มะเร็งกับมายาคติของ “ธรรมชาติบำบัด” แบบงมงาย (1) (26/4/2554)

มะเร็งกับมายาคติของ “ธรรมชาติบำบัด” แบบงมงาย (1) (26/4/2554)


มะเร็งกับมายาคติของ
“ธรรมชาติบำบัด” แบบงมงาย (1)




       ผมได้กล่าวไปแล้วว่า มะเร็งเป็นโรคภัยไข้เจ็บที่ควรทำความเข้าใจจากมุมมองที่กว้างขึ้นกว่าการมองว่า มะเร็งคือก้อนเนื้อร้ายหรือกลุ่มเซลล์ที่ผิดปกติในร่างกายเท่านั้น โดยเราควรจะมองว่า มะเร็งคือ ความผิดปกติที่กระจายและขยายตัวได้ ซึ่งความผิดปกตินี้ มิใช่ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายได้เท่านั้น หากยังสามารถเกิดขึ้นในระดับจิตใจ และจิตวิญญาณของคนเราได้ด้วย “มะเร็ง” จึงเกิดขึ้น แล้วก็กระจายขยายตัวโดยเข้าไปทำลายร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณของคนเราให้ย่อยยับลงได้


       
       “มะเร็ง” ทำลายร่างกายของคนเรา โดยทำลายระบบภูมิชีวิตของคนผู้นั้น (มะเร็งทางร่างกาย)
       


       “มะเร็ง” ทำลายจิตใจของคนเราโดย “ความผิดปกติ” ทางความคิดในรูปของการมีแต่ความโลภ ความโกรธ ความเกลียด ความทะยานอยากอย่างไม่มีวันจบสิ้นในจิตใจของคนผู้นั้น (มะเร็งทางความคิด)
       


       “มะเร็ง” ทำลายจิตวิญญาณของคนเราโดยทำลายความเป็นมนุษย์ หรือความเป็นสัตว์ประเสริฐของคนเราให้เหลือน้อยลงทุกที ทั้งๆ ที่ยังมีลมหายใจอยู่ (มะเร็งทางจิตวิญญาณ)
       


       หากเราไม่สามารถมีมุมมองใหม่แบบองค์รวมหรือแบบบูรณาการที่มองว่า “มะเร็ง” มี 3 มิติ คือ มิติทางกาย มิติทางจิตใจ (ความคิด) และมิติทางจิตวิญญาณแล้ว การรักษามะเร็งที่มุ่งแต่เพียงมิติทางกายอย่างเดียว โดยพึ่งแค่แพทย์แผนปัจจุบันที่เน้นการผ่าตัด การทำเคมีบำบัด และการฉายรังสี อาจเป็นแค่ การรักษาที่ปลายเหตุ ก็เป็นได้
       


       แต่ถ้าเรามอง “มะเร็ง” อย่างเป็นองค์รวมจาก 3 มิติข้างต้น เราจะรู้ว่า การบำบัดรักษา หรือการป้องกันมะเร็งที่น่าจะมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผลมากกว่านั้น คนเราต้องเอาใจใส่ในเรื่อง
       


       (1) ระบบภูมิชีวิต (Immune System) (มิติทางกาย)
       

       (2) การจัดการกับความเครียด (มิติทางจิตใจ)
       

       (3) การเข้าสู่สุขภาวะ (มิติทางจิตวิญญาณ) ไปพร้อมๆ กันอย่างบูรณาการ จะละเลยเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ไม่ได้ แต่จะต้องให้ความสำคัญกับทั้งสามเรื่องนี้เท่าๆ กัน
       


