แนวทางการเสริมสร้างระบบภูมิชีวิตอย่างบูรณาการ เพื่อป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคร้ายแรงอื่นๆ (14) (30/8/2554)

แนวทางการเสริมสร้างระบบภูมิชีวิตอย่างบูรณาการ เพื่อป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคร้ายแรงอื่นๆ (14) (30/8/2554)


แนวทางการเสริมสร้างระบบภูมิชีวิตอย่างบูรณาการ
เพื่อป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคร้ายแรงอื่นๆ (14)

(30/8/2554)





*อาหารกับมะเร็ง*



มะเร็งเป็นหนึ่งในบรรดาโรคร้ายไม่กี่ชนิดในปัจจุบัน ที่มีผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนและสังคมอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง มะเร็งร้ายที่พบบ่อยสำหรับเพศหญิงคือมะเร็งมดลูก มะเร็งรังไข่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งไข่ปลาอุก ส่วนมะเร็งร้ายที่พบบ่อยสำหรับเพศชาย คือ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี และมะเร็งต่อมลูกหมาก หากพิจารณาจากค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็งโดยแพทย์แผนปัจจุบัน แม้จะเข้าโรงพยาบาลของรัฐก็ตาม ก็ยังเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าจะหายด้วย



ยกตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็งตับอยู่ที่ สองล้านบาท (ข้อมูลปี พ.ศ. 2553 จากหนังสือ “ป้องกัน 10 มะเร็งร้ายก่อนคร่าผู้ชาย ทำลายผู้หญิง” โดยนายแพทย์วิโรจน์ ไววานิชกิจ, สำนักพิมพ์ฐานบุ๊คส์, 2553) ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่อยู่ที่ หนึ่งล้านสองแสนบาท ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็งปอดอยู่ที่ เก้าแสนบาท ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากอยู่ที่ ห้าแสนบาท ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็งท่อน้ำดีอยู่ที่ แปดแสนบาท



ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็งมดลูกอยู่ที่ ห้าแสนบาท ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็งรังไข่อยู่ที่ เจ็ดแสนบาท ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็งปากมดลูกอยู่ที่ หนึ่งล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็งเต้านมอยู่ที่ ห้าแสนบาท ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็งไข่ปลาอุก (มะเร็งที่เกิดในรก ผู้ป่วยมักจะเป็นวัยเจริญพันธุ์ และเกิดเนื้องอกที่รกตอนตั้งครรภ์ที่เป็นเนื้อร้าย) อยู่ที่ เจ็ดแสนบาท



ไม่เพียงแต่โรคมะเร็งจะบั่นทอนสถานะทางเศรษฐกิจของผู้ป่วย และครอบครัวเท่านั้น มันยังกัดกินร่างกายของผู้ป่วย สร้างความทุกข์ทรมานทางจิตใจแก่ผู้ป่วย และคนใกล้ชิดตราบจนวาระสุดท้าย โรคมะเร็งยังบั่นทอนคุกคามความมุ่งมั่นของผู้ป่วยในการมีชีวิตรอด ตลอดจนทำลายความหวังของญาติมิตร และครอบครัวของผู้ป่วยจนหมดสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น มะเร็งยังเป็นโรคที่ก่อความสั่นสะเทือนแก่วงการแพทย์แผนใหม่อย่างถึงรากถึงโคน เพราะไม่เคยมีโรคร้ายใดที่บ่อนทำลายสถานภาพอันศักดิ์สิทธิ์ของการแพทย์แผนใหม่ได้มากเท่าโรคมะเร็งอีกแล้ว แม้จนบัดนี้ สถาบันการแพทย์แผนใหม่ ก็ยังมีขีดจำกัดอยู่มากในการจัดการกับโรคมะเร็ง ทั้งในการรักษา และการป้องกัน



มุมมองใหม่ที่แทบเรียกได้ว่า “ปฏิวัติ” ในการทำความเข้าใจโรคมะเร็ง ทั้งในแง่ของการรักษาและการป้องกันกลับมาจาก การแพทย์ทางเลือก ที่กล้ายืนยัน (แม้จะไม่มีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับในช่วงแรกๆ เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน) ว่า มะเร็งเป็นผลจากการรับประทานอาหารที่เลว หากคนเรากินอาหารพวกเนื้อ นม ไข่มากๆ อาหารพวกที่ฟอกจนขาว เช่น น้ำตาล แป้งขาว และอาหารพวกที่มีสารกันบูดมากๆ คนผู้นั้นก็จะเป็นมะเร็งได้ ถ้าคนผู้นั้นไม่ตายด้วยโรคหัวใจเสียก่อน อาหารประเภทนี้ซึ่งเป็นผลผลิตของสังคมอุตสาหกรรม ก็จะทำให้มะเร็งเล่นงานคนผู้นั้นในที่สุด



