แนวทางการเสริมสร้างสุขภาพอย่างบูรณาการ เพื่อการชะลอวัยและการมีอายุยืนถึงร้อยปี หรือกว่านั้น (2) (3/4/2555)

แนวทางการเสริมสร้างสุขภาพอย่างบูรณาการ เพื่อการชะลอวัยและการมีอายุยืนถึงร้อยปี หรือกว่านั้น (2) (3/4/2555)


แนวทางการเสริมสร้างสุขภาพอย่างบูรณาการ
เพื่อการชะลอวัยและการมีอายุยืนถึงร้อยปี หรือกว่านั้น (2)


(3/4/2555)



 *"แรงดันไฟฟ้า" ในร่างกายมนุษย์*



เราได้กล่าวไปแล้วว่า กระบวนทัศน์หรือตรรกะความคิดพื้นฐานของการแพทย์แผนปัจจุบัน น่าจะมีปัญหา จึงทำให้ในช่วงหลายสิบปีมานี้มีโรคเสื่อมเรื้อรังมากมายที่ไม่อาจรักษาได้ และยังไม่มีสักโรคเลยที่ถูกจัดการหรือถูกพิชิตได้ โดยที่สาเหตุหนึ่งน่าจะมาจากการขาดการมองร่างกายในฐานะที่เป็นระบบที่เป็นองค์รวมแห่งพลังงานละเอียด หรือพลังงานชีวิต



อเล็กซ์ วู ผู้เขียนหนังสือ “เข็มทิศสุขภาพ” อันโด่งดังได้ใช้ตัวอย่างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล มาทำการอธิบายสาเหตุโรคภัยไข้เจ็บของมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจดังนี้... แหล่งจ่ายไฟฟ้าของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ล้วนเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีแรงดันไฟฟ้าจากภายนอกในระดับที่ขีดจำกัดล่างสามารถรับได้ ยกตัวอย่างเช่น หากคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลต้องใช้แรงดันไฟฟ้าขนาด 110 โวลต์ แรงดันไฟฟ้าจากภายนอกที่ลดลงเหลือ 70 โวลต์คือขีดจำกัดล่างที่สามารถรับได้ (ในทางทฤษฎี)



กล่าวคือ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยังสามารถทำงานได้อยู่ แต่ถ้าแรงดันไฟฟ้าลดลงถึง 60 โวลต์แล้ว ถือว่าได้ลดลงต่ำกว่าขีดจำกัดล่าง ระบบอาจจะเกิดปัญหาขึ้น เพราะฉะนั้นเวลาที่ผู้ใช้งานเห็นแค่เครื่องคอมพิวเตอร์เกิดปัญหาขัดข้อง วิศวกรจะแก้ปัญหาที่จุดใดก่อน คือจะแก้ตรงแรงดันไฟฟ้า หรือจะแก้ที่ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ คำตอบตรงนี้ค่อนข้างจะชัดเจนอยู่แล้ว



เพราะวิศวกรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผ่านการฝึกฝนขั้นพื้นฐานมาเป็นอย่างดี จะต้องทำการวัดแรงดันไฟฟ้าของแหล่งกำเนิดไฟฟ้าก่อน นี่คือขั้นตอนแรกของการซ่อมคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หากวิศวกรพบว่า เป็นปัญหาของแรงดันไฟฟ้าแล้ว หลังจากที่ได้ปรับแรงดันไฟฟ้าไปจนถึงขอบเขตที่ปกติ จากนั้นจึงมาดูว่า เครื่องคอมพิวเตอร์มีปัญหาอยู่อีกหรือไม่ โดยปกติเครื่องคอมพิวเตอร์ไม่ค่อยเกิดปัญหาอะไรอยู่แล้ว ขอเพียงแรงดันไฟฟ้ามีความปกติ ปัญหาทุกอย่างก็จะได้รับการแก้ไขโดยปริยาย



แต่ถ้าหากปัญหาเดียวกันได้เกิดขึ้นกับร่างกายมนุษย์เล่า? นี่จะเป็นเรื่องที่ใหญ่โตมากในทางการแพทย์เลยทีเดียว เครื่องคอมพิวเตอร์ก็เปรียบเสมือนอวัยวะภายในร่างกายมนุษย์ ในที่นี้เรามาสมมติให้เป็นไตก็แล้วกัน



