จิตวิญญาณจอมยุทธ์

จิตวิญญาณจอมยุทธ์














































จิตวิญญาณจอมยุทธ์


เขียนโดย จุมพล วรรณโชติ

ราคา 150 บาท


คำนิยมโดย สุวินัย ภรณวลัย

“จอมยุทธ์” เป็นบุคคลประเภทหนึ่งและเป็นวิถีชีวิตอย่างหนึ่ง แน่นอนว่า ความเป็น “จอมยุทธ์” นั้นต้องเกี่ยวข้อง ใส่ใจ ใฝ่รู้ ในเรื่องวิชาฝีมือ หรือศิลปะการต่อสู้ประเภทใดประเภทหนึ่งอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ “อุปนิสัยใจคอ” ของคนประเภทนี้ต่างหาก


คนที่ผู้คนเรียกขานกันว่าเป็น “จอมยุทธ์” นั้น ที่แท้เป็นคนประเภท ใด? มีอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเยี่ยงไรในการมองโลก มองชีวิต มองผู้คน และ มองตนเอง? อีกทั้งคนประเภทนี้ มุ่งที่จะสัมพันธ์กับโลก กับสังคม กับผู้คน แบบใด?


นี่คือปริศนาของความเป็นจอมยุทธ์ที่ปลุกเร้าความสนใจใฝ่รู้ของตัว ผมตั้งแต่สมัยเด็ก ทำให้ตัวผมกระโจนเข้าสู่โลกของศิลปะการต่อสู้โดยเฉพาะ มวยจีน จนกระทั่งการฝึกมวยจีนหรือกังฟูได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ “วิถีแห่ง บูรณาการ” ของผมในเวลาต่อมา อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานที่สำคัญของผมในการ แสวงหาและเข้าถึงภูมิปัญญาตะวันออกและความเป็นจิตวิญญาณ (Spirituality) อันยิ่งใหญ่หลังจากนั้น จวบจนกระทั่งเมื่อตัวผมได้เดินอยู่บนเส้นทางนี้ มาเกินกว่าสี่สิบปีแล้ว และตัวผมไม่จำเป็นต้องหาคำตอบจากปริศนาข้างต้นที่ว่า “จอมยุทธ์คือบุคคลประเภทใด” อีกต่อไปแล้ว เพราะผมไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ ตัวเองอีกต่อไปแล้ว ในวิถีที่ผมได้เลือกเดินมาตลอดกว่าค่อนชีวิต


หนังสือ “จิตวิญญาณจอมยุทธ์” เล่มนี้ เป็นบันทึกประวัติศาสตร์ ทางจิตใจของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ตัดสินใจเลือกเดินบนเส้นทางเดียวกับที่ผมได้ เลือกเดินมาแล้วตั้งแต่เมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน ผมยินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นภาพผุด ปรากฎขึ้นมาของหนังสือเล่มนี้


เพราะนั่นย่อมหมายความว่า คบเพลิงแห่ง “วิถีจอมยุทธ์” และ “จิต วิญญาณจอมยุทธ์” ได้ถูกถ่ายทอดและส่งต่อ จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง เหมือนอย่างที่ตัวผมก็ได้ทำการสืบทอดต่อมาจากคนรุ่นก่อนๆ นั่นเอง

 
สุวินัย ภรณวลัย
 
ขณะกำลังเหินฟ้า ณ ท้องนภากว้าง
เพื่อออกท่องยุทธภพทางจิตวิญญาณอีกครั้ง
17 พฤศจิกายน 2555

 
 
.............................................


สั่งซื้อ หนังสือจิตวิญญาณจอมยุทธ์ ได้แล้ววันนี้ !!

เขียนโดย จุมพล วรรณโชติ ศิษย์มวยจีนของ อ.สุวินัย ภรณวลัย

ราคา 150 บาท จัดส่งฟรี !!

มีจำหน่ายเฉพาะช่องทาง เฟซบุ๊ค+เว็บไซต์ออนไลน์เท่านั้น
ไม่มีขายตามร้านหนังสือทั่วไป สนใจดูรายละเอียดสั่งซื้อได้ที่

www.dragon-press.com


.............................................
 