       ก่อนอื่น เราต้องทำความเข้าใจว่า การแพทย์แผนปัจจุบัน มีความสำคัญมากต่อระบบสุขภาพทั้งหมด และในการรักษาโรคมะเร็งด้วย หากมีใครเป็นมะเร็ง สิ่งที่คนผู้นั้น จะต้องตัดสินใจก่อนเป็นอันดับแรก ก็คือ จะใช้การรักษาของแพทย์แผนปัจจุบันหรือไม่ นายแพทย์แอนดรู ไวล์ (Andrew Weil) ผู้เขียนหนังสือ “พลังบำบัด” (Spontaneous Healing) ที่โด่งดังในระดับโลกที่มีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า ร่างกายของคนเรามีระบบบำบัดในการรักษาโรคต่างๆ ได้ ก็ยังยอมรับว่า การที่ร่างกายของผู้ป่วยจะบำบัดมะเร็งได้นั้น เป็นกรณีที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก เมื่อเทียบกับโรคอื่นๆ เนื่องจากระบบบำบัดของผู้ป่วย อาจจะบกพร่องและล้มเหลวเสียแล้ว ก่อนหน้านี้ แต่นายแพทย์ไวล์ ยังบอกอีกว่า ทั้งการแพทย์แผนปัจจุบัน หรือการแพทย์ทางเลือกแบบใดๆ ก็ยังไม่สามารถรักษาหรือบำบัดมะเร็งได้อย่างน่าพอใจ 
       


       การแพทย์แผนปัจจุบันนั้น ใช้หลักการรักษาสามด้านใหญ่ๆ คือ การผ่าตัด การฉายรังสี และการใช้เคมีบำบัด ซึ่งนายแพทย์ไวล์เห็นว่า มีแต่การผ่าตัดเท่านั้นที่เป็นวิธีอันสมเหตุสมผล หากก้อนเนื้อร้ายนั้น รวมตัวอยู่แห่งเดียว และศัลยแพทย์สามารถเปิดเข้าไปตัดออกได้ง่ายๆ แต่กรณีอย่างนี้ มีไม่มากนัก จึงมีคนไข้มะเร็งน้อยรายมากที่โชคดีเช่นนั้น ส่วนใหญ่แล้วคนที่เป็นมะเร็งแล้วกว่าจะตรวจพบ มะเร็งนั้นก็ได้ลุกลามไปอยู่ที่จุดอื่นของร่างกายบ้างแล้ว ซ้ำร้ายอาจจะหลบเร้นอยู่ในอวัยวะที่แพทย์ไม่อาจผ่าเข้าไปได้
       


       ส่วนการฉายรังสีและเคมีบำบัดนั้น ใช้วิธีการรักษาโดยมุ่งฆ่าเซลล์ที่กำลังเร่งแบ่งตัว ด้วยสมมติฐานว่าเซลล์มะเร็งนั้น แบ่งตัวรวดเร็วกว่าเซลล์ปกติ แต่นายแพทย์ไวล์บอกว่า สมมติฐานดังกล่าวใช้ได้กับมะเร็งเพียงบางชนิดเท่านั้น เช่น มะเร็งที่เพิ่งก่อตัว มะเร็งเม็ดเลือดขาว และมะเร็งที่ต่อมลูกหมาก ส่วนใหญ่เซลล์มะเร็งจะแบ่งตัวได้ช้ากว่าเซลล์ปกติในเนื้อเยื่อชนิดที่แบ่งตัวได้เร็วที่สุด ซึ่งได้แก่ ผิวหนัง เยื่อบุทางเดินอาหาร ไขกระดูก เป็นต้น นอกจากนี้ ผลข้างเคียงต่างๆ ของการฉายรังสี และเคมีบำบัดจะทำให้คนป่วยผมร่วงจนหมด กินอาหารไม่ได้ คลื่นไส้รุนแรง และอาเจียนตลอดเวลา ซึ่งล้วนแสดงถึงความเสียหายที่เกิดกับผิวหนัง และทางเดินอาหาร นี่ยังไม่รวมถึงความเสียหายที่เกิดกับระบบภูมิชีวิต (ภูมิคุ้มกัน) อื่นๆ ที่ไม่สามารถมองได้ด้วยตาเปล่า
       