ปัญหาแรกที่วิชาแพทย์ต้องถามก็คือ “แรงดันไฟฟ้าในร่างกายมนุษย์คืออะไร?” แต่เนื่องจาก การแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่มีดัชนีใดที่จะใช้วัดระดับพลังงานของร่างกายมนุษย์ รวมทั้งกระบวนทัศน์ของการแพทย์แผนตะวันตกที่อิงอยู่กับกายวิภาคศาสตร์ ไม่คิดหรือไม่เชื่อว่ามี “แรงดันไฟฟ้า” ในร่างกายมนุษย์ที่จะวัดได้ จึงไม่มีหลักฐานที่ใช้ยืนยันได้ว่า เกิดปัญหาที่ระดับพลังงาน ในขณะที่หลักฐานทุกอย่างอื่นๆ ล้วนกำลังบ่งบอกว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ (ไต) ได้ขัดข้องแล้ว



แน่นอนว่า ในสายตาของแพทย์แผนปัจจุบัน จะต้องทำการซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์ คือ ต้องซ่อมไตก่อนเป็นอันดับแรก ดังนั้นจึงได้ใช้สารพัดยา (วิธีการทางเคมี) ในการรักษาไต กระทั่งได้ทำลายไตแล้วเปลี่ยนไตลูกใหม่แล้วก็ตาม แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้สักที ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่ไตส่วนใหญ่ที่ถูกทำลายไปนั้น แท้จริงแล้วยังเป็นไตที่ยังมีสภาพดีอยู่



การที่การแพทย์ในปัจจุบัน ยังไม่มีดัชนีใดที่ใช้วัดระดับพลังงานของร่างกายมนุษย์ ฉะนั้น หากนำวิชาแพทยศาสตร์ในปัจจุบันไปเปรียบเทียบกับวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ย่อมหมายความว่า วิชาแพทยศาสตร์ในปัจจุบันยังอยู่ในสมัยที่ยังไม่ได้ค้นพบแรงดันไฟฟ้าอยู่เลย และเมื่อยังไม่ได้ค้นพบแรงดันไฟฟ้า แน่นอนว่า วิชาอิเล็กทรอนิกส์ก็จะไม่มีอยู่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการพัฒนาวิชานี้กันเลย



การที่กระบวนทัศน์ของการแพทย์แผนตะวันตก ยึดมั่นอยู่กับปรัชญาแบบประจักษนิยมที่ยืนยันว่า “ทุกอย่างจะต้องมีหลักฐาน” อย่างเหนียวแน่น แต่เนื่องจากมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ยังไม่มีความสามารถที่จะหาหลักฐานมาพิสูจน์ว่า พลังงานในร่างกายไม่เพียงพอ แต่จากตัวอย่างที่ยกมาได้ปรากฏหลักฐานอย่างเช่นว่า ไตมีความผิดปกติ ในภาวการณ์เช่นนี้ แพทย์ทุกคนย่อมต้องบอกว่า เป็นโรคไต แต่เมื่อแพทย์ได้ทุ่มเทพลังทั้งหมดไปในการรักษาไต จึงได้ละเลยการปรับ “แรงดันไฟฟ้า” ที่แหล่งจ่ายพลังงานในร่างกายของผู้ป่วย



การกระทำของแพทย์เช่นนี้ จึงไม่ต่างไปจากวิศวกรอิเล็กทรอนิกส์ที่ขาดทักษะพื้นฐานทางวิชาชีพ ที่ไม่ทำการปรับแรงดันไฟฟ้าที่แหล่งจ่ายพลังงานแล้วค่อยซ่อมคอมพิวเตอร์ (ไต) แต่อย่างใดเลย เพราะฉะนั้น กระบวนทัศน์ของแพทย์แผนตะวันตกที่มองว่า “ปวดหัวรักษาหัว ปวดขารักษาขา” ราวกับกฎแห่งสัจธรรม จึงอาจทำให้การรักษาและการดูแลสุขภาพของผู้คนหลงทางก็เป็นได้



หากเรามองว่า ร่างกายมนุษย์เป็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบกว่า เครื่องคอมพิวเตอร์มากมายนัก ขนาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในปัจจุบันยังมีความสามารถในการตรวจสอบ และทำการซ่อมแซมความผิดพลาดบางส่วนได้เลย เพราะฉะนั้น ร่างกายมนุษย์อันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้นมา จะต้องมีความสามารถที่ดียิ่งกว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น การยอมรับในความมีอยู่จริงของพลังบำบัดในร่างกายมนุษย์ที่มีความสามารถในการรักษาตัวเอง น่าจะเป็นมุมมองที่ถูกต้องกว่า การมองร่างกายมนุษย์อย่างเป็นกลไกแบบพื้นๆ ที่ไม่สามารถรักษาตัวเองได้ แต่ต้องพึ่งการรักษาจากภายนอกเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด หรือการใช้ยาก็ตาม