---- ทดลองอ่าน ---

 
จิตวิญญาณจอมยุทธ์



 
บทที่ 2 ความพยายามอยู่ที่ใด

 

“บ้านอยู่แถว....ครับ ไม่ทราบมีคนสอน.....อยู่แถวนี้บ้างไหม ? ”


นั่นเป็นประโยคที่ผมมักได้ยินจากทางโทรศัพท์เมื่อมีผู้ติดต่อมาหา ผม หรือพบเห็นได้เป็นประจำตามหน้าเว็บบอร์ดเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ทาง อินเตอร์เน็ต
คำถามแนวนี้ส่วนมากเมื่อมีผู้มาตอบ ซึ่งบางครั้งสถานที่ฝึกฝนอยู่ ห่างจากบริเวณที่ผู้ถามพำนักมากก็มักจะมีการตอบกลับมาว่า


“ไกลจังครับ ไม่ทราบพอจะมีแถวไหนที่ใกล้กว่านี้อีกไหม ?”


คำตอบเหล่านี้หากออกมาจากบุคคลที่มีอายุในวัยทำงานจนถึงสูงอายุ หรือมีภาระหน้าที่การงานและครอบครัวที่ต้องดูแลผมคงจะเห็นใจกับบุคคล เหล่านั้น ที่แม้มีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบก็ยังพยายามแสวงหาโอกาสในการ ฝึกฝนในสิ่งที่ตนเองสนใจ แต่ทว่าที่ผมได้พบเจอมาส่วนใหญ่เกิน 50% ผู้ถาม มักอยู่ในช่วงวัยรุ่นอันเป็นวัยที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการเรียนรู้แสวงหา


ผมอ่านประโยคข้อความถามตอบเหล่านี้พลันนึกถึงตนเองในสมัย ที่เริ่มเรียนศิลปะการต่อสู้ใหม่ๆ ตอนนั้นผมเพิ่งจบการศึกษาระดับปริญญาตรี เริ่มทำงานด้านผลิตภาพยนตร์ได้ไม่นาน ในขณะเดียวกันก็เพิ่งจะเริ่มฝึกฝน ศิลปะการต่อสู้กับอาจารย์สุวินัย ภรณวลัย


ในช่วงแรกๆ ที่ผมเริ่มเข้ามาฝึกฝน อาจารย์สุวินัยได้เปิดสอนชี่กง เพื่อสุขภาพสำหรับบุคคลทั่วไปอยู่ที่สวนหลวง ร.9 เดือนละครั้งเท่านั้น ส่วน ศิษย์ที่ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้อยู่ก่อนจะมาฝึกฝนกันเป็นประจำทุกสัปดาห์ สำหรับตัวผมเองซึ่งทำงานด้านผลิตภาพยนตร์ ด้วยลักษณะของงานทำให้ต้อง เดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างกรุงเทพและต่างจังหวัด บ่อยครั้งถึงกับต้องพำนัก อยู่กินในกองถ่ายภาพยนตร์นานนับเดือน


เมื่อเปรียบเทียบลักษณะงานของตนเองที่ทำอยู่ ผมคงไม่สามารถ ที่จะมาฝึกฝนเป็นประจำทุกสัปดาห์เหมือนคนอื่นๆ ได้ หากจะเปลี่ยนงานที่ ทำอยู่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ในสภาพเศรษฐกิจหลังฟองสบู่แตกเมื่อ พ.ศ.2540 การที่ ผมมีงานทำและตรงกับสาขาวิชาที่ศึกษามาก็นับเป็นเรื่องยากแล้ว ในขณะที่ เพื่อนฝูงหลายต่อหลายคน ถึงได้งานทำก็ต้องไปทำงานที่ไม่ตรงกับสาขาอาชีพที่ ได้ร่ำเรียนมา


แต่สำหรับเส้นทางในการฝึกฝนกับลักษณะชีวิตหรือสภาพความเป็น อยู่ของผมแล้ว นับว่าเป็นเรื่องยากที่จะไปด้วยกันได้ หากช่วงเวลาที่ต้องไป สวนหลวง ร.9 ตรงกับวันที่ต้องทำงานแล้ว นั่นจะกลายเป็นอุปสรรคสำหรับผม ไปทันที


จำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งผมกำลังทำงานอยู่ในกองถ่ายทำภาพยนตร์ที่ จังหวัดปราจีนบุรี ในวันรุ่งขึ้นยังต้องมีการถ่ายทำต่อซึ่งก็ตรงกับวันที่ผมจะต้อง ไปสวนหลวง ร.9 ผมตัดสินใจขอลาหยุดงาน 1 วัน แล้วนั่งรถไฟเที่ยวกลางคืน มาถึงหัวลำโพงในเวลาเช้าตรู่และตรงไปยังสวนหลวง ร.9 เพื่อฝึกฝนโดยใช้เวลา ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่จะเดินทางกลับด้วยรถไฟมุ่งหน้ากลับไปยังปราจีนบุรีเพื่อ ทำงานต่อ ด้วยคิดว่าการที่ตนเองจะได้ฝึกฝนและร่ำเรียนเพื่อความก้าวหน้าต่อ ไปมีโอกาสเพียงเดือนละครั้งเท่านั้น หากผมเสียโอกาสไปผมก็ต้องรอไปอีกหนึ่ง เดือน และหากผมตัดสินใจไม่ไปโดยคิดผัดผ่อนไปเดือนหน้า นิสัยที่ชอบผัด ผ่อนก็จะติดตามตัวผมไปจนในที่สุดผมอาจเลิกฝึกฝนไปเลยก็ได้


บางครั้งกองถ่ายทำภาพยนตร์มีการถ่ายทำในเวลากลางคืน ซึ่งก็ หมายความว่าจะต้องทำงานกันต่อไปจนถึงสว่าง หลังจากเสร็จงานแล้วผมก็มุ่ง ตรงไปยังสวนหลวง ร.9 เพื่อฝึกฝนต่อทันทีโดยที่ยังไม่ได้พักผ่อนแม้แต่น้อย เพราะโอกาสที่จะได้เรียนรู้ฝึกฝนมิได้เกิดขึ้นกับผมง่ายนัก หากนั่งงอมืองอเท้า รอโอกาสมาหาผมอาจคงต้องรอไปชั่วชีวิต


ผู้คนในสมัยก่อนย่อมมีความคิดอ่านแตกต่างจากสมัยนี้ ผู้ฝึกฝน ศิลปะการต่อสู้ในสมัยนั้นจำนวนไม่น้อย กว่าจะได้ร่ำเรียนศึกษาศิลปะการต่อสู้ ล้วนต้องผ่านความลำบากยากเย็น ในประเทศจีนยุคที่การคมนาคมยังไม่เจริญ บางคนกว่าจะไปพบอาจารย์ต้องเดินด้วยเท้าไปหลายสิบกิโลเพื่อไปยังหมู่บ้านที่ อาจารย์พำนักอยู่เป็นประจำ หรือบางคนกว่าอาจารย์จะยอมรับให้เป็นลูกศิษย์ สืบทอดวิชาฝีมือก็ต้องทำงานช่วยเหลือผู้เป็นอาจารย์อย่างขยันขันแข็งอยู่เป็น เวลานานหลายปี เพื่อให้อาจารย์รับทราบถึงความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังของผู้เรียน


อาจารย์สุวินัย เคยเล่าเรื่องราวของตนเองให้ผมฟังว่า สมัยที่ท่าน เพิ่งศึกษามวยไท้เก็กสายอาจารย์เจิ้งมั่นชิงกับท่านอาจารย์โค้วจุนฮุย อาจารย์ สุวินัยพำนักอยู่แถวถนนพัฒนาการ ท่านอาจารย์โค้วพำนักอยู่ที่หมู่บ้านใน รามอินทรา กม.7 อาจารย์สุวินัยต้องนั่งรถประจำทางมาลงที่ รามอินทรา กม.8 ตอนหกโมงเย็น ซึ่งราวปี พ.ศ.2528 บริเวณนั้นเป็นอู่รถประจำทาง การคมนาคม ก็ยังไม่สะดวกสบายดังเช่นทุกวันนี้ หากจะมาที่ กม.7 ก็มีเพียงวิธีเดียวคือ ต้องวิ่งมาเพื่อให้ทันเวลาฝึกฝนตอนหนึ่งทุ่มตรงเป็นประจำทุกครั้ง ครั้นเมื่อถึง เวลาสามทุ่มก็จะต้องขอลาท่านอาจารย์โค้วกลับบ้าน เพราะหากไม่กลับเวลานี้ ก็จะวิ่งกลับไปที่ กม.8 ไม่ทันเนื่องจากรถประจำทางเที่ยวสุดท้ายจะออกเวลา สี่ทุ่มตรงพอดี


