เมื่อความจริงไล่ล่าอภิสิทธิ์ ตอนที่ 1 (19/1/2554)

เมื่อความจริงไล่ล่าอภิสิทธิ์ ตอนที่ 1 (19/1/2554)


เมื่อความจริงไล่ล่าอภิสิทธิ์

(19/01/2554)



อภิสิทธิ์คนเก่งและรัฐบาลของเขากำลังโดนความจริงไล่ล่า เพราะพ่ายแพ้ทางการเมืองอย่างหมดรูปต่อทรราชฮุนเซน สมควรเอาผ้าขาวมาปูกราบเพื่อขอความกรุณาเสียยังดีกว่า

       
       บ้านเมืองเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ เมื่ออภิสิทธิ์ “เล่นการเมือง” ไม่ซื่อตรงต่อผลประโยชน์ของประเทศจึงถูกการเมืองเล่นงานและมาเร็วกว่าที่คิด
       

       ปัญหาเรื่องเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชาทั้งเรื่องปราสาทพระวิหารและการจับคนไทย 7 คนเมื่อเร็วๆ นี้ก็คล้ายกับการต่อสู้ระหว่างเวียดนามเหนือกับสหรัฐฯ ในอดีตที่ผ่านมา เพราะการต่อสู้มิได้ชี้ขาดที่แนวรบในเวียดนามแต่เพียงลำพัง หากแต่ตัดสินชี้ขาดที่วอชิงตันเมืองหลวงของสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน
       

       กัมพูชาก็คล้ายกับเวียดนามเหนือที่ไม่มีศักยภาพทางทหารในด้านใดเลยที่จะเปรียบเทียบกับคู่ต่อสู้เช่นไทยได้ แต่การต่อสู้ก็มิได้ชี้ขาดที่ศักยภาพกำลังทหารแต่เพียงอย่างเดียว เวียดนามเหนือได้ขยายแนวรบสร้างแนวการต่อสู้ทางการเมืองในบ้านของสหรัฐฯ เองและสามารถเอาชนะแนวรบในด้านนี้ได้ ดังนั้นการเอาชนะทางการทหารของเวียดนามเหนือในภายหลังจึงเป็นผลติดตามต่อเนื่องจากการเอาชนะทางการเมืองเป็นชัยชนะทางยุทธศาสตร์ที่สร้างความได้เปรียบให้กับทางการทหาร หากประชาชนในประเทศต่อต้านสงครามที่รัฐบาลก่อ ชัยชนะก็ไม่เกิด
       

       ดังนั้นการที่กัมพูชาบังอาจเข้ามาอ้างเอาดินแดนชายแดนว่าเป็นของตนในบริเวณปราสาทพระวิหารทั้งที่ไม่เคยอ้างมาก่อนหน้ากว่า 40 ปีนับแต่คำตัดสินของศาลโลกเมื่อปี พ.ศ. 2505 หรือการแสดงอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนไทยด้วยการจับคนไทย 7 คนไปดำเนินคดีข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมายก็เพราะแนวรบทางการเมืองที่กรุงเทพฯ กัมพูชาเป็นฝ่ายได้เปรียบรัฐบาลไทย ฮุนเซนสามารถเอาชนะควบคุมสถานการณ์การต่อสู้ทางการเมืองของรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้อย่างเป็นต่อก็ไม่เป็นการกล่าวที่เกินเลยแต่อย่างใด ไม่ต้องยิงปืนสักนัดรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็พ่ายแพ้ไปแล้ว กำลังความเหนือกว่าด้านการทหารที่ไทยมีก็เหมือนไม่มี
       

       เวียดนามเหนือสามารถเอาชนะทางการเมืองต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ในบ้านของสหรัฐฯ เองได้ก็เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนสหรัฐฯ สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลตนเองได้ ประชาชนสหรัฐฯ ไม่รู้จะไปรบที่เวียดนามเพื่ออะไร
       

