แนวทางการเสริมสร้างสุขภาพอย่างบูรณาการ เพื่อการชะลอวัยและการมีอายุยืนถึงร้อยปี หรือกว่านั้น (22) (21/8/2555)

แนวทางการเสริมสร้างสุขภาพอย่างบูรณาการ เพื่อการชะลอวัยและการมีอายุยืนถึงร้อยปี หรือกว่านั้น (22) (21/8/2555)


 
แนวทางการเสริมสร้างสุขภาพอย่างบูรณาการ
 
เพื่อการชะลอวัยและการมีอายุยืนถึงร้อยปี หรือกว่านั้น (22)

(21/8/2555)


 





*เคล็ดวิชา “5 กระบวนท่า” ของทิเบตขั้นสูง (ต่อ)”*




กระบวนท่าที่หนึ่ง “ให้พลังดินกับพลังฟ้ามาบรรจบกันในท่ายืนกางแขน (ท่ายืนกากบาท)”


(1) ก่อนอื่นยืนตัวตรงเท้าแตะพื้นเต็มฝ่าเท้า ยกมือทั้งสองไขว้กันบริเวณหน้าอก มือขวาทับมือซ้าย จากนั้นให้ภาวนาถึงพลังศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ในตัวเรา ขอให้พลังศักดิ์สิทธิ์นั้นจงมาช่วยกระตุ้นจักระทั้งหลายในร่างกายของเรา ขอให้ปราณจำนวนมากจงไหลเข้ามาในตัวเรา มาช่วยชำระอวัยวะภายในของเราให้สะอาด และขอให้จักระต่างๆ ของเราได้รับการปลุกให้ตื่น เราต้องไม่ลืมว่า “การภาวนา” มีความสำคัญที่สุดในการบริหารร่างกายแนวเร้นลับ เนื่องจากการภาวนาต่อพลังศักดิ์สิทธิ์ จะช่วยดึงพลังจิตที่เข้มแข็ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ของตัวเราออกมา รวมทั้งยังช่วยชำระจิตใจของเราให้สะอาดด้วย



(2) เมื่อภาวนาเสร็จแล้ว จงกางแขนทั้งสองข้างออกให้ขนานกับพื้นเป็นท่ายืนกากบาท ในทันทีที่ยืนในท่ากากบาทนี้ พลังดิน (พลังหยิน) กับพลังฟ้า (พลังหยาง) ในร่างกายเราจะมาบรรจบกัน ขอให้เราจงตั้งจิตเพ่งไปที่ศูนย์กลางภายในของร่างกายเราที่บริเวณทรวงอก เพื่อสัมผัสรู้สึกถึงการบรรจบกันของพลังงานทั้งสองนี้



(3) หมุนตัวไปตามเข็มนาฬิกา ทั้งที่ตายังลืมอยู่ในท่ากากบาทนี้เป็นจำนวน 12 รอบ ถ้าทำได้ขอให้หมุนด้วยความเร็วสูง ขณะที่หมุนตัวอยู่ขอให้ภาวนาถึงพลังศักดิ์สิทธิ์ภายในตัวเราตลอดเวลาในตอนที่ร่างกายเราหมุน จักระของเราก็จะหมุนด้วย ผู้ฝึกจึงควรใช้จินตนาการนึกภาพการหมุนของจักระต่างๆ นี้ตามไปด้วย



(4) เมื่อหมุนตัวครบ 12 รอบแล้วให้กลับมายืนไขว้มือในท่าเริ่มต้นตามเดิม ที่สำคัญต้องเปลี่ยนสภาพจากการเคลื่อนไหวมาสู่สภาพความนิ่งโดยทันที เมื่อยืนสงบนิ่งแล้วขอให้หลับตาทันทีเช่นกัน โดยผู้ฝึกยังคงรู้สึกได้ถึงอาการหมุนอยู่ ขอให้เราเพ่งจิตไปที่ความรู้สึกหมุนอันนี้ โดยใช้จินตนาการตระหนักถึงสภาพการไหลวนของพลังงาน และการหมุนด้วยความเร็วสูงของจักระ เมื่อความรู้สึกหมุนภายในร่างกายหมดไปแล้วจึงค่อยลืมตาขึ้น เป็นอันจบรอบของกระบวนท่าที่หนึ่งนี้ อนึ่งในระหว่างที่เราเพ่งจิตไปที่การหมุนอยู่นี้ หากเราต้องการปลุกจักระใดในร่างกาย ก็ให้เพ่งจิตไปที่จักระนั้นด้วย โดยจินตนาการว่าจักระนั้นก็หมุนด้วยความเร็วสูงเช่นกัน