ต่อมาท่านอาจารย์โค้วได้เมตตาชี้แนะเพิ่มเติมว่า ตัวท่านในตอนนี้ ไม่สามารถแสดงออกถึงหลักการของมวยไท้เก็กบางท่าได้อย่างเต็มที่ เนื่องจาก ท่านใส่ขาเทียมอยู่ข้างหนึ่ง ท่านั้นก็คือท่า เง็กนึ้งซึงซอ (แต้จิ๋ว) ที่แปลว่า เทพี ร้อยกระสวย กับท่า ปั้วหน่ำตุ้ย (แต้จิ๋ว) ซึ่งเป็นท่าชกรูปแบบหนึ่ง สำหรับท่า เง็กนึ้งซึงซอมีรูปแบบการก้าวเท้าเหมือนดังเคล็ดของมวยฝ่ามือแปดทิศ ส่วนท่า ปั้วหน่ำตุ้ยมีเคล็ดการใช้เหมือนดังการชกท่าหนึ่งของมวยสิงอี้ซึ่งเป็นมวยจีน ชนิดหนึ่งที่มีรูปแบบการเคลื่อนไหวตามหลักของห้าธาตุและสัตว์สิบสองชนิด หากอาจารย์สุวินัยมีโอกาสก็จงพยายามร่ำเรียนมวยทั้งสองชนิดนี้ให้ได้


ต่อมาเมื่ออาจารย์สุวินัยได้ไปทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกอยู่ในเมือง เกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ท่านจึงได้พยายามค้นหาอาจารย์ผู้สอนมวยทั้งสองชนิด นี้มาโดยตลอด จนได้พบกับอาจารย์เทย์เซย์ริว (เฉิงสั้งหลง) ผู้เป็นศิษย์ของ ปรมาจารย์หวังชูจิน ผู้เชี่ยวชาญมวยสิงอี้และฝ่ามือแปดทิศซึ่งเดินทางมาพำนัก ในญี่ปุ่นเพื่อสำแดงวิชาฝีมือของชาวจีนให้แก่ชาวญี่ปุ่นอันเป็นประเทศที่นิยม ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ได้ประจักษ์ แต่ทว่าอาจารย์เทย์เซย์ริวพำนักอยู่ในโตเกียว อาจารย์สุวินัยอยู่ในเกียวโต หากเป็นการเรียกแบบแบ่งเขตของชาวญี่ปุ่นก็คือ อาจารย์สุวินัยอยู่แถบฝั่งตะวันตก ส่วนโตเกียวอยู่แถบฝั่งตะวันออกค่อนมา ทางใต้ อาจารย์สุวินัยต้องนั่งรถไฟชินคันเซ็นจากเกียวโตไปโตเกียวระยะทาง กว่า 500 กิโลเมตร เพื่อร่ำเรียนวิชากับอาจารย์เทย์เซย์ริวเป็นประจำ ทั้งๆ ที่เมือง ที่พำนักอยู่ หรือบริเวณเมืองใกล้เคียงก็มีสำนักมวยจีนที่เปิดสอนอยู่มากรวม ทั้งวิชาฝ่ามือแปดทิศและมวยสิงอี้นี้ด้วย แต่ท่านก็ไม่เคยคิดแสวงหาสถานที่ ร่ำเรียนใกล้ๆ เพียงเพราะความสะดวกสบายส่วนตัว แต่ยินยอมลำบากเดินทาง ไปพบกับวิชาและอาจารย์ในอุดมคติที่ตนเองเสาะหา


“หากคิดจะเป็นในสิ่งที่เป็นได้ยาก ก็ย่อมไม่มีทางง่ายให้เลือกเดิน สำหรับการจะไปถึงจุดๆ นั้น” คำพูดของอาจารย์สุวินัยยังคงดังก้องอยู่ในหัว ของผมเสมอ สำหรับหนุ่มสาวในช่วงวัยที่เปี่ยมไปด้วยพละกำลังและความฝัน ไม่ควรท้อถอยในสิ่งที่กระทำสำเร็จได้ยาก คนเรามักจะเป็นอย่างที่เราพูด กระทำ หรือคิด หากพูด คิด และกระทำอะไรอย่างง่ายๆ ก็จะเป็นคนง่ายๆ แต่อย่า ลืมว่า ในชีวิตความเป็นจริงมันมิได้ง่ายดายเช่นนั้น


.....................................

