เมื่อความจริงไล่ล่าอภิสิทธิ์ ตอนที่ 8 (9/3/2554)

เมื่อความจริงไล่ล่าอภิสิทธิ์ ตอนที่ 8 (9/3/2554)



เมื่อความจริงไล่ล่าอภิสิทธิ์ ตอนที่ 8


(9/3/2554) 




ความจริงกำลังไล่ล่าอภิสิทธิ์อย่างบ้าคลั่งว่าแย่กว่ารัฐบาลชวนเสียอีก 


       
       เพราะนายชวนยังได้เป็น “ปลัดประเทศ” แต่นายอภิสิทธิ์เป็นได้เพียงแค่ “โฆษกประเทศ” เท่านั้น


       
       การรุกล้ำเขตแดนและละเมิดอธิปไตยของไทยโดยกัมพูชาที่เป็นประเด็นปัญหาและฝ่ายไทยอยู่ในสภาพเสียเปรียบเป็นรองในทุกๆ ด้านอยู่ในขณะนี้ สาเหตุหลักก็เนื่องมาจากความไม่เป็นเอกภาพของฝ่ายไทยเป็นสำคัญ


       
       ความไม่เป็นเอกภาพในประเด็นปัญหาข้างต้น ณ ปัจจุบันได้คลี่คลายชี้ให้เห็นว่าอภิสิทธิ์และคนของเขาไม่ได้มีจุดยืนที่ชัดเจนที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามในหลายครั้งหลายกรณีกลับเอื้อผลประโยชน์ให้กับฝ่ายกัมพูชาเสียด้วยซ้ำไม่ว่าจะเป็น การไม่ยอมยกเลิกบันทึกความเข้าใจ พ.ศ. 2543 การไม่ถอนตัวออกจากภาคีมรดกโลก การไม่ผลักดันชาวกัมพูชาออกนอกดินแดนไทย หรือการปล่อยให้คนไทย 7 คนถูกจับตัวในดินแดนไทยไปขึ้นศาลกัมพูชา เป็นต้น
       


       ดังนั้นการกระทำของอภิสิทธิ์และคนของเขาจึงทำให้เกิดการขัดแย้งและโต้เถียงกับประชาชนชาวไทยในการแก้ไขเพราะข้อเท็จจริงที่เปิดเผยออกมาเป็นลำดับไม่ได้สนับสนุนว่าเป็นการกระทำที่รักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยที่อภิสิทธิ์และคนของเขามีหน้าที่ต้องกระทำแต่อย่างใด
       


       ความจริงกำลังไล่ล่าอภิสิทธิ์อย่างบ้าคลั่ง ทำให้เวลาของอภิสิทธิ์และรัฐบาลของเขาเข้ามาใกล้จุดสิ้นสุดเข้าทุกขณะ ความจริงที่กำลังจะปรากฏในไม่ช้าก็คือการเข้ามาในดินแดนไทยของกำลังทหารต่างชาติอินโดนีเซียในฐานะผู้สังเกตการณ์การหยุดยิงโดยคำเชื้อเชิญของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนนับตั้งแต่ไทยได้ให้ทหารสหรัฐฯ ถอนฐานทัพออกจากดินแดนไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน
       


       การเข้ามาสังเกตการณ์โดยคำเชื้อเชิญของทั้งสองฝ่ายก็เป็นภาษาทางการสวยหรูที่ให้เกียรติเจ้าของอธิปไตยว่าฝ่ายอินโดนีเซียมิได้มีความประสงค์จะเข้ามาหากแต่เป็นฝ่ายไทยและกัมพูชาเชื้อเชิญมาต่างหาก แต่แปลตามภาษาชาวบ้านให้เข้าใจง่ายๆ จะได้ความว่า อินโดนีเซียเข้ามาตามมติของชาวต่างชาติคืออาเซียนเพื่อกำกับดูแลมิให้มีการปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา
       


       คล้ายกับกรณีเมื่อไทยออก “หนังสือแสดงเจตจำนง” หรือ letter of intent ที่จะขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เมื่อช่วงรัฐบาลชวลิตต่อชวนในปี พ.ศ. 2540 โดยระบุจำนวนเงินที่จะขอกู้พร้อมๆ กับเงื่อนไขที่ผู้ขอกู้จะปฏิบัติ เป็นการแสดง “เจตจำนง” ของผู้ขอกู้เองว่าจะทำอะไรบ้าง ผู้ให้กู้ซึ่งมีสถานะเป็นเพียงองค์กรระหว่างประเทศมิได้มีอธิปไตยเหนือดินแดนผู้ขอกู้ และมิได้แทรกแซงหรือบังคับแต่อย่างใด แต่จะมีใครทราบบ้างว่าก่อนจะออกหนังสือดังกล่าวก็ต้องมีการปรึกษากันแล้วกับ IMF ว่าจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอะไรบ้างทางเขาจึงจะให้ความช่วยเหลือ
       


