กระบี่เย้ยยุทธจักรของพันธมิตรฯ กับความจอมปลอมของนักวิชาการและสื่อมวลชนบางกลุ่ม (บทความที่ผู้รักชาติควรอ่าน) 26/11/51

กระบี่เย้ยยุทธจักรของพันธมิตรฯ กับความจอมปลอมของนักวิชาการและสื่อมวลชนบางกลุ่ม (บทความที่ผู้รักชาติควรอ่าน) 26/11/51


กระบี่เย้ยยุทธจักรของพันธมิตรฯ กับความจอมปลอมของนักวิชาการและสื่อมวลชนบางกลุ่ม

(บทความที่ผู้รักชาติควรอ่าน)

 

หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน วันที่ 26 พ.ย. 51
รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง , รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


“ขอหัวเราะเยาะเย้ยยิ้มเย้ยฟ้า
พสุธาไม่กลัวว่าข้าข่มเหง
จะเย้ยฟ้าท้าทั้งดินสิ้นยำเกรง
พันธมิตรฯบรรเลงกระบี่พิชิตมาร”

ลำนำเย้ยยุทธจักรของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

รู้มั้ยว่ากระบี่อะไรเป็นกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด ?

คำตอบก็คือ กระบี่เสี่ยงชีวิต!

บัดนี้คงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การต่อสู้แบบ “ม้วนเดียวจบ” ในศึกครั้งสุดท้ายแห่งสุดท้ายของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ด้วยการเข้าไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิอย่างสันติอหิสาของ “นักรบประชาชน” เรือนหมื่นตั้งแต่ช่วงกลางคืนของวันที่ 25 พ.ย.51 เป็นต้นมานั้นเป็นปฏิบัติการเหนือเมฆที่ลือลั่นยุทธจักรขนาดไหน

เพราะแม้แต่คนในระบอบทักษิณ โดยเฉพาะฝ่ายที่ดูแลความมั่นคงก็ยังประเมินผิดพลาดและนึกไม่ถึงว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ จะเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นไม่ประหวั่นพรั่นพรึงใดๆ ถึงเพียงนี้ ยุทธศาสตร์ม้วนเดียวจบของพันธมิตรฯ ที่ระดมมวลชนนับแสนกระจายปิดล้อมสถานที่สำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รัฐสภา ทำเนียบชั่วคราวที่สนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นสิ่งสะท้อนเป็นอย่างดีที่สุดว่ารัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไม่อยู่ในสภาพที่จะบริหารประเทศได้อีกต่อไปแล้ว

การต่อสู้ในครั้งนี้ระหว่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับรัฐบาลในระบอบทักษิณ มันเป็นเรื่องของการเลือกข้างระหว่างความถูกกับความผิด และการเลือกข้างระหว่างความดีกับความเลว หากผู้ใดเป็นผู้มีธรรมะอยู่ในใจและติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่เป็นประจำก็ย่อมตัดสินใจได้ไม่ยากว่าจะเลือกยืนอยู่ข้างใด

แต่แม้กระนั้นก็ตามก็ยังมีพวก “วิญญูชนจอมปลอม” ที่เป็นนักวิชาการและสื่อมวลชนบางส่วน ที่ได้สร้าง “วาทกรรมบิดเบือน” ขึ้นมาเพื่อโจมตีใส่ร้ายความเคลื่อนไหวและเป้าหมายในการต่อสู้ของพันธมิตรฯ ขอให้พวกเราลองมาทบทวนว่า“วาทกรรมบิดเบือน” ของ“วิญญูชนจอมปลอม” เหล่านี้เป็นอย่างไร สรุปอย่างสั้นๆได้ว่านักวิชาการและสื่อมวลชนบางส่วนพยายามทำให้คนไทยกลายเป็น “ชาวเกาะ” ที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่อชะตากรรมของบ้านเมือง

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ประเทศไทยมิได้อยู่ในโลกใบนี้แต่เพียงลำพัง การตัดต้นไม้จากป่าไม้ในประเทศไทยก็ย่อมจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของโลก แม้จะเป็นต้นไม้ที่ปลูกในประเทศไทยก็ตาม