       เพราะฉะนั้น หากผู้ป่วยมะเร็งอยู่ในระหว่างการตัดสินใจว่าจะรักษาตัวด้วยวิธีการฉายรังสี และเคมีบำบัดหรือไม่ ผู้นั้นจะต้องตอบคำถามต่อไปนี้ก่อนว่า “การทำลายก้อนเนื้อร้ายด้วยการฉายรังสี และเคมีบำบัดจะคุ้มหรือไม่กับการทำลายระบบภูมิชีวิตของร่างกาย” หากผู้นั้นรู้สึกว่าไม่คุ้ม ผู้นั้นมีแนวโน้มที่จะเลือกวิธีการรักษาแบบ “ธรรมชาติบำบัด” ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการแพทย์แบบทางเลือก
       


       ต่อให้การแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่ใช่ทางเลือกแรก และทางเลือกเดียวในการรักษามะเร็งก็ตาม แต่การกระโจนเข้าหา “การแพทย์ทางเลือก” (หรือ “ธรรมชาติบำบัด”) อย่างงมงาย ก็เป็นอันตรายสำหรับผู้ป่วยเช่นกัน หรืออาจมากกว่าเสียอีก ผมอยากจะบอกว่า การแพทย์ทางเลือกที่ไม่มีมาตรฐานการวิจัยรองรับ และเชื่อได้เป็นความงมงายหรือเป็นความโง่เขลา การแพทย์ทางเลือกที่ไม่เคารพและเห็นคุณค่าของการแพทย์แผนปัจจุบัน เป็นความมืดบอดทางปัญญา แต่การแพทย์แผนปัจจุบันที่ไม่เปิดใจให้แก่การแพทย์ทางเลือกที่มีสาระ และเชื่อถือได้ก็เป็นความคับแคบเช่นกัน
       


       ท่าทีที่ถูกต้องในความเห็นของผมคือ มุมมองของการแพทย์แบบบูรณาการ (Integral Medicine) หรือการแพทย์แบบผสมผสานที่มองว่า ทั้งการแพทย์แผนปัจจุบัน (แพทย์สมัยใหม่) และการแพทย์ทางเลือกล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการแพทย์องค์รวม หรือการแพทย์แบบบูรณาการ จุดยืนของการแพทย์แบบองค์รวมนั้น จะต้องถอนตัวออกมาจากการยึดติดกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งของสุขภาพอย่างตายตัว ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์สมัยใหม่ หรือการแพทย์ทางเลือกก็ตาม ปัจเจกที่เข้าใจเรื่องการแพทย์แบบองค์รวมเป็นอย่างดี จะก้าวออกมาดูแลตัวเอง ดูแลสุขภาพของตนเอง และของผู้คนที่ตนรักให้มากขึ้นอย่างตื่นตัวและมีจิตสำนึก ไม่ใช่เป็นฝ่ายรอรับหรือมอบอำนาจการดูแลสุขภาพของตัวเองให้แก่แพทย์หรือผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ แต่อวดอ้างว่าตัวเองเป็น “หมอวิเศษ” หรือมี “สูตรยาวิเศษ” ที่สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่ร้ายแรงได้
       


       ในยุคปัจจุบัน ปัจเจกควรจะเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการดูแลสุขภาพของตัวเอง และควรจะให้ความสำคัญกับทุกช่องของสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การทำสมาธิ การจัดการกับความเครียด อาหาร น้ำดื่ม การแพทย์แผนปัจจุบัน และการแพทย์ทางเลือก นี่คือมุมมองของสุขภาพแบบบูรณาการที่มีความสำคัญมาก
       


       ในสมัยก่อนนั้น เรามักพลาดพลั้งที่ไปมอบอำนาจการดูแลสุขภาพทั้งหมดให้แก่การแพทย์สมัยใหม่อย่างเต็มร้อย ซึ่งก็พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาอย่างโรคมะเร็งได้ แต่ แนวโน้มในปัจจุบันที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่า คือ การหันไปมอบอำนาจการรักษาโรคมะเร็งให้แก่การแพทย์ทางเลือกอย่างเดียวแบบงมงายแทน ทั้งๆ ที่การแพทย์ทางเลือกไม่มีทางที่จะมาทดแทนการแพทย์สมัยใหม่ได้เป็นอันขาด การแพทย์ทางเลือกเป็นได้แค่การเสริมช่วยการแพทย์สมัยใหม่อย่างมีความสำคัญในระดับที่ต่างก็ต้องประกอบกันเป็นส่วนหนึ่งของสุขภาพแบบองค์รวมเท่านั้น
       


