สองสมชาย ผู้ปฏิเสธ “กองทัพ และ พันธมิตร” (บทความตัวอย่างของความจอมปลอม) 1/12/51

สองสมชาย ผู้ปฏิเสธ “กองทัพ และ พันธมิตร” (บทความตัวอย่างของความจอมปลอม) 1/12/51


สองสมชาย ผู้ปฏิเสธ “กองทัพ และ พันธมิตร”


(บทความตัวอย่างของความจอมปลอม)



หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน
1 ธันวาคม 2551
โดย รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง--รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

1

ขณะที่เขียนบทความนี้อยู่ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยังเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และสมชาย ปรีชาศิลปกุล ยังเป็นคณบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนที่ไม่รู้ว่าตั้งอยู่ที่ใด

ภายใต้สถานการณ์ที่รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์เป็นผู้ถือครองอำนาจอยู่ในมือ แต่ไม่อาจใช้กลไกของรัฐให้เป็นไปตามความประสงค์ของตนเองได้แม้จะประกาศ พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินแล้วก็ตาม เหตุเพราะหมดความชอบธรรม ทำให้สภาพความเป็นผู้นำประเทศหมดลงในทางพฤตินัยอย่างสิ้นเชิง เหลือแต่เพียงในทางนิตินัยเท่านั้น แต่สถานะในทางนิตินัยดังกล่าวก็อาจเป็นต่อไปได้ไม่นาน เนื่องจากคดีความต่างๆที่จะทำให้ตนเองต้องพ้นจากความเป็นนายกฯและรัฐมนตรีกำลังงวดลงทุกที


สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ออกมาปฏิเสธ “กองทัพ และ พันธมิตร” ว่าจะไม่ลาออกหรือยุบสภา ด้วยเหตุผลว่า ตนเองมาจากการ(โกง)เลือกตั้ง(เพราะ ยงยุทธ ติยะไพรัชที่เป็นส.ส.สัดส่วนในกลุ่มของคุณก็ถูกตัดสินแล้วว่าโกงการเลือกตั้ง) ทำให้การเผชิญหน้าระหว่าง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ กับ “กองทัพ และ พันธมิตร” เริ่มเข้มข้นขึ้น เพราะความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งมิใช่มาจากการเลือกตั้งแต่อย่างเดียว หากแต่ต้องมีการปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามครรลองของประชาธิปไตยด้วย ความชอบธรรมจึงจะเกิดเพราะอาสาเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเป็นสำคัญ มิใช่เพื่อประโยชน์ของพี่เมีย ทักษิณ ชินวัตร แต่เพียงคนเดียว


ผลของการไม่สามารถใช้กลไกรัฐที่มีอยู่มาบริหารจัดการกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดอยู่ในปัจจุบันเนื่องจากเกิดอารยะขัดขืน สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และผู้สนับสุนนจึงต้องอาศัยใช้กลไก “เถื่อนนอกกฎหมาย” ไม่ว่าจะเป็น แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์ กุ๊ย หรือแม้แต่อันธพาล ซึ่งจะยิ่งทำให้สภาพความเป็นผู้นำประเทศยิ่งลดน้อยจนแทบจะไม่มีใครให้ความสำคัญอีกต่อไป เพราะคุณเป็นตัวปัญหามิใช่ทางออก


มีอย่างที่ไหนที่ผู้บริหารสูงสุดของประเทศนั่งดูสนามบินหลักปิดกว่า 1 สัปดาห์โดยไม่อาทรร้อนใจแต่ประการใด ได้แต่บินไปไหว้พระ คุยกับผู้สนับสนุนเสื้อแดง แถมไม่ยอมอยู่ในพื้นที่ปัญหาเสียอีก ไม่ได้ลงมาจัดการแก้ไขปัญหาใดๆทั้งสิ้น บอกแต่เพียงมอบอำนาจให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปทำแล้ว


ระหว่างไล่นายกฯคนเดียวกับผู้ชุมนุมอีกหลายหมื่นคน ควรไล่ใครออกมากกว่ากันปัญหานี้จึงจะสงบ คิดไม่ยากเลย