       อย่าลืมว่าไม่มีสำนักงานที่ดินโลกที่ไทยจะไปจดจำนองที่ดินประเทศไทยได้ ไม่มีศาลโลกที่จะมีขอบเขตอำนาจศาลที่จะไปบังคับให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขใดหรือยึดดินแดนใครมาได้ เพราะประเทศต่างๆ ในโลกต่างยึดถือในเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนในความปกครองของตนเองด้วยกันทั้งนั้น ต่างชาติจะเข้ามาก้าวก่ายมิได้
       


       การยินยอมให้ต่างชาติเข้ามาในดินแดนไทยแม้จะโดยการเชื้อเชิญก็นับได้ว่าไทยได้สูญเสียอธิปไตยไปแล้วใช่หรือไม่ เพราะเป็นความจริงที่อภิสิทธิ์และรัฐบาลของเขาตอบไม่ได้ว่า ทำไมต้องมีต่างชาติเข้ามาสังเกตการณ์? ไม่อนุมัติไม่เชิญให้เข้ามาได้หรือไม่? ทำไมจึงไม่เป็นเรื่องทวิภาคีระหว่างไทย-กัมพูชาตามที่อภิสิทธิ์อ้างอยู่เสมอ?
       


       ผลสืบเนื่องจากการเข้ามาของต่างชาติเพื่อ “สังเกตการณ์” ในดินแดนไทยและกัมพูชาก็คือ ตรงไหนคือดินแดนไทย ตรงไหนคือดินแดนกัมพูชา การที่อภิสิทธิ์และรัฐบาลของเขาไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติด้วยการยืนยันว่า เขตแดนไทยบริเวณเขาพระวิหารอยู่ที่เส้นสันปันน้ำที่นับจากขอบหน้าผา แม้กัมพูชาจะได้อธิปไตยเหนือตัวปราสาทไปจากคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2505 แต่ก็มิได้หมายความว่าแม้แต่ดินแดนที่ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่เป็นดินแดนกัมพูชาแต่อย่างใด หากสามารถรื้อเอาตัวปราสาทไปได้ดินแดนที่ปราสาทเคยตั้งอยู่ก็ยังต้องเป็นของไทยเพราะคำตัดสินมิได้ชี้เรื่องเขตแดนแต่อย่างใด
       


       ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่นอกเหนือการคาดหมายแต่อย่างใดว่าฝ่ายกัมพูชาจะทึกทักเอาว่านอกจากตัวปราสาทพระวิหารแล้ว ดินแดนที่อยู่โดยรอบปราสาทพระวิหารคือพื้นที่ 4.6 ตร.กม.นั้นเป็นดินแดนกัมพูชา เพราะกัมพูชาจะอ้างแต่บันทึกความเข้าใจฯ พ.ศ. 2543 ที่นำมา แผนที่ 1 ต่อ 200,000 มาใช้กำหนดเขตแดนทั้งที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง ทหารอินโดนีเซียที่มาเป็นผู้สังเกตการณ์ในดินแดนกัมพูชาจะต้องถูกนำไปประจำการในพื้นที่ดังกล่าวอย่างแน่นอน 
       


       นับจากวันนี้ถึงวันที่ต่างชาติจะเข้ามาอภิสิทธิ์จะหาทางแก้ตัวหรือแก้ไขปัญหานี้อย่างใด ความจริงกำลังไล่ล่าอภิสิทธิ์มาอย่างกระชั้นชิด
       


       การที่อภิสิทธิ์และคนของเขาดึงดันและแข็งขืนในข้อท้วงติงของภาคประชาชนและผู้รู้ซึ่งภายหลังได้กลายมาเป็นข้อเรียกร้องของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้กลายมาเป็นความจริงที่แสดงให้เป็นประจักษ์ว่าอภิสิทธิ์และคนของเขาไม่พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประเทศไทย เพราะหนทางที่พวกเขาแข็งขืนกระทำอยู่ได้ทำให้ไทยเสียประโยชน์อย่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆ กับความนิยมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ ผกผันกัน
       