       การไม่ยอมเผชิญหน้ากับความจริงทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่สามารถเรียกร้องให้สังคมสนับสนุนแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาลในเรื่องเขตแดนกับกัมพูชาได้ จะให้คนไทยสนับสนุนการใช้บันทึกความเข้าใจฯ 2543 ก็ต้องทำให้เห็นว่า “มัน” มีประโยชน์กับคนไทย
       

       อภิสิทธิ์และคนในรัฐบาลของเขาก็เช่นเดียวกับรัฐบาลสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรในกรณีอิรักที่ปกปิดและให้ข่าวที่เป็นเท็จกับประชาชนของตนเองว่าอิรักเป็นภัยเพราะมีอาวุธที่มีศักยภาพทำลายล้างสูง เช่น อาวุธนิวเคลียร์ หรืออาวุธชีวภาพ อยู่ในครอบครอง
       

       ภายหลังการจับกุมคนไทยทั้ง 7 คนไปไม่เกิน 48 ช.ม. รัฐมนตรีกลาโหม ประวิตร รัฐมนตรีต่างประเทศ กษิต ต่างก็ดาหน้าออกมาแถลงข่าวในลักษณะที่ว่าคนไทยทั้ง 7 คนล่วงล้ำดินแดนกัมพูชาทั้งๆ ที่หากเขตแดนมีความชัดเจนจนทำให้ “มองปั๊บรู้ปุ๊บ” ขนาดนั้นทำไมจึงต้องมาทำการพิสูจน์ทราบความถูกต้องของหลักเขตแดนทั้ง 73 หลักขึ้นใหม่ตามบันทึกความเข้าใจฯ 2543
       

       ข้อเท็จจริงในภายหลังที่ภาคประชาชนหลายๆ ฝ่ายออกมาเปิดเผยก็ปรากฏว่า ไม่ได้มีการค้นหาความจริงให้เห็นเป็นประจักษ์เสียก่อนที่จะให้ข่าวแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามกลับมีหลักฐานสนับสนุนอย่างชัดเจนว่าทั้ง 7 คนถูกจับในดินแดนที่มีการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินโดยประเทศไทยแต่ถูกกัมพูชายึดเอาไปเจ้าของทำกินไม่ได้ หรือเป็นดินแดนไทยที่เอื้อเฟื้อให้สหประชาชาติทำเป็นค่ายผู้ลี้ภัยเมื่อคราวกัมพูชารบกันเอง แต่ก็มิได้รับการชี้แจงหรือสนองตอบอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลแต่อย่างใด มีแต่เด็กเมื่อวานซืน เช่น ศิริโชคออกมาจับผิดข้อมูล
       

       ท่าทีของทางการไทยในการยอมรับอธิปไตยกัมพูชาเหนือดินแดนที่มีข้อพิพาทด้วยการยอมรับอำนาจศาลกัมพูชาเพื่อหวังจะขออำนาจรัฐบาลกัมพูชานำเรื่องขออภัยโทษ จึงมิได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงหรือผลประโยชน์ของประเทศไทยแต่อย่างใด เป็นเพียงแต่การขายผ้าเอาหน้ารอดแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ยอมให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วอย่างนี้จะแสวงหาการสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาลจากฝ่ายประชาชนไปได้อย่างไร อภิสิทธิ์และรัฐบาลของเขามีความลับอะไรปิดบังประชาชนอยู่หรือ? หน้าที่ของคุณคือรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญตามที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ หากไม่กระทำก็ถือว่าตระบัดสัตย์
       