สมชายในที่นี้จึงเป็นความจอมปลอมอย่างแท้จริงตั้งแต่ต้นจนจบ



2

ใครบอกได้บ้างว่า มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน อยู่ที่ใด ซอยคาวบอย หรือ พัฒน์พงษ์ แต่กลุ่มนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนที่นำโดย สมชาย ปรีชาศิลปกุล ที่ได้แถลงการณ์ประณามการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและผู้เกี่ยวข้องที่ให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯว่าเป็นการสร้างภาวะ “มิคสัญญี” ที่ทำให้สังคมเสื่อมถึงขีดสุดนั้นก็เป็นการปฏิเสธ “กองทัพ และ พันธมิตร” ด้วยเช่นเดียวกันกับ สมชาย วงศ์สวัสดิ์


กรุงเทพธุรกิจ 27 พ.ย.51 รายงานว่า รศ.สมชาย กล่าวว่า กลุ่มนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนขอประณามการร่วมสร้างภาวะมิคสัญญีในการเคลื่อนไหวของพันธมิตร ซึ่งเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ต้องการสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นกับสังคมไทย โดยมีเป้าหมายที่สำคัญเพื่อนำไปสู่การดึงเอาอำนาจนอกระบบเข้ามาเป็นกลไกในการแก้ปัญหาดังกล่าว เห็นได้จากการเคลื่อนไหวที่สุ่มเสี่ยง การเข้ายึดสถานที่ราชการและสถานที่สำคัญต่างๆ อาทิเช่น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบและความเสียหายที่จะติดตามมาแม้แต่น้อย ทั้งหมดกำลังนำพาสังคมไทยไปสู่ความหายนะอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง


ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของพันธมิตรในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงการระดมคนเข้าร่วมโดยแกนนำพันธมิตรเท่านั้น ส่วนสำคัญเป็นผลมาจากการสนับสนุนทั้งโดยตรงและอ้อมจากบุคคล องค์กรและสื่อมวลชน ซึ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนขอประณามบุคคลและองค์กรเหล่านี้ ซึ่งได้แก่ ปัญญาชนอย่าง น.พ.ประเวศ วะสี นายเสน่ห์ จามริก คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ รวมทั้งบรรดานักวิชาการจากมหาวิทยาลัยจำนวนมาก ที่มีบทบาทในการให้ท้ายพันธมิตร กลุ่ม 40 ส.ว.และพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ทั้งที่เข้าร่วมการปราศรัยและออกมาสัมภาษณ์ผ่านสื่อ รวมถึงสื่อมวลชนอย่างไทยพีบีเอส ซึ่งผู้บริหารมีนโยบายที่เสนอข่าวแต่ด้านบวกของพันธมิตร ไม่มีการนำเสนอข่าวอย่างรอบด้าน



3

“มิคสัญญี” ที่กล่าวอ้างอาจหมายถึงภาวะที่ไม่มีความสงบเรียบร้อย ไม่นิ่ง แต่สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจลืมไปแล้วหรือไม่ว่า ไม่นิ่ง คือ นิ่ง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เสถียรภาพไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีสภาพนิ่งอยู่เสมอไป น้ำเสียคือน้ำนิ่ง ปลาเป็นต้องว่ายทวนน้ำ ปลานิ่งคือปลาตาย ตัวอย่างของความพยายามรักษาค่าเงินบาทเมื่อปลายปี พ.ศ.2539 จนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในปีพ.ศ. 2540 ก็มีที่มาจากความพยายามที่จะทำให้(อัตราแลกเปลี่ยน)เงินบาทกับเงินตราต่างประเทศ “นิ่ง” มิใช่หรือ


หากรัฐบาลในสมัยนั้นคำนึงถึงผลกระทบและความเสียหายในส่วนรวมที่จะติดตามมายอมให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทผันผวนหรือลอยตัวได้มากขึ้น ไม่ยึดติดตายตัว โอกาสในการหลีกเลี่ยงการถูกโจมตีของนักเก็งกำไรในค่าเงินบาทก็จะลดน้อยลง ความปั่นป่วนและความเสื่อมในระบบเศรษฐกิจและการเงินก็จะไม่เกิดขึ้น