       นายแพทย์แอนดรู ไวล์ ผู้เป็น “กูรู” แห่งการแพทย์ทางเลือกที่โด่งดังในระดับโลก ก็ยังบอกว่าตัวเขายังคงปฏิบัติ และนับถือการแพทย์แผนปัจจุบันอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย ถ้าหากว่า เขาถูกรถชนก็ต้องพาเขาไปโรงพยาบาล อย่าพาเขาไปหาหมอสมุนไพร ถ้าเผื่อเขาเป็นนิวมอเนีย (ปอดบวม) ก็ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ไม่ใช่ใช้วิตามิน แต่ถ้าจะให้เขามีสุขภาพดีตามธรรมชาติ ก็ต้องใช้วิธีการแพทย์ทางเลือก และต้องเป็นการแพทย์ทางเลือกที่เชื่อถือได้ด้วย ไม่เลอะเทอะเหลวไหล หรือมีผลประโยชน์ใดๆ รองรับอยู่...
       


       กรณีของคุณอรุณี เวศย์วรุตม์ ที่ผมได้อ่านเจอจากนิตยสาร “ชีวจิต” น่าจะเป็นอุทาหรณ์ของอันตรายของ “ธรรมชาติบำบัด” แบบงมงายได้เป็นอย่างดี คุณอรุณีเคยตรวจพบเนื้องอกในมดลูก เมื่อปี พ.ศ. 2536 จนต้องผ่าตัดมดลูกออก และกินยาปรับฮอร์โมนติดต่อกันนานถึงหกเดือน แต่เธอก็ยังหักโหมทำงานตั้งแต่เช้าจดดึก มีเพียงกาแฟชนิดแก้วต่อแก้วเป็นอาหารหลัก เมื่อมีโอกาสก็กินเนื้อนมไข่ ชีสอย่างจุใจ ความเครียดในกิจการที่เธอเป็นเจ้าของทำให้บุหรี่แทบเป็นสิ่งที่อยู่ในมือเธอมิได้ขาด เธอเป็นเจ้านายที่เจ้าอารมณ์จนลูกน้องหวาดกลัวและเอือมระอา
       


       สี่ปีก่อน เธอคลำพบก้อนเนื้อเต้านมด้านขวาโดยบังเอิญ เมื่อไปตรวจที่โรงพยาบาล ผลลัพธ์ก็คือ หน้าอกของเธอมีก้อนเนื้อที่อาจลุกลามเป็นมะเร็งเต้านมได้ หมอแนะนำให้เธอผ่าตัดออก ซึ่งเธอก็จำยอม แต่การผ่าตัดกลับยิ่งกระตุ้นให้ก้อนเนื้อผุดขึ้นใหม่ และโตเร็วกว่าเดิมภายในระยะเวลาอันสั้นก่อนจะกลายเป็นเซลล์มะเร็งที่กระจายตัวอย่างรวดเร็วในท้ายที่สุด
       


       ด้วยความกลัวตาย เธอจึงยอมเจ็บตัวรับการผ่าตัดครั้งที่สองโดยไม่ลังเล แต่ครั้งนี้หมอกำชับให้เธอเข้ารับการฉายรังสีบำบัดต่อเพื่อให้มั่นใจว่าเนื้อร้ายจะหายสนิท คุณอรุณีเคยเห็นภาพผู้ป่วยที่ทนทุกข์ทรมานจากการฉายรังสีบำบัดมาก่อน เธอรู้สึกกลัวจนแทบเสียสติ จึงตัดสินใจ “หนีหมอ” ทิ้งการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบัน หันไปผจญภัยในโลกของการแพทย์ทางเลือกหรือ “ธรรมชาติบำบัด” อย่างไปตายเอาดาบหน้า โดยไม่มีแผนที่นำทางใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงความอยู่รอดเท่านั้นเป็นจุดหมายปลายทาง






Powered by MakeWebEasy.com