       อย่าเข้าใจผิดว่าความเป็นอันหนึ่งอันเดียวที่เรียกว่าการปรองดองหรืออะไรก็ตามแต่จะต้องเชื่อฟังรัฐบาลแต่เพียงอย่างเดียว ใครที่เคลื่อนไหวหรือคิดต่างก็ไม่รักชาติ ทำให้เกิดความแตกแยก ทำให้รัฐบาลดำเนินการยากขึ้น การคิดต่างทำให้สังคมตกผลึกทางความคิด ไม่หลงผิดหลงเชื่ออะไรโดยง่าย และจะได้แนวทางการแก้ไขเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
       

       อภิสิทธิ์อ้างอยู่เสมอๆ ว่า บันทึกความเข้าใจที่ทำระหว่างไทยกัมพูชาเมื่อปี พ.ศ. 2543 มีประโยชน์กับประเทศไทยในการจัดการเรื่องดินแดนและยึดถือเป็นคัมภีร์ในการดำเนินการเรื่องเขตแดนนี้มาโดยตลอด แต่อภิสิทธิ์และคนในรัฐบาลของเขาก็ไม่สามารถอธิบายให้ประชาชนผู้ที่เห็นต่างให้เข้าใจด้วยเหตุและผลว่าบันทึกความเข้าใจฯ 2543 ดังกล่าวมีประโยชน์อย่างใดกับประเทศไทย เพราะข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่ปรากฏต่อสาธารณชนมาโดยตลอดก็คือ กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดเงื่อนไขในบันทึกความเข้าใจฯ 2543 มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการไม่เปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ แต่กลับผูกมัดฝ่ายไทยมิให้ใช้กำลังในการขับไล่ออกจากพื้นที่ที่ยังเจรจาตกลงไม่ได้
       

       กรณีจับคนไทย 7 คนจึงเป็นข้อพิสูจน์ที่ดีที่ชี้ให้เห็นว่ากัมพูชามิได้ใส่ใจแม้แต่จะใช้กลไกของบันทึกความเข้าใจฯ 2543 ในการแก้ไขปัญหา กลับถือเอาเองว่าตนเองมีอธิปไตยเหนือดินแดนทั้งหมดที่กำลังเจรจาอย่างสมบูรณ์ กลไกการเจรจาเป็นเพียงแต่พิธีกรรมที่รัฐบาลอภิสิทธิ์จะต้องเห็นพ้องกับกัมพูชาเท่านั้นไม่สามารถเป็นอื่นไปได้
       

       การจับกุมคนไทยของฝ่ายกัมพูชาจึงมีแต่ได้กับได้ เพราะสามารถหาหลักฐานมาพิสูจน์ความมีอธิปไตยเหนือดินแดนที่กำลังเจรจาที่ฝ่ายไทยยอมรับอย่างปฏิเสธได้ยาก แม้จะเป็นคดีส่วนบุคคลที่ผลคำพิพากษาไม่ผูกพันทางการ แต่จากการที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่พยายามพิสูจน์ข้อเท็จจริงหรือต่อสู้ในเรื่องการล้ำแดนว่าถูกจับในดินแดนไทย หรือไม่ใช้อธิปไตยที่ไทยมีอยู่อย่างสมบูรณ์ที่จะดำเนินการปกป้องดินแดนไทย และคนไทยต่างหากที่จะเป็นฝันร้ายในอนาคตเป็นเชือกที่รัดคอตนเองต่อไป
       

       อภิสิทธิ์คิดหรือไม่ว่าแม้จะได้ประกันตัว คนทั้ง 7 ก็ยังอยู่ในกัมพูชา อนาคตจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับฮุนเซน อภิสิทธิ์จะต้องเอาอะไรไปเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนอีกบ้างในอนาคตเป็นเรื่องไม่ยากที่จะคาดเดา
       

       ความจริงกำลังไล่ล่าอภิสิทธิ์ ดังนั้นหากบันทึกความเข้าใจฯ 2543 ดังกล่าวมีประโยชน์กับฝ่ายไทยที่ควรยึดถือ เพราะขัดขวางทำให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหารไม่ได้ เหตุที่ควรคำนึงก็คือทำไมฝ่ายกัมพูชาจึงยอมรับและไม่พยายามยกเลิกสิ่งที่เป็นอุปสรรคของตนเอง
       