 

บทที่ 3 เอาชนะตนเอง
 


ตอนสายของวันอาทิตย์ กลางลานหินสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด 6x6 เมตร กลุ่มชายหญิงจำนวนประมาณ 7-8 คนกำลังนั่งล้อมเป็นลักษณะวงกลม ภายในจุดศูนย์กลางมีเก้าอี้เตี้ยๆ ตัวหนึ่งตั้งไว้ด้วยกระถางธูป ซึ่งบัดนี้มีธูป ขนาดยาวดอกหนึ่งถูกจุดขึ้น ควันของมันลอยลิ่วปลิวเปลี่ยนทิศทางไปมาตาม กระแสลมที่พัดโชยเอื่อย


คนทั้งหมดล้วนนั่งอยู่ในท่าขัดสมาธิ มือข้างซ้ายแสดงออกเป็นรูป มุทราชนิดหนึ่งวางไว้บริเวณตัก ส่วนแขนขวายกขึ้นเสมอไหล่ มือขวางอนิ้ว ก้อยและนิ้วนางพับเข้ามาส่วนปลายนิ้วชี้ กลาง และหัวแม่มือเหยียดออก ชี้ตรง ไปยังปลายธูปที่กำลังลุกไหม้อยู่นั้น ใช่แล้วพวกเขาทั้งหมดกำลังฝึกชี่กงและ สมาธิประเภทหนึ่งอยู่


ข้อกำหนดในการฝึกฝนครั้งนี้ก็คือ ห้ามขยับเคลื่อนไหวร่างกายส่วน ใดๆ ก็ตาม โดยเฉพาะแขนข้างขวาจะต้องชี้เหยียดตรงไปที่ปลายธูปเสมอ ส่วน สายตาก็ให้จ้องมองไปที่ปลายธูปอย่าได้ละไปที่อื่น นอกจากนี้ก็เป็นวิธีควบคุม การหายใจตามข้อบังคับของการฝึกซึ่งจะต้องทำอยู่ตลอดเวลาการฝึกฝน


ตอนนี้ตัวผมก็รวมอยู่ในกลุ่มคนทั้งหมดและกำลังยกแขนขวาชี้ตรง ไปยังปลายธูปเหมือนดังเช่นคนอื่นๆ นี่เป็นการฝึกฝนครั้งแรกของพวกเรา ทั้งหมด โดยมีอาจารย์สุวินัยเป็นผู้กำกับดูแลการฝึกฝน


ก่อนการฝึกฝนจะเริ่มขึ้นอาจารย์สุวินัยได้บอกกับทุกคนว่า นี่เป็นการ ทดสอบตัวเอง ความจริงดูเหมือนว่าการฝึกนี้ไม่ได้ยากเย็นอะไร แต่ก็มีบท ทดสอบอันยิ่งใหญ่แฝงอยู่ภายใต้การฝึกอันแสนเรียบง่ายนี้


หลังจากที่เริ่มฝึกไปได้ 5 นาที สิ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเป็น “บททดสอบ” ก็เริ่มเกิดขึ้น บัดนี้แขนข้างขวาของผมเริ่มมีอาการล้าอย่างเห็นได้ชัด ลำแขนเริ่ม สั่นระริกและกำลังจะตกลงจากระดับของปลายธูป ลำพังข้อกำหนดในการจัด ท่าทางของร่างกายและเคล็ดวิธีการหายใจก็ทำได้ลำบากอยู่แล้ว เมื่อมาเพิ่ม ความเมื่อยล้าของแขนขวาเข้าไป ความรู้สึกที่หนักหนาสาหัสจึงเพิ่มขึ้นอีกเท่า ทวีคูณ


ลองคิดดูว่าเวลาเพิ่งผ่านมาได้แค่ 5 นาที ยังบังเกิดความรู้สึกแบบนี้ ขณะนี้ธูปเพิ่งจะถูกจุดมาได้ไม่นานเท่าไหร่ ด้วยก้านธูปที่มีขนาดยาวเกือบหนึ่ง ฟุต ซึ่งอาจารย์สุวินัยบอกว่าหากจะรอให้ธูปเผาหมดดอกคงใช้เวลาประมาณ 45 นาที แสดงว่ายังเหลือเวลาอีก 40 กว่านาที ฉะนั้นเวลาที่ผ่านมายังไม่นับ เป็นอะไรได้ ผมจะต้องเผชิญกับสภาพอันคล้ายกับตกนรกทั้งเป็นนี้ไปอีก 40 นาทีเชียวหรือ ?