การกระทำใดๆ ของประเทศไทยจึงมีผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ ในโลกใบนี้ ประเทศไทยหรือประเทศอื่นใดจึงมิใช่อยู่บนเกาะที่สามารถอ้างได้ว่าการกระทำของตนเองจะไม่เกี่ยวข้องกับประเทศอื่นๆ ใด ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่เป็นเกาะจริงหรือไม่ก็ตามแต่

ย้อนลงมาดูในขนาดที่เล็กลงมา คนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยก็คือคนไทย จะอยู่ในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัดก็เป็นคนไทยจะใส่เสื้อสีใดก็เป็นคนไทย ดังนั้นคนไทยจึงต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยเพราะตนเองอาศัยประเทศไทยนี้อยู่จะอ้างว่าเป็นเรื่องของคนกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องของคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือเป็นเรื่องของคนใส่เสื้อสีเหลืองแต่เพียงลำพังก็หาได้ไม่

ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมานี้ การต่อสู้ของคนใส่เสื้อสีเหลือง หรือพันธมิตรฯ ต่อการย้อนเวลาหาอดีตของทักษิณ ชินวัตร ได้ดำเนินไปอย่างเข้มข้นถึงที่สุดแล้ว การย้อนเวลาหาอดีตของทักษิณ ชินวัตรไปสู่สถานะก่อน 19 ก.ย. 49 จึงเป็นประเด็นของการต่อสู้ เพราะตัวทักษิณ ชินวัตรและระบอบของเขาต้องการสถานะเดิมกลับคืนมา สิ่งที่ทักษิณ ชินวัตรต้องการคือ ไม่ต้องการถูกปฏิวัติยึดอำนาจ ไม่ต้องการถูกเปิดโปงความเลวร้ายโดยการสอบสวนของ คตส. ไม่ต้องการถูกคำพิพากษาจำคุก 2 ปี ไม่ต้องการลี้ภัยไปอยู่นอกประเทศ ไม่ต้องการถูกถอนวีซ่าเข้าประเทศอังกฤษ ไม่ต้องการหย่าเมีย (?) และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่ใครเล่าจะมีอำนาจที่จะย้อนเวลาไปหาอดีตได้ หากไม่ใช่พระเจ้าการออกกฎหมายใดๆ เพื่อย้อนอดีตไปช่วยทักษิณ ชินวัตรเพียงคนเดียวจึงเป็นการกระทำที่ผิดธรรมชาติโดยสิ้นเชิง จริงอยู่ถึงแม้พวกสมุนรับใช้ของระบอบทักษิณจะสามารถออกกฎหมายเช่นนี้ได้ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ผลกรรมที่ทักษิณ ชินวัตรและระบอบทักษิณที่ได้ทำไว้หายไปดุจเดียวกับคำว่า “นางสาว” ของ นางพจมาน ดามาพงษ์ (ชินวัตร) ที่ไม่สามารถหวนกลับคืนสภาพมาได้แม้จะหย่าขาดจากนายทักษิณ ชินวัตรแล้วก็ตาม

ผลของการต่อสู้ที่เกิดขึ้นมานับแต่ 19 ก.ย. 49 ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ในสังคมไทยที่พยายามจะทำให้คนไทยเป็น “ชาวเกาะ” นั่นคือ การทำให้คนไทยคิดว่าการอยู่อย่างโดดเดี่ยวไม่ใส่ใจในความเป็นอยู่ของคนไทยคนอื่นๆ หรือของประเทศไทยเป็นเรื่องที่สามารถทำได้แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติเช่นกัน เพราะคนไทยก็เป็นมนุษย์ที่มิใช่ชาวเกาะ ไม่สามารถอยู่โดยไม่มีผลกระทบต่อผู้อื่นได้