       การที่กัมพูชาสามารถจับกุมคนไทยไปขึ้นศาลกัมพูชาได้ก็เพราะบันทึกความเข้าใจฯ 2543 นี้มิใช่หรือ ทำไมฝ่ายไทยจึงต้องเคารพข้อตกลงในขณะที่ฝ่ายกัมพูชาละเมิด หากไม่มีกัมพูชาจะเอาหลักฐานอะไรมาแสดงอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน
       

       การที่อภิสิทธิ์และคนในรัฐบาลของท่านถูกกล่าวหาว่าไม่พยายามปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยก็เพราะไม่เปิดเผยความจริงกับประชาชน เอาแต่อ้างว่าปกป้องโดยอาศัยช่องทางความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่แสวงหาความจริง ไม่ยอมมีจุดยืนหรือท่าทีที่ชัดเจน ถ้าอภิสิทธิ์มั่นใจว่าคนไทยทั้ง 7 คนถูกจับในดินแดนกัมพูชาก็ต้องให้ความจริงกับประชาชน เปิดเผยหลักฐานออกมา เพราะอย่างไรเสียฮุนเซนก็มีอำนาจเหนือชะตากรรมคนไทยทั้ง 7 คนโดยสมบูรณ์มิใช่อภิสิทธิ์แต่อย่างใด อย่าอ้างเหตุผลข้างๆ คูๆ เพื่อแก้ตัวอีกเลย
       

       สำหรับพลเมืองเข้มแข็ง การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันที่ 25 ม.ค. 54 ที่จะถึงนี้เป็นภารกิจทางประวัติศาสตร์ที่กระทำเพื่อจารึกไว้ในแผ่นดินว่า อภิสิทธิ์และรัฐบาลของเขากำลังทำให้ประเทศไทยสูญเสียดินแดนและอธิปไตยเหนือดินแดนเพราะการดื้อดึงถือดีอย่างไม่มีเหตุและผล ไม่ฟังเสียงทักท้วง จะเป็นความจริงและเป็นอนาคตที่ไล่ล่าอภิสิทธิ์และรัฐบาลของเขา เหตุการณ์จับตัวคนไทยเป็นเพียงอุบัติเหตุที่ตอกย้ำ
       

       25 ม.ค. 54 ที่จะถึงนี้จะมีผู้เข้าร่วมมากหรือน้อยก็มิใช่ประเด็นเพราะความจริงมิได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคน หากมติชนจะนำเอาจำนวนคนไปวัดความจริงก็ไม่ต่างอะไรกับทักษิณที่เอาผลการเลือกตั้งไปฟอกผิดให้กับตนเอง หรือเอาจำนวนคนเสื้อแดงไปฟอกผิดให้กับการกระทำของแกนนำเสื้อแดง ความเท็จหรือความผิดมันจะหายไปได้หรือ?
       

       โจทย์ในที่นี้คือการแสดงให้อภิสิทธิ์และรัฐบาลของเขาที่เห็นผิดเป็นชอบได้รู้ตัวและแก้ไข เขาเหล่านั้นต้องรับผิดชอบเพราะเราได้เตือนคุณแล้ว ไม่ต้องไล่อภิสิทธิ์และรัฐบาลเขาก็ต้องถูกความจริงไล่ล่าอยู่ดี การโกหกไม่ทำให้อภิสิทธิ์หนีกรรมได้พ้น ท่านพลเมืองเข้มแข็งทั้งหลายโปรดไตร่ตรองว่าจะมีส่วนในภารกิจอันเป็นประวัติศาสตร์ที่จะจารึกไปถึงชั่วลูกชั่วหลานนี้หรือไม่ โอกาสดีๆ เช่นนี้หาได้ยาก






Powered by MakeWebEasy.com