นอกจากนี้สายตาที่ต้องมองแต่ปลายธูปซึ่งค่อยๆ มอดไหม้ไปอย่าง ช้าๆ ก็เห็นอยู่ตำตาว่า เนื้อธูปอีกจำนวนมากที่ยังมิได้ถูกแผดเผาไปมีเหลืออีก อักโข นับเป็นภาพที่ทรมานจิตใจจนสุดจะบรรยาย จะหลับตาไม่รับรู้สิ่งที่เกิด ขึ้นตรงหน้าก็ไม่ได้ จะเบือนหน้าหนีหรือหากลวิธีใดๆ เพื่อเบี่ยงเบนความทุกข์ ทรมานของตนเองให้ลืมเลือนไปก็ไม่ได้ มีแต่ต้องเผชิญหน้ากับสภาพตรงหน้า เหมือนประหนึ่งการเคี้ยวอาหารที่ค่อยๆ ซึมซาบรับรู้รสชาติของอาหารทีละน้อย เพียงแต่ว่าอาหารจานนี้ไม่น่าพิศมัยเอาซะเลย สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดล้วนบั่นทอน สภาพร่างกายและจิตใจของผู้ฝึกฝนลงไปเรื่อยๆ


เวลาผ่านไปประมาณ 10 กว่านาที เสียงดุของอาจารย์สุวินัยก็ดังขึ้น มีบางคนทนกับอาการเมื่อยล้าไม่ไหวจึงงอข้อศอกให้หย่อนลงมาเพื่อผ่อนคลาย ความตึงเครียด นั่นนับเป็นคนแรกที่ไม่ผ่านบททดสอบนี้ แต่ถึงอย่างไรอาจารย์ สุวินัย ก็มิได้ให้เขาเลิกฝึกฝน แต่ยังคงให้ฝึกร่วมกับคนอื่นๆ ต่อไป เพื่อลอง ดูใหม่อีกครั้ง ส่วนผมในตอนนี้ถึงแม้แขนขวายังเหยียดตึงอยู่ แต่ทว่าก็สั่น ระรัวมากกว่าเดิม จิตใจได้รับความทุกข์ทรมานประหนึ่งว่าร่างกายและจิตใจจะ ขาดออกไปจากกันเลยทีเดียว


ในขณะที่กำลังจะถึงขีดสุดแห่งความอดทน ผมได้แต่เฝ้าบอกตัวเอง ว่า ถึงอย่างไรผมก็ต้องผ่านบททดสอบนี้ไปให้ได้ แต่ความทรมานที่เกิดขึ้นมัน ดูมีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าตัวผมมาก หลายครั้งที่คิดจะงอข้อศอกหรือปล่อยแขนลง แต่อีกใจก็พยายามปลุกปลอบตัวเองให้พยายามอย่างถึงที่สุดถึงขนาดที่ว่าตาย เป็นตาย นึกมาถึงตอนนี้สติก็เริ่มคิดได้ว่า ลำพังแค่การยกแขนแค่นี้มันจะ ไปถึงตายได้อย่างไร อย่างเต็มที่ก็น่าจะแค่บาดเจ็บที่กล้ามเนื้อเล็กๆ น้อยๆ ยังไงก็ไม่มีทางถึงแก่ชีวิตอย่างแน่นอน


ในที่สุดด้วยความคิดเช่นนี้ผมจึงอดทนยกแขนข้างขวาให้คงสภาพ นั้น จนเมื่อมาถึงจุดหนึ่งที่คิดว่าร่างกายของผมถึงขีดจำกัดที่สุด ฉับพลันก็ บังเกิดความเย็นชนิดหนึ่งพุ่งขึ้นมาจากภายในร่างกายส่วนใดก็มิทราบได้ แต่ ความเย็นนั้นได้เคลื่อนเข้าไปยังแขนขวาของผม ทำให้อาการปวดเมื่อยทางกาย หายไป ราวกับว่าไม่เคยมีการอาการปวดเมื่อยเกิดขึ้นมาก่อน