ในทำนองเดียวกัน สมชาย ปรีชาศิลปกุลปฏิเสธพันธมิตรฯในหน้าที่ที่เข้ามามีส่วนร่วมโดยการอารยะขัดขืน และพยายามสร้างความชอบธรรมที่ไม่เคยมีของ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในการบริหารประเทศต่อไป ซึ่งในฐานะนักวิชาการดูจะไม่ถูกต้องทั้งในข้อเท็จจริงและตรรกะแต่ประการใด แต่ สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ในโลกความเป็นจริง ที่ดูเหมือนจะเห็นด้วยเพราะคุณกล่าวไว้ว่า “เสื้อแดง” มีส่วนสำคัญต่อการสร้างความชอบธรรมทั้งในแง่เชิงหลักการและเชิงโวหาร ทำให้รัฐบาลยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ต่อไปได้ (พันธมิตรไม่อาจปฏิวัติ รัฐบาลไม่อาจปฏิรูป, กรุงเทพธุรกิจ 27 พ.ย. 51) แต่สมชาย ปรีชาศิลปกุลและพวกมิได้สำเหนียกเลยหรือว่าส่วนใหญ่ “เสื้อแดง”จะมีตัวตนเมื่อได้เงิน


การปล่อยให้รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่เป็นรัฐบาลในระบอบทักษิณอยู่ต่อไปดูจะเป็นการทำร้ายประเทศไทยมากกว่ามิใช่หรือ เพราะสมชาย วงศ์สวัสดิ์และรัฐมนตรีของเขาไม่ได้บริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของคนส่วนรวม ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ที่เป็นรัฐบาลในระบอบทักษิณซึ่งสมชาย วงศ์สวัสดิ์และรัฐมนตรีอื่นๆในชุดปัจจุบันก็มีส่วนร่วมอยู่ด้วยเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเช่ารถเมล์ปรับอากาศที่มีมูลค่าโครงการสูงถึงเกือบ 1 แสนล้านบาท หรือ การสร้างสภาแห่งใหม่มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท หรือแม้แต่การเสียดินแดนของไทยรอบปราสาทพระวิหารที่ไม่อาจคิดเป็นมูลค่าได้ เป็นต้น


คุณจะให้พันธมิตรฯและประชาชนชาวไทยเป็น “ชาวเกาะ” วางตัวเป็นกลาง ไม่สนใจ และดูพวกเขานำพาสังคมไทยไปสู่ความหายนะ หรืออย่างไร ? ตัวอย่างในอดีต เช่น ชาวยิวที่ทำตัวเป็นกลางดูเพื่อนถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสมัยนาซี หรือ ชาวเยอรมันที่ถูกฮิตเลอร์นำเข้าสู่สงครามแห่งหายนะ ทั้งหมดล้วนมีที่มาจากแนวคิด “ชาวเกาะ” ทั้งสิ้น สมชาย ปรีชาศิลปกุล คุณเป็นนักวิชาการประเภทใด ทำไมจึงไม่สำเหนียกในเรื่องเลวร้ายเช่นนี้?


การปฏิเสธกองทัพก็เช่นเดียวกัน หากคุณหมายถึงอำนาจนอกระบบ การปฏิวัติอาจไม่ใช่ทางเลือกแรกๆของกองทัพในปัจจุบัน แต่มิได้หมายความว่าจะปฏิเสธบทบาทของกองทัพมิให้ใช้ศักยภาพที่กองทัพมีอยู่เพื่อคลี่คลายปัญหาของชาติในปัจจุบัน เพราะหากเป็นเช่นนี้จริง ดูเหมือนคุณจะกำลังสนับสนุนให้อีกสมชายหนึ่งใช้กลไก “เถื่อนนอกกฎหมาย” ใช่หรือไม่



4

การออกแถลงการณ์เพื่อประณามบุคคลและองค์กรต่างๆที่กล่าวมาข้างต้นด้วยเหตุผลเดียวที่เจอก็คือ “ให้ท้ายพันธมิตรฯ” ดูจะเป็นการใช้อคติส่วนตัวเป็นที่ตั้งมากกว่าจะทำเป็นเรื่องส่วนรวม