       กรณีนายวีระและนางสาวราตรีที่ถูกตัดสินจำคุกโดยศาลกัมพูชาเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการไม่รักษาผลประโยชน์ของประเทศอย่างชัดแจ้ง ไม่มีรัฐบาลใดในโลกที่จะไม่ปกป้องประชาชนของตนเองเพราะที่นี่คือประโยชน์สูงสุดของชาติ มีแต่อภิสิทธิ์และรัฐบาลของเขาที่สับสนไม่รู้ว่า ระหว่างผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจกับการปกป้องประชาชนคนในชาติอะไรคือผลประโยชน์ที่ตนเองต้องพิทักษ์เป็นลำดับแรก 
       


       รัฐบาลทุกประเทศมีความชอบธรรมที่จะใช้มาตรการเท่าที่จำเป็นทุกวิถีทางที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ มาตรการที่นิยมใช้อันดับแรกๆ ของทุกประเทศทั่วโลกก็คือการกดดันด้านเศรษฐกิจหากไม่ได้ผลจึงใช้มาตรการอื่นๆ ต่อไป การปล่อยให้คนในรัฐบาลอภิสิทธิ์ดาหน้าออกมาให้ร้ายกับคนไทย 7 คนที่ถูกกัมพูชาจับไปก็ดี การปล่อยให้ประชาชนในประเทศตนเองต้องถูกคุกคามจากกองกำลังต่างชาติในดินแดนตนเองดังที่ชาวบ้านภูมิซรอลเผชิญอยู่ก็ดี ล้วนแต่เป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นถึงการไม่ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ
       


       แม้จะมีการใช้กำลังจับตัวคนไทยไปขึ้นศาลกัมพูชา มีการใช้อาวุธยิงทำร้ายคนไทยในดินแดนไทย แต่อภิสิทธิ์และรัฐบาลของเขากลับละเลยมาตรการกดดันพื้นฐานเบื้องต้นทางเศรษฐกิจไปอย่างมีข้อกังขา เช่น การปิดด่าน การระงับความช่วยเหลือ หรือคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเมื่อชายแดนจุดหนึ่งเกิดปะทะยิงกันอย่างรุนแรง แต่กลับไม่ตอบโต้ปล่อยให้มีการค้าขายในจุดอื่นๆ ตามปกติราวกับว่าเป็นชายแดนคนละประเทศไม่มีความเกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด ดูตัวอย่างจากพม่าก็ได้ว่าการปิดด่านประท้วงไทยเขาทำได้ง่ายดายขนาดไหน พฤติกรรมของอภิสิทธิ์และคนของเขาจะปฏิเสธว่าได้พิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติได้อย่างไร
       


       ทักษิณและรัฐบาลหุ่นเชิดของเขาที่อาจเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของ “ทักษิโณมิกส์ เวอร์ชัน 1.1 และ 1.2” ซึ่งถูกกล่าวหาจากอภิสิทธิ์และคนของเขาว่าเป็นรัฐบาลขายชาติทั้ง 2 รัฐบาลก็เพราะกระทำทุกอย่างเพื่อทักษิณและพวกพ้องไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติไทย แต่ความจริงที่ไล่ล่าอภิสิทธิ์อยู่ในขณะนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า อภิสิทธิ์และคนในรัฐบาลของเขาก็ไม่ต่างอะไรกับรัฐบาลในระบอบทักษิณแต่อย่างใด อะไรที่ระบอบทักษิณทำ อภิสิทธิ์และคนของเขาก็ทำเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น “ประชานิยม” ก็ถูกเกทับด้วย “ประชาวิวัฒน์” ที่ไม่แตกต่างกันแต่อย่างใด อภิสิทธิ์และรัฐบาลของเขาจึงเป็น “ทักษิโณมิกส์ เวอร์ชัน 1.3” เพราะไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติเช่นกัน 
       


       ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเลือกผู้นำที่แย่ทั้งคู่ระหว่าง “คนโกงแต่ทำงานเป็น” เช่นทักษิณ กับ “คนที่ช่วยคนอื่นโกงและทำงานไม่เป็น” เช่นอภิสิทธิ์แต่อย่างใด ตื่นเถิดเปิดตา เพราะคนดียังมีอยู่อีกมาก









Powered by MakeWebEasy.com