เมื่อเกิดปรากฎการณ์เช่นนี้ขึ้น ผมแปลกใจมากเพราะความทุกข์ ทรมานที่เกิดขึ้นได้หายไปแล้ว มีแต่ความเบาสบายเข้ามาแทนที่ ดังนั้นผมจึง สามารถอยู่ในท่านี้ต่อไปได้เรื่อยๆ สายตาที่มองปลายธูปซึ่งบัดนี้เหลืออีกไม่มาก ก็มิได้เข้ามามีอิทธิพลกับจิตใจของผมอีกต่อไปแล้ว ต่อให้มีธูปเหลือมากกว่านี้ ผมก็ยังคงเฉยๆ


เสียงอาจารย์สุวินัยบอกให้หันมาดูที่ตัวท่านซึ่งกำลังยกแขนขวา เหยียดตรงชี้ขึ้นฟ้าแล้วบอกว่าหากผู้ใดทนไม่ไหวจริงๆ ก็อนุโลมให้ขยับเปลี่ยน ท่าได้ เพียงแค่จากการยกแขนขนานกับพื้นชี้ตรงไปยังปลายธูปเปลี่ยนเป็นยก แขนตึงนิ้วชี้ขึ้นฟ้า แต่ถึงอย่างไรในการขยับนี้ก็ยังห้ามการงอข้อศอกอยู่ดี ท่านี้ เพียงช่วยผ่อนคลายความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อไหล่เท่านั้น และไม่ควรทำบ่อย เพราะจะต้องให้ถึงจุดที่ร่างกายไม่ไหวจริงๆ เท่านั้นจึงสมควรทำ


ผมมองดูเห็นมีหลายคนทำท่าทางตาม แต่ผมและศิษย์ร่วมสำนัก อีกหลายคนก็ยังคงอยู่ในท่าเดิมโดยไม่ขยับไปไหน จวบจนธูปเผาไหม้หมด ดอกกินเวลาทั้งสิ้นเกือบ 45 นาที การฝึกฝนจึงเป็นอันเสร็จสิ้น


หลังจากนั้นผมได้รายงานถึงประสบการณ์ภายในที่เกิดขึ้นให้ อาจารย์สุวินัยฟัง ท่านอธิบายว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมนั่นก็คือสภาวะที่ร่างกายของ คนเราเรียกใช้พลังงานแฝงที่อยู่ในตัวออกมา เหมือนกับที่ผู้คนเรียกกันว่า “แรง ฮึดยามไฟไหม้” ที่อยู่ๆ คนก็เกิดมีเรี่ยวแรงยกสิ่งของหนักๆ เคลื่อนย้ายหนีไฟ ไปได้ทั้งๆ ที่ยามปกติดูเหมือนไม่สามารถกระทำได้ คนเรามีพลังมหาศาลที่ คาดไม่ถึงซ่อนอยู่ภายในแต่เสียดายที่เอามาใช้กันไม่เป็น พลังแฝงนี้จะสำแดง ออกมาเมื่อยามที่ร่างกายถึงสภาวะคับขันหรือถึงที่สุดจริงๆ การฝึกฝนที่ผ่าน ไปนี้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้ผู้ฝึกฝนสังเกตเห็นถึงการมาของพลังงาน ชนิดนี้ ได้ นอกจากนี้พลังงานของธรรมชาติที่อยู่รอบๆ ตัวเป็นสิ่งที่มีอยู่ แต่คนเรามักละ เลยหรือไม่อาจเข้าถึงได้ ทว่าเมื่อยามที่คนเราหมดสิ้นพลังงานทางร่างกายแต่ยัง คงมีพลังใจเหลืออยู่ นั่นก็เป็นอีกทางหนึ่งซึ่งอาจจะสามารถสัมผัสถึงพลังงาน ของธรรมชาติได้เช่นกัน