ในข้อเท็จจริง การข่มผู้ที่ควรข่ม และ การชมผู้ที่ควรชม น่าจะเป็นหลักการที่บุคคลและองค์กรที่คุณออกแถลงการณ์ประณาม ใช้อยู่โดยไม่ได้ดูว่าเป็นพันธมิตรฯหรือมิใช่ พูดในภาษาชาวบ้านก็คือ ว่าไปตามเนื้อผ้า การกระทำจึงเป็นเครื่องชี้ว่าควร “ข่ม” หรือ “ชม” และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการกระทำของฝ่ายตรงข้ามกับพันธมิตรฯที่คุณและพวกไม่เคยเอ่ยถึงเลย มีการกระทำตรงไหนบ้างที่สามารถนำมา “ชม” ได้


สิ่งที่ผิดพลาดไปจากข้อเท็จจริงเป็นอันมากก็คือ ทำไมลืม NBT และพรรคร่วมรัฐบาลไปได้ พวกเขาเหล่านั้นทำความดีความชอบอะไรหรือจึงรอดพ้นจากการประณามของคุณไป หรือว่านักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน สนับสนุนและชื่นชม ต่อการใช้อำนาจ “เถื่อนนอกกฎหมาย” แทนหลักนิติรัฐหรือสันติประชาธรรมที่พร่ำเพ้อออกมาจากปากอย่างสม่ำเสมอ


นี่คือตัวอย่างของแนวคิดที่เป็นพิษ ที่พยายามทำให้คนไทยเชื่อว่าสามารถอยู่กับ ทักษิณ ชินวัตรและระบอบทักษิณ ได้ในลักษณะของต่างคนต่างอยู่ไม่มีผลกระทบซึ่งกันและกัน โดยมีสื่อมวลชนทั้งที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์(ที่มีน้อยลง)และพวกที่รู้ทั้งรู้เป็นผู้สนับสนุน(ที่มีมากขึ้น) ช่างน่าละอายยิ่งนักสำหรับการกระทำแบบวิญญูชนจอมปลอมของนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนและเครือข่ายสันติประชาธรรม ที่ไม่ได้คำนึงถึงความเป็นจริงที่ว่า สังคมที่ดีไม่สามารถอยู่ร่วมกับความชั่วได้ เพราะในระบอบทักษิณ สังคมจะไม่มีมาตรฐานของความดีเป็นกติกายึดเหนี่ยวอีกต่อไป ความชั่วใช่ไหมที่จะกลายเป็นมาตรฐานของความดี


การที่เกิดแนวคิดเรื่อง ตุลาภิวัฒน์ก็ดี หรือ ประชาภิวัฒน์ก็ดี หรือ การเมืองใหม่ก็ดี ที่คุณส่อเสียดและดูแคลน ล้วนแต่มีที่มาจากกลไกการเมืองการปกครองที่เป็นเสาหลักของประเทศไม่สามารถทำงานได้ นั่นคือ สภาผู้แทน และ รัฐบาล ไม่ทำงานสนองตอบต่อความต้องการของสังคมมิใช่หรือประชาชนจึงต้องหาทางเลือกอื่น ไม่ว่าจะเป็นโดยศาล(ตุลาภิวัฒน์) หรือ โดยตนเอง (ประชาภิวัฒน์) เพราะประชาชนไม่สามารถทนอยู่กับการเมืองแบบเก่าได้อีกต่อไปแล้ว การเมืองจึงต้องออกมานอกสภาผู้แทน ออกนอกคณะรัฐมนตรี และกลายมาเป็นการเมืองข้างถนนในที่สุด