มุมมองแบบการแพทย์ทางเลือกจะให้ความเคารพ และความสำคัญที่คนเรารับประทานในชีวิตประจำวันแต่ละวัน โดยมิได้มองว่า อาหารเป็นแค่เชื้อเพลิงธรรมดาที่ให้พลังงานแก่ร่างกายเหมือนอย่างการแพทย์สมัยใหม่ที่มองอาหารในเชิงชีวเคมีอย่างเดียวเท่านั้น แต่การแพทย์ทางเลือกจะมองว่า อาหารเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตเรา ให้ชีวิตแก่เรา อาหารถูกเปลี่ยนรูปเข้าสู่กระแสเลือด และเซลล์ของเรา ด้วยวิธีการเช่นนี้ เราจึงสร้างสรรค์ตัวเราเองขึ้นใหม่ทุกๆ วันด้วยสิ่งที่เรากินเข้าไป



ถ้าเรากินอาหารที่อุดมไปด้วยไขมัน แป้ง น้ำตาล หรือเต็มไปด้วยสารเคมีสังเคราะห์ หรือปรุงอย่างมักง่าย ไม่ช้า เราก็จะเจ็บป่วย ปั่นป่วน และสับสน แต่ถ้าเรากินอาหารที่สะอาด มีคุณภาพดี และปรุงอย่างใส่ใจ เราก็จะแข็งแรง มีสมองที่ปลอดโปร่ง สามารถกระทำสิ่งที่เราปรารถนาจะกระทำในชีวิตให้ดีกว่าเดิมได้ คนเราควรมองการทำอาหารและการรับประทานว่าเป็นศิลปะเพื่อชีวิตอย่างหนึ่ง เนื่องจากมันเป็นสิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลงคุณภาพของเลือด และเซลล์ของร่างกายของเราได้โดยตรง ศิลปะแขนงอื่นก็มิได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเราได้เท่ากับอาหาร ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของเลือด และเซลล์โดยตรง



ในช่วงสามสิบปีมานี้ อาหารการกินของคนไทยเราได้เสื่อมถอยในเชิงคุณค่าลงไปเรื่อยๆ เพราะอาหารขยะ อาหารแปรรูป และอาหารสังเคราะห์ได้ปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆ ในชีวิตประจำวันของคนไทยยุคปัจจุบัน สิ่งที่คนไทยเรากินกันในทุกวันนี้ เป็นอาหารที่ส่วนใหญ่ได้ผ่านกระบวนการแปรรูปต่างๆ มาไม่น้อย มิหนำซ้ำผู้คนนิยมกินอาหารนอกบ้านเพิ่มขึ้น โดยเป็นอาหารที่มีเส้นใยน้อย และเอาความสะดวกเข้าว่า รูปแบบอาหารการกินที่เปลี่ยนไปมากของคนไทยในยุคนี้นี่เอง ที่ทำให้สังคมไทยได้แลเห็นการเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัวของโรคมะเร็ง โดยที่ผู้ป่วยโรคมะเร็งส่วนใหญ่มิได้เฉลียวใจเลยว่า “อาหารนั่นเอง ที่ฆ่าเราอย่างผ่อนส่ง ฆ่าอย่างช้าๆ ในแต่ละวัน”



อาหารการกินที่ไม่เหมาะสมจึงเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของโรคมะเร็ง ในทางกลับกัน การสร้างนิสัยการบริโภคที่เหมาะสม ถูกต้อง และทันกาล ก็ย่อมสามารถป้องกันโรคมะเร็ง รวมทั้งอาจสามารถรักษาโรคนี้อย่างได้ผลเช่นกันด้วย คนไทยในยุคปัจจุบัน ควรมองให้เห็นภาพรวมที่เชื่อมโยงอาหารกับความเจ็บไข้ได้อย่างกว้างขวางครอบคลุมมากกว่านี้ เพราะการที่ร่างกายของคนเราจะมีสุขภาพดีได้นั้น ปริมาณอาหารที่ได้รับเข้ามากับอาหารที่ถูกใช้ไปในรูปพลังงาน และที่ถูกขับถ่ายออกไปในรูปของเสีย จะต้องอยู่ในภาวะสมดุล



ถ้าหากเรากินอาหารเข้าไปมากเกินกว่าความจำเป็นในด้านพลังงาน และการสร้างเซลล์ใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทน ส่วนที่เกินจะถูกเก็บสะสมในรูปของไขมัน และถ้าเราบริโภคอาหารประเภทที่ย่อยสลายยาก เช่น ไขมันอิ่มตัว และคอเลสเตอรอล อาหารเหล่านี้ก็จะถูกสะสมไว้ภายในร่างกายด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่า อาหารส่วนเกินจำนวนมากจะถูกขับถ่ายออกไปทางปัสสาวะ อุจจาระทางผิวหนังในรูปของเหงื่อ และถูกเผาผลาญไปในกิจกรรมต่างๆ แต่ส่วนที่คงเหลือจะถูกเก็บสะสมไว้ภายในร่างกาย ยิ่งถ้าหากผู้ใดมีอาชีพทำงานนั่งโต๊ะ และไม่ค่อยได้ออกกำลังกายใช้พลังงานส่วนเกินในการเคลื่อนไหวมากนัก อัตราการสะสมก็จะเพิ่มมากยิ่งขึ้น