อาจารย์สุวินัยยังได้กล่าวว่าความจริงแล้วสิ่งที่ฝึกฝนอยู่นี้ไม่ได้ยาก เย็นเกินความสามารถของมนุษย์ เพียงแต่ว่าจิตใจของคนเราต่างหากที่ไป ปรุงแต่งว่าทำไม่ได้หรือทนไม่ได้ หากมีสติคิดตามได้ทันก็จะเข้าใจว่าความปวด เมื่อยทางกายที่เกิดขึ้นความจริงก็มิได้หนักหนาอย่างที่คิด แต่เป็นเพราะอุปทาน ของผู้ฝึกเองต่างหากที่ทำให้เกิดความรู้สึกหนักหนาสาหัส เมื่อสามารถเอาชนะ สิ่งเหล่านี้ได้ก็ถือว่าผ่านบททดสอบไปได้ หากแค่นี้ยังทำไม่ได้ในชีวิตจริงก็จะ ไม่มีพลังใจไปเอาชนะความยากลำบากใดๆ ได้ เพราะใจมันยอมแพ้ตั้งแต่แรก ไปแล้ว


บางครั้งในการทำงานผมมีงานที่คั่งค้างเหลืออยู่อีกมากมาย ทั้งงาน เขียนต้นฉบับ งานหนังสือพิมพ์ และอื่นๆ มันมากจนรู้สึกว่าไม่สามารถทำได้ เสร็จทันตามหมายกำหนดการ บางคราวยังเกิดความรู้สึกว่าอย่าไปทำมันเลย จะดีกว่า เพราะถึงอย่างไรก็เสร็จไม่ทัน เมื่อนึกถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากการ ฝึกฝนในวันนั้นผมจึงเฝ้าครุ่นคิดว่า ตนเองบังเกิดความท้อถอยหรือถอดใจไป ก่อนหรือเปล่า เมื่อเปลี่ยนความคิด ทัศนคติ และเริ่มลงมือทำอย่างเต็มที่โดย ไม่คำนึงผลว่าจะต้องเสร็จตามเป้าหมาย ผมเป็นเพียงแค่ผู้กระทำมันลงไปเท่านั้น และไม่จำเป็นต้องนึกถึงเรื่องราวอื่นๆ นอกเหนือไปจากนี้ ปรากฏว่างานที่คั่งค้าง ก็เสร็จลงไปทีละชิ้นตามเป้าหมายทุกประการ


จากการฝึกฝนในวันนั้นกาลเวลาผ่านมาก็เกือบสิบกว่าปีแล้ว แต่ สำหรับผมนั้นมันเป็นเหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันวาน ผมยังจำความ รู้สึกในช่วงขณะนั้นได้ดี และ “มัน” ได้ติดตามตัวผมไปตลอดทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะไปที่ไหนเมื่อใด ยามที่ผมประสบกับความยากลำบากในชีวิต สิ่งที่ผม นึกถึงเป็นสิ่งแรกก็คือความรู้สึกในวันนั้น และ “พลัง” ที่ได้จากการฝึกฝน ในครั้งนั้น มันไม่เคยหายไปไหน และมันนี่เองที่จะเป็นอาวุธอันทรงพลังที่ช่วย ให้ผมเข้าฟาดฟันกับบททดสอบต่างๆ ของชีวิตไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดก็ตาม แม้ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าผมจะผ่านพ้นบททดสอบอื่นๆ ไปได้หรือไม่ แต่ตัว ของผมเองย่อมไม่เป็นอุปสรรคสำหรับตัวเองอีกต่อไป

 
 
..................................
 

"จิตวิญญาณจอมยุทธ์" โดย จุมพล วรรณโชติ
ราคา 150 บาท ฟรีค่าจัดส่ง


------- สั่งซื้อได้แล้ว วันนี้ -------

 
 
สามารถสั่งซื้อได้ด้วยการโอนเงินทางธนาคารครับ

โดยโอนเงินเข้าที่ ธนาคารไทยพาณิชย์
สาขาถนนศรีนครินทร์ (ซีคอนสแควร์)
ชื่อบัญชี นาย สุภัทร์ อักษราชัยพฤกษ์

เลขที่บัญชี 164-202148-4


เมื่อโอนเงินแล้วให้แจ้ง วันที่ที่โอน เวลาที่โอน
และหนังสือที่สั่งซื้อ พร้อมทั้งที่อยู่ที่จะให้จัดส่งหนังสือ
มาทางอีเมล dragon-press@hotmail.com
หรือโทรแจ้งที่เบอร์โทร 087-7908204

 



Powered by MakeWebEasy.com