดทรัพย์สินในอังกฤษอีก 4.2 พันล้านดอลลาห์สหรัฐ


รายงานข่าวดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นจริงหรือเท็จ แต่ก็ยังไม่ได้มีการแก้ไขหรือยืนยันแต่อย่างใด แต่หากเป็นความจริง แสดงว่าจำนวนเงินที่ทักษิณ ชินวัตรซุกซ่อนเอาไว้ในต่างประเทศมีเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 9 พันล้านดอลลาห์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินบาทประมาณ 3 แสนล้านบาท (ประมาณ 1 ใน 6 ของงบประมาณประเทศไทย) และเป็นจำนวนเงินที่ไม่เคยมีการแจ้งที่มาที่ไปว่าได้มาได้อย่างไร ที่สำคัญก็คือไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่เพราะเงินจำนวนนี้อย่าว่าแต่ทำงานสุจริตเลย ต่อให้ทำงานที่ทุจริตก็ยังเป็นที่สงสัยเลยว่าทำทุจริตแบบใดจึงได้เงินมากมายขนาดนี้ ทำให้เงินที่ขายชินคอร์ปที่ คตส. อายัดไว้ 7.3 หมื่นล้านบาทกลายเป็นจำนวนน้อยไปถนัดตา


อย่างไรก็ตาม เหมือนฟ้ามีตา สวรรค์มีหู สิ่งศักดิ์สิทธิ์รับรู้ คำสาปแช่งจึงเป็นจริง เงินที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้องจากการขายชาติโกงแผ่นดินจึงมักมีอันเป็นไป ประวัติศาสตร์จึงเผยตัวตนที่แท้จริงของทักษิณ ชินวัตรออกมาอย่างล่อนจ้อน


ทักษิณ ชินวัตร มิใช่นักธุรกิจที่ชาญฉลาด เพราะกิจการส่วนใหญ่ที่เจริญเติบโตก้าวหน้าไปได้ก็เพราะการผูกขาดตัดตอน หรือกล่าวง่ายๆ ว่าหากต้องแข่งกับใครแล้วทำไม่เป็น ลองดูประวัติในอดีตที่ผ่านมาก่อนที่ตัว “เขา” จะร่ำรวย กิจการส่วนใหญ่ล้มลุกคุกคลานเพราะมีคู่แข่งหรือแม้แต่ในปัจจุบันตามข่าวข้างต้นที่ให้ไปลงทุนเองยังเจ๊งไม่เป็นท่า


ความไม่รู้จักพอใช่หรือไม่ที่ทำให้ทักษิณ ชินวัตรขายหุ้นชินคอร์ปในปี 2549 ทั้งที่ตนเองอาจมีเงินที่แอบซ่อนเอาไว้มากกว่าที่ขายชินคอร์ปไปได้หลายเท่านัก การขายหุ้นชินคอร์ปจึงไม่สมเหตุสมผลแต่ประการใด ทำไมจึงต้องขายเพื่อไปพบจุดจบทั้งที่ตนเองก็มีเงินอยู่แล้วมากกมาย หรืออาจจะเป็นเพราะมีผีห่าซาตานตนใดที่ดลบันดาลใจให้ทักษิณกระทำเช่นนั้นก็มิรู้ได้ เพราะหากไม่ขายวันนั้นทักษิณก็คงไม่มีจุดจบเช่นในวันนี้ที่ทักษิณได้สูญสิ้นแทบทุกสิ่ง ไม่ว่าชื่อเสียง เงินทอง ครอบครัว บริวาร ยศ อำนาจ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ปุถุชนทั่วไปใฝ่หาทั้งสิ้น ชะตาชีวิตเล่นตลกกับทักษิณอย่างเหลือเชื่อและยิ่งกว่านิยายเสียอีก


ทักษิณ ชินวัตร มิใช่นักการเมืองในความหมายที่เราเคยรู้จัก เพราะหากเปรียบเทียบกับคำพูดของเนวินที่ทักษิณต้องจำจนวันตายว่า “มันจบแล้วครับนาย” จะเห็นได้เลยว่า เนวิน เป็นนักการเมืองแต่ ทักษิณ ไม่ใช่ เพราะ “เขา” เป็นนักโกงเมืองและเป็นยิ่งกว่าคนขายชาติเห็นได้จากการยังให้ความสนับสนุนกลุ่มคน “เสื้อแดง” หรือการยังดึงดันจะพลิกฟ้าคว่ำดินไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลจากการแสดงออกทางโทรศัพท์ในที่สาธารณะ หรือยังแอบมีความฝันลมๆ แล้งๆ อยู่ว่าจะสามารถกลับเข้าประเทศอีกครั้งอย่างองอาจ มิใช่ในฐานะเป็นผู้ต้องคำพิพากษา แต่จะกลับมาเป็นผู้นำประเทศอีกครั้งหนึ่งให้จงได้โดยอาจไม่คำนึงว่าจะเกิดความสูญเสียกับประเทศมากน้อยเพียงใด


ผู้เขียนอยากจะใช้ตัวอย่างนี้เตือนสติผู้ทรยศทั้งหลายเอาไว้ว่า


จงปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น “มายาภาพ” ลงเถิด และขอให้นึกถึงคำพูดของเนวิน ชิดชอบ อดีตมือขวาของทักษิณที่เคยกล่าวเตือนสติเขาว่า “มันจบแล้วนาย” ให้มากๆ


จงใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของพวกคุณอย่าง “รู้ทัน” ความคิดจิตใจของตนเองให้มากๆ


จง “ดูจิต” ของตนให้กระจ่าง


จง “รู้ทุกข์” และมองเห็นตัวทุกข์ซึ่งก็คือ จิตใจที่กำลังดิ้นทุรนทุรายด้วยความอยากต่างๆ ของคุณว่า มันเป็นอนัตตา คือความไม่มีตัวตน บุคคลที่แท้จริงหรอก


จง “ตามรู้” แต่ละลมหายใจที่เหลืออยู่ของพวกคุณอย่างมีสติรู้เท่าทัน และเห็นทุกๆ อิริยาบถและทุกๆ การกระทำของพวกคุณในฐานะที่เป็น “ผู้ดู” หรือ “ผู้รู้” เฉยๆอย่างเป็นกลาง เชื่อว่าสักวันหนึ่งพวกคุณอาจจะได้คิดว่า โลกนี้คือละครโรงใหญ่ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเรื่องสมมติทั้งสิ้น ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว กฎแห่งกรรมมีจริง และไม่มีใครสามารถรอดพ้นจากกฎแห่งกรรมไปได้


คุณูปการอย่างหนึ่งของ “ทักษิณรำลึก” ที่เห็นได้ชัดก็คือ ตัวเขาและเรื่องราวของเขาเป็น “บทเรียน” สอนใจและสอนธรรมะดังกล่าวข้างต้นให้กับคนทั้งประเทศอย่างมีชีวิตชีวาและอย่างมีสีสันที่สุด อย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน


ยังไม่สายเกินไปและไม่มีวันสายเกินไปหากทักษิณคิดจะกลับตัวกลับใจคืนสู่วิถีแห่งธรรม ส่งมอบ “ตัวตน” ให้แก่ธรรมและให้ธรรมเปลี่ยนแปลงตัวตนของตน ทักษิณ ก็คือหนึ่งในสัตว์ร่วมโลกที่ร่วมเกิด ร่วมแก่ ร่วมเจ็บ และร่วมตายเหมือนกันกับพวกเราทุกคน


หมายเหตุ : เป็นความเห็นของผู้เขียน ไม่ผูกพันกับหน่วยงานที่สังกัด










 

Powered by MakeWebEasy.com