แนวทางการเสริมสร้างระบบภูมิชีวิตอย่างบูรณาการ เพื่อป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคร้ายแรงอื่นๆ (11) (9/8/2554)

แนวทางการเสริมสร้างระบบภูมิชีวิตอย่างบูรณาการ เพื่อป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคร้ายแรงอื่นๆ (11) (9/8/2554)



แนวทางการเสริมสร้างระบบภูมิชีวิตอย่างบูรณาการ

เพื่อป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคร้ายแรงอื่นๆ (11)

(9/8/2554)





*ความสำคัญของโภชนบำบัด*



ผลการวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยภายนอกที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ปัจจัยกระตุ้นมะเร็ง และปัจจัยทางพันธุกรรมของเนื้องอก ได้ค้นพบว่า เนื้องอกเป็นผลจากการกลายพันธุ์ และการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ ซึ่งรวมถึงยีนมะเร็งดั้งเดิม และยีนต้านมะเร็ง



อันที่จริงในเซลล์ปกติของคนเรา ก็มียีนมะเร็งดั้งเดิมจำนวนมากอยู่แล้ว ปกติยีนเหล่านี้จะทำหน้าที่ควบคุมการเพิ่มจำนวน และการแบ่งตัวของเซลล์โดยไม่ก่อให้เกิดเนื้องอก ทั้งยังเป็นยีนที่ร่างกายไม่อาจขาดได้ โดยเฉพาะในระยะเซลล์วัยอ่อน แต่เมื่อเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นที่ยีนมะเร็งดั้งเดิม ส่งผลให้การทำหน้าที่ทางสรีรวิทยาตามปกติของร่างกายของคนเราเกิดความยุ่งเหยิงสับสน กลายเป็น ยีนก่อมะเร็ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการเกิด และพัฒนาของเนื้องอกได้



นอกจากยีนมะเร็งดั้งเดิมแล้ว ยังมียีนอีกประเภทหนึ่งซึ่งมีบทบาทยับยั้งเนื้องอกไม่ให้เจริญกลายเป็นเนื้อร้าย เรียกว่า ยีนต้านมะเร็ง ในเวลาปกติ ยีนมะเร็งดั้งเดิมกับยีนต้านมะเร็งจะอยู่ในสภาพสมดุล แต่ผลจากการกระตุ้นของปัจจัยก่อมะเร็งหลายอย่าง ทำให้ยีนมะเร็งดั้งเดิมมีกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ยีนต้านมะเร็งจะอ่อนกำลังลงจนสูญเสียสมรรถภาพในการต้านมะเร็ง ส่งผลให้เซลล์เนื้องอกเจริญเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง กลายเป็นเซลล์มะเร็งจำนวนมากจนร่างกายไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป



จะเห็นได้ว่า เดิมทีเซลล์มะเร็งในร่างกายก็เป็นเซลล์ปกติ แต่เนื่องจากมียีนด้อยแต่กำเนิด หรือเสียสมดุลในภายหลัง ทำให้กลายพันธุ์เป็นเซลล์ร้ายหรือเซลล์มะเร็ง สาเหตุหลักของโรคมะเร็ง คือ ความผิดปกติ และด้อยสมรรถภาพของระบบภูมิชีวิต (ภูมิคุ้มกัน) ที่คอยควบคุมเซลล์ร้าย และของระบบบำบัดรักษาตัวเองของร่างกายที่คอยซ่อมแซมเซลล์ร้าย จนทำให้เกิดเซลล์มะเร็งขึ้นในร่างกาย



โดยทั่วไป กว่าแพทย์จะตรวจหาความผิดปกติของเซลล์กลายพันธุ์ได้ เซลล์นั้นจะต้องมีจำนวนเพิ่มมากกว่าหนึ่งพันล้านเซลล์เสียก่อน จึงจะตรวจพบได้ เซลล์มะเร็งมีการเติบโตเพิ่มจำนวนแบบทวีคูณจากหนึ่งเซลล์กลายเป็นสอง จากสองกลายเป็นสี่ จากสี่กลายเป็นสิบหก จากสิบหกกลายเป็นสองร้อยห้าสิบหก คำนวณไปตามนี้เรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ มีระยะเวลาในการเพิ่มจำนวนราว 33 วัน มะเร็งเต้านมมีระยะเวลาในการเพิ่มจำนวนราว 40 วัน เนื่องจากเซลล์มะเร็งเพิ่มจำนวนไม่หยุด จึงทำให้พัฒนาการของโรคในระยะหลังยิ่งเร็วขึ้น