ในปัจจุบัน จึงมีคนไทยจำนวนมากเหลือเกินที่ภาวะสมดุลเช่นที่ว่านี้ได้ถูกทำลายไปเป็นเวลานานแล้ว ก่อนที่โรคร้ายต่างๆ จะปรากฏตัวออกมาในภายหลัง มิหนำซ้ำ พวกเขายังไม่ได้เฉลียวใจแต่ประการใด จึงยังคงกินเข้าไปมากกว่าที่จะใช้หรือขับถ่ายออกไปได้ ผลที่ตามมาก็คือ ร่างกายของพวกเขาเหล่านั้น ได้รับความกดดันมหาศาลในการที่ต้องสะสมไขมันอิ่มตัว คอเลสเตอรอล สารสังเคราะห์ต่างๆ และพลังงานที่เหลือใช้จากน้ำตาล และผลิตภัณฑ์จากแป้งหลากชนิดจำนวนมาก จึงทำให้ร่างกายและระบบภูมิชีวิต (ภูมิคุ้มกัน) ของพวกเขาอ่อนแอลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากเลือดของพวกเขาแปดเปื้อนไปด้วยสารพิษชนิดต่างๆ สารพิษเหล่านี้แพร่กระจายไปสู่เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกาย ทำให้กระบวนการอักเสบเกิดขึ้นในระดับเซลล์ และกระบวนการเสื่อมสลายก็เริ่มขึ้น



ขั้นแรกเกิดขึ้นในรูปของก้อนไขมัน ซึ่งเกาะรวมกันอยู่ตามเส้นโลหิตแดง และรอบๆ หัวใจ ซึ่งทำให้โลหิตไหลเวียนไปยังหัวใจและสมองน้อยลง (อาการโรคหลอดเลือดแข็ง)



ขั้นต่อมา การสะสมไขมันดังกล่าวนี้ จะปรากฏภายในและรอบๆ อวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะรอบๆ อวัยวะซึ่งทำหน้าที่กำจัดของเสียจากเลือด หรืออวัยวะซึ่งขับถ่ายส่วนเกินในทางใดทางหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น การมีก้อนในเต้านมของสตรีน่าจะเป็นผลจากการสะสมตัวของไขมัน และสารพิษอื่นๆ บางชนิดในร่างกาย ซึ่งรวมทั้งสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นประสาทอย่างแรง เช่น กาเฟอีน ก้อนเหล่านี้เกิดขึ้นในเต้านมเนื่องจากร่างกายพยายามขับสารส่วนเกินออกจากระบบนั่นเอง



ในที่สุดแล้ว เมื่อการสะสมไขมันดังกล่าวทวีความกดดันรุนแรงยิ่งขึ้นจนถึงขั้นเซลล์เริ่มแตกสลาย เมื่อนั้นอาการของปัญหาโรคเรื้อรังต่างๆ จึงเริ่มปรากฏและสังเกตเห็นได้ชัด เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ปัสสาวะลำบาก ท้องผูกเรื้อรัง ท้องเสียเป็นประจำ ถุงลมโป่งพอง อาการหอบหืด ประจำเดือนไม่ปกติ มีอาการตกขาวในสตรีเหล่านี้ เป็นต้น อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าร่างกายของผู้นั้นกำลังตกอยู่ใต้ความกดดันมหาศาล และกำลังเสื่อมสลายลง



เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่มีปัญหาเรื้อรังเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆ อย่าง และยังไม่คิดเปลี่ยนแปลงอาหารการกินของตัวเอง คนคนนั้นย่อมมุ่งหน้าไปสู่การเป็นโรคร้ายแรงโรคใดโรคหนึ่งอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะร่างกายของผู้นั้นย่อมพยายามที่จะปกป้องระบบภูมิชีวิตทั้งหมดจากการถูกทำลายโดยการรวบรวมเอาสารพิษต่างๆ ไว้ในบริเวณจำกัดเพียงแห่งเดียวหรือหลายแห่ง ซึ่งจะทำให้อวัยวะอื่นๆ ทำงานต่อไปได้ เมื่อสารพิษถูกรวมเข้าไว้ด้วยกันในลักษณะเช่นนี้ ผลที่ตามมาก็คือเนื้องอก และมะเร็งในที่สุด




Powered by MakeWebEasy.com