แต่การที่ร่างกายมนุษย์จะทำการรักษาตัวเองได้นั้น มันจะต้องบรรลุข้อเรียกร้องขั้นพื้นฐานต่อพลังงานของร่างกายมนุษย์เสียก่อน เฉกเช่นเดียวกับที่คุณสมบัติอันพิเศษต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ที่จะใช้งานได้ จะต้องมีการเรียกร้องต่อมาตรฐานของอุปกรณ์เสริมอย่างพอสมควรเสียก่อน ฉันใดก็ฉันนั้น การที่ร่างกายมนุษย์จะสามารถบำบัดรักษาตัวเองได้นั้น ระดับพลังงานในร่างกายของผู้นั้นจะต้องสูงในระดับหนึ่งเสียก่อนถึงจะทำได้ แต่ถ้าหากระดับพลังงานในร่างกายของผู้นั้น ได้ลดต่ำลงมาถึงจุดหนึ่งแล้ว การปรับสภาพของระบบในร่างกาย และความสามารถในการเกิดใหม่ของเนื้อเยื่อ ก็จะลดประสิทธิภาพลง



หากระดับพลังงานในร่างกายของผู้นั้นลดต่ำลงไปอีกจนถึงระดับหนึ่ง แม้แต่ความสามารถในการรักษาตนเองก็จะสูญหายไป หากระดับพลังงานยังลดต่ำลงกว่านั้นอีก คราวนี้ความสามารถในการขับของเสียระบบภูมิคุ้มกันของผู้นั้น และการเกิดใหม่ของเนื้อเยื่อก็จะค่อยๆ สูญหายไปอีกเช่นกัน สุดท้ายก็ก่อเกิดเป็นโรคภัยไข้เจ็บเรื้อรังร้ายแรงตามมา



จะเห็นได้ว่า หากมองปัญหาสุขภาพจากมุมมองของระดับพลังงานในร่างกายมนุษย์ โดยใช้กระบวนทัศน์ใหม่ที่มองร่างกายในฐานะที่เป็นระบบที่เป็นองค์รวมแห่งพลังงานละเอียด (sublte energy) หรือพลังงานชีวิต เราจะมีวิธีการดูแลรักษาสุขภาพ การชะลอวัย และการทำให้อายุยืนถึงร้อยปีหรือกว่านั้น ที่ต่างไปจากการแพทย์แผนปัจจุบันแบบ “ก้าวข้าม และหลอมรวม” (transcend and include) เลยทีเดียว



กล่าวคือ เราสามารถที่จะพัฒนา การแพทย์แห่งอนาคตที่ก้าวข้าม และหลอมรวมการแพทย์แผนปัจจุบันได้ โดยทิศทางที่นำไปสู่การแพทย์แห่งอนาคตนี้ จะต้องเป็น การแพทย์เชิงบูรณาการ (Integral Medicine) ที่มี การแพทย์เชิงพลังงาน (energy medicine) หรือ การแพทย์เชิงควอนตัม (quantum medicine) เป็นแกนกลางหรือหัวใจของการแพทย์แห่งอนาคตนี้ โดยที่ไม่ได้ทอดทิ้งคุณูปการของการแพทย์แผนปัจจุบันแต่ประการใด



กล่าวคือ หากศาสตร์ชะลอวัยของการแพทย์แผนปัจจุบัน เน้นไปที่การผ่าตัดเสริมสวยกับการรับประทานฮอร์โมน และอาหารเสริมเพื่อบำรุงในระดับเซลล์แล้ว ศาสตร์ชะลอวัยของการแพทย์แห่งอนาคต จะเน้นไปที่การยกระดับพลังงานในร่างกาย และการสะสมพลังงานไว้ที่ศูนย์พลังงานต่างๆ ในร่างกาย โดยประสานการทำงานของกาย จิต และพลังอย่างบูรณาการเป็นหลัก โดยยังใช้ประโยชน์จากการรับประทานฮอร์โมน และอาหารเสริมเพื่อบำรุงในระดับเซลล์ด้วย



Powered by MakeWebEasy.com