พวกเราต้องเข้าใจว่า เซลล์มะเร็งเป็นหน่วยพื้นฐานของพยาธิสภาพของโรคมะเร็ง และมันจะไม่ตายไปเองตามธรรมชาติ แต่จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ในคนปกติ เมื่อเซลล์ในร่างกายเสื่อมและตายไป จะมีเซลล์เกิดใหม่มาทดแทนเพื่อให้การทำงานของร่างกายดำเนินไปตามปกติ กล่าวคือ เซลล์ทั้งหมดภายในร่างกายของคนเรา มีการเกิดใหม่เรื่อยๆ เพื่อทดแทนเซลล์เก่า แต่การเพิ่มของเซลล์มะเร็งเป็นไปไม่มีที่สิ้นสุดราวกับตัวเลขทางดาราศาสตร์ ทำให้สารอาหารในร่างกายของผู้ป่วยโรคมะเร็งถูกใช้หมดไปอย่างรวดเร็ว จนผู้ป่วยรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง



นอกจากนี้ เซลล์มะเร็งยังปล่อยสารพิษออกมาหลายชนิด หากตรวจพบและรักษาไม่ทัน จะลุกลามกระจายไปเพิ่มจำนวนตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย จนในที่สุด ผู้ป่วยโรคมะเร็งจะซูบผอม ไม่มีแรง โลหิตจาง เบื่ออาหาร อาเจียน มีไข้ และการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายติดขัด



ที่กล่าวมาข้างต้น ก็เพื่อจะชี้ให้พวกเราได้ตระหนักถึง ความสำคัญอย่างยิ่งยวดของโภชนบำบัดที่ใช้พืชผักผลไม้เป็นหลัก ในการช่วยป้องกันและช่วยบำบัดรักษาโรคมะเร็งร่วมกับวิธีการรักษาแบบอื่นๆ อย่างบูรณาการ โรคเรื้อรังอื่นๆ อย่างโรคหัวใจ แม้ผู้นั้นจะไม่ปรับเปลี่ยนความเคยชินในการกิน ก็ยังพอใช้ยาเพื่อให้ร่างกายทำงานเป็นปกติได้ มีแต่โรคมะเร็งเท่านั้นที่แม้จะผ่านการรักษาแบบแผนปัจจุบัน ทั้งการผ่าตัด การฉายรังสี และเคมีบำบัดแล้ว ก็ยังไม่อาจรับประกันได้ว่าจะทำลายเซลล์มะเร็งได้ทั้งหมด



จากการศึกษากรณีผู้ป่วยที่หายจากโรคมะเร็งได้ราวกับปาฏิหาริย์ โดยใช้โภชนบำบัดประกอบการรักษาด้วยนั้น ล้วนอธิบายได้เหมือนๆ กันว่า เพราะร่างกายของคนเรามีระบบภูมิชีวิต (ภูมิคุ้มกัน) และระบบบำบัดรักษาตัวเองที่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว โดยที่เซลล์ที่มีหน้าที่พิเศษในระบบภูมิคุ้มกันของเราอย่างแมโครเฟจเซลล์ (Macrophage Cells) เนเชอรัล คิลเลอร์ เซลล์ (Natural Killer Cells) บีเซลล์ (B-Cells) คิลเลอร์ ทีเซลล์ (Killer T-Cells) และเฮลเปอร์ทีเซลล์ (Helper T-Cells) เปรียบเสมือนกองทัพที่ผ่านการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญ ทำหน้าที่ลาดตระเวนทุกซอกทุกมุมของร่างกายตลอดเวลาไม่เคยหยุด เพื่อตามล่าข้าศึกที่เข้ามารุกราน ทั้งแบคทีเรีย ไวรัส และจุลินทรีย์ต่างๆ พร้อมกับทำลายข้าศึกเหล่านี้



ในการศึกสงคราม กองทัพต้องการยุทธปัจจัยฉันใด ระบบภูมิคุ้มกันของคนเราก็ต้องการ “ยุทธปัจจัย” ซึ่งประกอบด้วยโปรตีน เกลือแร่ กรดไขมัน วิตามิน เอนไซม์ กรดอะมิโน เป็นต้น เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ระบบของตนฉันนั้น นอกจากนี้ ในการที่กองทัพจะสู้รบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ต้องการอาวุธยุทโธปกรณ์ฉันใด ระบบภูมิคุ้มกันของคนเราก็ต้องการ “อาวุธยุทโธปกรณ์” ซึ่งก็คือ อินทรียสารจากพืชที่ได้จากอาหาร เช่น ไอโซฟลาโวน (Isoflavone) พอลิฟีนอล (Polyphenol) พอลิแซ็กคาไรต์ (Polysaccharide) และแอนโทไซยานิดิน (Anthocyanidin) ฉันนั้น เพื่อช่วยเสริมสรรถภาพในการทำลายข้าศึก และปกป้องร่างกาย โดยที่ จำนวนสองในสามของกองทัพระบบภูมิคุ้มกันของคนเรา ตั้งค่ายอยู่ในด้านในและนอกของอวัยวะย่อยอาหาร ซึ่งประกอบด้วยสมรรถภาพภูมิคุ้มกัน และการบำบัดรักษาตนเอง