พวกนักวิชาการสีขาวที่สร้างวาทกรรมที่พยายามเน้นความเป็นกลาง คือวิญญูชนจอมปลอมผู้มีส่วนขยายแนวคิดเรื่อง “ชาวเกาะ”ไปสู่สังคมไทยผ่านแนวคิดในเรื่องของ “ความเป็นกลาง” ที่ไร้แก่นสารซึ่งได้ปล่อยแนวคิดที่เป็นพิษออกมาว่าคนไทยสามารถอยู่กับทักษิณ ชินวัตรและระบอบทักษิณ ได้ในลักษณะของต่างคนต่างอยู่ไม่มีผลกระทบซึ่งกันและกันโดยมีสื่อมวลชนทั้งที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์และพวกที่รู้ทั้งรู้เป็นผู้สนับสนุนช่างน่าละอายยิ่งนักสำหรับการกระทำแบบวิญญูชนจอมปลอมของคนทั้งสองกลุ่มนี้ที่ไม่ได้คำนึงถึงความเป็นจริงที่ว่าสังคมที่ดีไม่สามารถอยู่ร่วมกับความชั่วได้เพราะสังคมจะไม่มีมาตรฐานของความดีเป็นกติกายึดเหนี่ยวอีกต่อไป

พวกคุณลองถามตนเองดูก็ได้ว่าหากปล่อยให้ทักษิณ ชินวัตรกลับมามีอำนาจ อะไรจะเป็นมาตรฐานของความดี? ความชั่วใช่ไหมที่จะกลายเป็นมาตรฐานของความดีเพราะพวกเขาประพฤติแต่ความชั่ว ดังนั้นความดีจึงต้องกลายเป็นความชั่วการไม่โกงจึงเป็นเรื่องโง่ ต้องโกงและให้จับไม่ได้จึงจะเก่ง นักการเมืองโกงจึงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้

นักวิชาการสีขาวและสื่อมวลชนบางกลุ่มจึงเป็นพวกที่คิดฝืนธรรมชาติแล้ว ยังใจมดคิดการใหญ่ไม่ได้เพราะเอาเรื่องส่วนตัวที่ไม่ชอบแกนนำพันธมิตรฯ บางคนมาเป็นตัวตั้งมากกว่าประเทศชาติ หากจะไม่ชอบพันธมิตรฯ ด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม แต่ก็ต้องคำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นหากทักษิณ ชินวัตรและระบอบทักษิณ สามารถย้อยอดีตกลับมาได้ หากพันธมิตรฯไม่ตัดสินใจลงอเวจีโดยออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน ด้วยหยดเลือดและเหงื่อแล้ว ยังต้องแลกด้วยชีวิตและอวัยวะส่วนต่างๆ อีกมากมาย ใครจะลงอเวจีแทนเล่า เพราะพันธมิตรฯ มิใช่ชาวเกาะแต่พวกคุณสิใช่เลย เพราะพวกคุณเป็นชาว-เกาะ-พันธมิตรฯที่ขลาดเขลาและเห็นแก่ตัวที่สุด

พวกคุณจะกล้าแกร่งดังเช่นพันธมิตรฯ หรือไม่ที่จะยอมเสี่ยงตายเพื่ออุดมการณ์แห่งความเป็นกลางของพวกคุณ หรือนั่นเป็นเพียงคำพูดเท่ๆ ของพวกคุณที่กินไม่ได้และใช้ไม่ได้

สังคมไทย ณ วันนี้มาถึงทางแยกที่ต้องตัดสินใจเลือกแล้วว่าจะเดินไปในทิศทางใด จะยอมสิโรราบให้กับทักษิณ ชินวัตรและระบอบทักษิณโดยหวังว่าจะอยู่เป็นชาวเกาะต่อไปหรือจะเลือกเป็นเสรีชนที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับความชั่วเพราะพวกคุณก็มีลูกหลานที่เป็นอนาคต เป็นทายาทสืบสกุลที่มิใช่ทาสในเรือนเบื้ยที่เมื่อพ่อแม่เป็นทาสแล้วลูกก็จะต้องเป็นทาสต่อไปด้วย

ดังนั้น ขอให้มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อพันธมิตรฯ ลุกขึ้นสู้อย่างตายเป็นตายแบบม้วนเดียวจบอย่างมองเห็นในภาพรวมของทั้งประเทศโดยส่วนรวม

จงอย่าได้นำแนวคิดเรื่อง “ชาวเกาะ” ที่ขลาดเขลาและเห็นแก่ตัวมาเป็นตัวตั้งเพราะการต่อสู้เปลี่ยนแปลงสังคมโดยการเปลี่ยนถ่ายจากสถานะหนึ่งไปสู่อีกสถานะหนึ่งจะไม่สามารถทำได้โดยปราศจากผลกระทบต่อผู้อื่นในสังคมเพราะเรามิได้อยู่คนเดียวในเกาะ