บุคคลและองค์กรที่คุณประณามไม่น่าที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบทั้งสิ่งที่ทำถูกและสิ่งที่ทำผิด แต่NBT และพรรคร่วมรัฐบาลที่คุณมิได้กล่าวถึงในแถลงการณ์เลยนั้นมีความรับผิดชอบมากน้อยเท่าใดต่อสังคมไทย หากไม่โกหกตนเองมากนักก็พอจะบอกได้ว่าแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้ การบิดเบือนข่าวสาร การโกงการเลือกตั้ง การกระทำผิดรัฐธรรมนูญ อาทิ มาตรา 190 หรือ การเข่นฆ่าประชาชนเมื่อ 7 ต.ค. 51 ที่ผ่านมาที่มีข้อสรุปไปในทิศทางเดียวกันจากคณะผู้สอบสวนหลายชุดว่า สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องรับผิดชอบ ซึ่งไม่รู้ว่าคุณและพวกไปอยู่ที่ไหนของประเทศไทย ทำไมจึงมองไม่เห็นเลยหรือว่าพวกเขาเป็นฆาตกรทั้งต่อผู้บริสุทธิ์และต่อประเทศชาติ หรือพวกคุณเป็นเพียงนักประชาธิปไตยที่มืดบอด วิพากษ์แต่การกระทำของพันธมิตรฯ ดูคล้ายจะเป็นนักวิชาการที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรม ที่เห็นกับ “หลักการ” ในตำรามากกว่า “ชีวิต”


สมชาย ปรีชาศิลปะกุล และ เครือข่ายสันติประชาธรรมทั้งหัวหงอกและหัวดำ ช่วยหาคำตอบอธิบายให้กับลูกของคุณ เจนกิจ ที่ถูกระเบิดฆ่าขณะนอนหลับอยู่ หรือ ลูกของคุณเศรษฐา ที่เชียงใหม่ ที่ถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม ว่าทำไมพ่อของพวกเขาต้องตาย หรือ ต้องยึด“หลักการ” ตามตำราไว้ก่อนเพราะสำคัญกว่า “ชีวิต” ที่ต้องตาย และเราจะอยู่อย่างสันติกับความชั่วได้อย่างไร นี่ไม่ใช่ตัวอย่างของเรื่องละครเรียกน้ำตา แต่ลองหาตำราหรือหลักการไม่ว่าจะเป็นนิติรัฐหรือสันติประชาธรรมที่คุณยึดถือไปฝากผู้ที่สูญเสียด้วยว่าหน้าไหน บทใด เขียนเอาไว้ว่าทำไมพ่อ แม่ ลูก จึงต้องพลัดพรากก่อนวัยอันควร หรือทำไมมือ เท้าของเขาผู้บริสุทธิ์จึงต้องหายไป เป็นเพราะเขาไปร่วมกับพันธมิตรฯ หรือ เป็นเพราะเขาเป็น “กองกำลังประชาชนซ่อนอาวุธ” (ประภาส ปิ่นตกแต่ง อ้างถึงคำกล่าวของชัยวัฒน์ สถาอนันต์, “หยุดคือความเสียสละ” ,ไทยโพสต์ 30 พ.ย.51)ที่ผู้เขียนไม่รู้และไม่เข้าใจว่า นอกจาก 2 มือตามธรรมชาติและ 1 มือตบแล้ว อะไรคืออาวุธที่ซ่อนอยู่? อาจเป็นสิ่งที่คุณมีหรือไม่มี เช่น “ปัญญา” ใช่หรือไม่?


สมชายและพวกในที่นี้จึงเป็นความจอมปลอมอย่างแท้จริงเช่นเดียวกัน


สองสมชายผู้ปฏิเสธ “กองทัพ และ พันธมิตร” จึงเป็นยิ่งกว่า ผู้ถ่มน้ำลายรดฟ้า เพราะการปฏิเสธ“กองทัพ และ พันธมิตร”ในขณะนี้ก็เท่ากับการปฏิเสธประชาชนนั่นเอง


นักวิชาการมีบทบาทที่สำคัญในการเป็นผู้ชี้นำทางสว่างกับสังคม หากนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนยังมองไม่เห็นความเป็นจริง ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ ผู้เขียนขอแนะนำให้เป็นมหาวิทยาลัยแบบธรรมดาทั่วไป ที่อยู่กับความสว่างทั้งกายและจิตใจจะดีกว่า


----------------------------------------------------------


เป็นความเห็นของผู้เขียน ไม่ผูกพันกับหน่วยงานที่สังกัด






 

Powered by MakeWebEasy.com