ส่วนอีกหนึ่งในสามของกองทัพระบบภูมิคุ้มกันของคนเราไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด และน้ำเหลือง เพื่อลาดตระเวนไปตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ป้องกันเยื่อภายนอกของทุกเซลล์จากการโจมตีของข้าศึก แต่กองทัพของระบบภูมิคุ้มกันจะไม่ข้าวเข้าไปฆ่าข้าศึกภายในเซลล์



สำหรับเซลล์มะเร็งซึ่งเป็นเซลล์ผิดปกติ กองทัพภูมิคุ้มกันจะมองว่า เป็นเหมือนข้าศึกจากภายนอกจึงโจมตี กลืนกิน และทำลายเซลล์มะเร็ง ขณะที่ ภายในเซลล์ของร่างกายทุกเซลล์ จะมีระบบป้องกันตัวเองที่สมบูรณ์ โดยเอนไซม์ระยะที่ 1 (Phase I Enzyme) จะทำการสลายสารพิษที่เข้าไปภายในเซลล์ให้หมดฤทธิ์ได้ ส่วนเอนไซม์ระยะที่ 2 (Phase II Enzyme) ซึ่งทำหน้าที่ดูดซึม และขับพิษออกไปจากเซลล์ก็ ต้องการ “ยุทธปัจจัย” ที่เป็นอินทรียสารจากพืช เพื่อเริ่มต้นทำการโจมตี เข้าสลาย และทำลายสารก่อมะเร็งที่เข้ามารุกราน



เพราะฉะนั้น หากคนเรามีสารอาหารและอินทรียสารจากพืชผักผลไม้สด ที่จะสนองตอบต่อระบบภูมิคุ้มกัน และระบบบำบัดรักษาตัวเองอย่างเพียงพอ อีกทั้งยังมีส่วนเกินนำส่งไปยังเซลล์ทุกเซลล์ได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะเป็นการ “เปิด” ระบบรักษาตัวเองที่มีอยู่ภายในของทุกเซลล์ ร่างกายก็จะมีเซลล์ที่แข็งแรงหรือเซลล์ที่จะไม่เปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็ง ทำให้มีสุขภาพแข็งแรง ชะลอความแก่ สามารถมีอายุยืนยาวอย่างแข็งแรงถึงร้อยปีได้ด้วย



จะเห็นได้ว่า การที่คนเราจะมีสุขภาพแข็งแรงไม่เจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรงนั้น ร่างกายของคนเราต้องมีระบบภูมิชีวิต (ภูมิคุ้มกัน) และระบบบำบัดรักษาตนเองที่เข้มแข็ง ขณะเดียวกัน เซลล์แต่ละเซลล์ก็ต้องมีระบบรักษาตนเองที่สมบูรณ์ด้วย การที่คนเราจะบรรลุเป้าหมายของ การมีสุขภาพแบบยอดคนเช่นนี้ได้ ร่างกายและเซลล์ทุกเซลล์ของผู้นั้น จำเป็นต้องมีการตอบสนองต่อสารอาหารที่ดีที่สุด (โภชนาการเพื่อเซลล์) สารอาหารดังกล่าวประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต โปรตีน กรดอะมิโน ไขมัน กรดไขมันจำเป็น วิตามิน เอนไซม์ เกลือแร่ สารอาหารรอง (trace element) และ ที่สำคัญที่สุดคือ สารอินทรียสารจากพืชผักผลไม้สด



สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นองค์ความรู้จาก ดร.ทอม อู๋ (Tom Wu) ด็อกเตอร์ด้านโภชนาการ และการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติจากสหรัฐอเมริกา ผู้เขียนหนังสือ “ธรรมชาติช่วยชีวิต” (Dr. Wu’s Principle of Nature Cure) (สำนักพิมพ์อินสปายร์, พ.ศ. 2554) อันโด่งดัง เพราะตัวเขาเคยป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่สาม ตอนอายุสามสิบแล้วสามารถหายจากโรคร้ายนี้ได้ราวกับปาฏิหาริย์ ด้วยการกินอาหารอินทรีย์ และรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ (โภชนบำบัด)...ต่อไปผมจะขอกล่าวถึง กรณีของนักสู้ 7 มะเร็ง ซึ่งเป็นกรณีของหญิงไทยคนหนึ่งในยุคปัจจุบัน เพื่อขยายมุมมองของโภชนบำบัดออกไปอีก






Powered by MakeWebEasy.com