จงอย่าหลงผิดอย่างโง่ๆ และสิ้นคิดว่า “นี่เป็นเรื่องที่ฉันไม่เกี่ยว” “จะทำอะไรก็รีบทำให้จบๆ ไปจะได้ไปทำธุระทำมาหากินต่อ” “ทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้บ้านเมืองวุ่นวายไปหมด” หากแต่สังคมต้องพิจารณาโดยใช้ปัญญาและวิจารณญาณที่เที่ยงตรงและกล้าหาญว่าจะเลือกสนับสนุนการต่อสู้ครั้งนี้ของพันธมิตรฯ หรือไม่ หากสังคมส่วนใหญ่สนับสนุนเรื่องก็จะจบโดยเร็วไม่มีผลกระทบมาก

ในรูปธรรมที่กำลังต่อสู้อยู่ในขณะนี้ที่ไม่เอาทักษิณ ชินวัตรและระบอบทักษิณก็โดยการไล่รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ซึ่งเป็นรัฐบาลในระบอบทักษิณออกไปเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีกว่าเดิมมิใช่หรือ เพราะรัฐบาลนี้และก่อนหน้ารัฐบาลนี้ต่างก็มิได้ทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติโดยส่วนรวมแต่ประการใด หากแต่กระทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของคนเพียงคนเดียวก็คือ ทักษิณ ชินวัตร

จงอย่าหลงประเด็นในเรื่องที่มาจากการเลือกตั้งเพราะรัฐบาลนี้ก็มีที่มาที่ไม่ชอบธรรมอยู่แล้ว ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้งแต่เพียงอย่างเดียว หากอ้างว่าเป็นประชาธิปไตยทำไมไม่เลือกหัวหน้าพรรคพลังประชาชนเสียที ปล่อยให้เว้นว่างมากว่า 4 เดือนแล้วมิใช่หรือ การลาออกเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นเรื่องธรรมดาในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้มีต้นทุนอะไรมากมาย เมื่อเปรียบเทียบกับการให้อยู่ต่อเพราะท่านมิใช่เป็นเพียงคนเดียวที่ทำงานได้ และที่สำคัญการเมืองเป็นเรื่องการอาสามาทำงานให้คนส่วนใหญ่ในเมื่ออาสามาและเจ้าของอำนาจไม่พอใจไยจึงต้องอาลัยอาวรณ์นัก จงใคร่ครวญดูให้ดีจะได้เห็นภาพป่าทั้งป่าแทนที่จะเห็นเพียงต้นไม้บางต้นในป่าใหญ่

ไม่ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ของพันธมิตรฯ จะจบลงแบบใดซึ่งคงจะได้ทราบในเร็ววันนี้ แต่ประเทศไทยจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ต่อให้สังคมไทยบางส่วนยังคงมีอคติ ไม่เข้าใจ หรือแม้แต่พยายามบิดเบือนเป้าหมายการต่อสู้ของพันธมิตรฯ แต่พวกเขาก็จะกู่ร้องบทเพลง “ยิ้มเย้ยยุทธจักร” โดยเอื้อนเอ่ยพร้อมๆ กันว่า

“ฟ้าเท่านั้นที่รู้ว่า ใครผิด ใครถูก
พสุธาเท่านั้นที่รู้ว่า ใครดี ใครเลว
ณ บัดนี้ พวกข้าจะขอร่ายรำกระบี่เย้ยยุทธจักร
ให้สะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งแผ่นดิน”

ผู้เขียนอยากจะบอกพวกเขาชาวพันธมิตรฯ ว่า พวกเขา “ได้ทำสำเร็จแล้ว!”

ด้วยจิตคารวะ แด่เหล่าผู้กล้าทั้งแผ่นดินอย่างมอบให้หมดหัวใจ

หมายเหตุ : เป็นความเห็นของผู้เขียน ไม่ผูกพันกับหน่วยงานที่สังกัด






 

Powered by MakeWebEasy.com