กระบวนท่าที่สอง “เชื่อมกับเส้นประสาทสมอง”


(1) ก่อนอื่นนอนหงายหลังบนพื้นห้อง ขาทั้งสองข้างติดกันกางแขนขนานกับพื้นจนลำตัวเป็นรูปกากบาท ฝ่ามือหงายขึ้นข้างบน จากนั้นให้ภาวนาถึงพลังศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ในตัวเรา ขอให้พลังศักดิ์สิทธิ์นี้จงมาบำรุงเส้นประสาทสมองของเราให้แข็งแรง



(2) จากนั้นให้หลับตา เพ่งความรู้สึกของเราเข้าสู่ภายในบริเวณสมอง เนื่องจากสมองของคนเราต้องทำงานหนัก และเผชิญกับความเครียดอยู่ทุกเมื่อ ย่อมทำให้มันเหนื่อยล้าได้ การบำรุงรักษาเส้นประสาทสมองให้แข็งแรงอยู่เสมอ จึงมีความสำคัญมากต่อการทำให้คนเรามีสุขภาพแข็งแรงตลอดไป



(3) ต่อไปให้ทำการสื่อสารกับสมองตน ด้วยการบริกรรมมนต์ “โอม” ในใจเบาๆ การบริกรรมมนต์ “โอม” นี้จะช่วยเปิดเส้นทางการสื่อสารกับอวัยวะภายในของเรา ทำให้อวัยวะเหล่านั้นสามารถดูดซับพลังงานหรือปราณให้เข้าไปได้



(4) เมื่อภาวนาเสร็จแล้วค่อยๆ ยกขาทั้งสองขึ้น ขาเหยียดตรงตั้งฉากกับลำตัว โดยใช้มือทั้งสองกดกับพื้นพยุงขาให้ตั้งฉากเอาไว้ เมื่อทำท่านี้ได้แล้วจะรู้สึกได้ว่ามีพลังงานจากขาที่เหยียดตรงไหลเข้ามา ขอให้จินตนาการว่า พลังงานนั้นไหลเข้าสู่สมอง และไปบำรุงเส้นประสาทสมอง



(5) จบแล้วค่อยๆ หย่อนขาลงกับพื้น สองแขนไขว้กันบริเวณหน้าอก มือขวาทับมือซ้ายนอนแหงนหน้า เมื่ออยู่ในท่านี้แล้ว พลังที่ได้รับเข้าไปจะได้รับการรักษาให้อยู่ภายในร่างกาย...จงอยู่ในสมาธิอีกชั่วครู พร้อมกับตระหนักได้ถึงการฟื้นฟูความแข็งแรงของเส้นประสาทสมองของเรา



กระบวนท่าที่สาม “ใช่การหายใจกับการภาวนาทำให้หัวใจเปี่ยมด้วยความรักและพลัง”


(1) ก่อนอื่น คุกเข่าแตะพื้น ลำตัวตรง สองมือไขว้กันที่หน้าอก มือขวาทับมือซ้าย แค่อยู่ในท่านี้ จักระย่อยบริเวณหัวเข่า อันเป็นตำแหน่งที่พลังจากพสุธามาพบกับพลังจากท้องฟ้า และคอยช่วยทำให้พลังสองชนิดนี้มีความสมดุลกันในร่างกายคนเรา ก็จะได้รับการกระตุ้นแล้ว จากท่านี้จงใช้นิ้วหัวแม่มือขวากับนิ้วชี้ขวาคุมการหายใจ โดยใช้รูจมูกข้างเดียวหายใจสลับกัน ส่วนมือซ้ายให้แตะบริเวณสะดือ



(2) การหายใจแบบนี้ เป็นวิธีการหนึ่งในการฝึกลมปราณของโยคะที่เรียกว่า “ปราณยามะ” ให้ทำ 3 ครั้ง โดยมีรายละเอียดดังนี้...ก่อนอื่น ให้ใช้นิ้วชี้ขวากดรูจมูกข้างซ้าย จากนั้นค่อยๆ สูดลมหายใจช้าๆ เข้าไปทางรูจมูกขวา เมื่อสูดเสร็จแล้วให้ใช้นิ้วหัวแม่มือขวากดรูจมูกขวาแล้วกักลมหายใจในท่านี้อยู่ชั่วขณะหนึ่งตราบเท่าที่ยังทนได้ จากนั้นให้คลายนิ้วชี้ขวาออกระบายลมหายใจออกจากปอด โดยผ่านรูจมูกซ้ายจนหมด แล้วจึงสูดลมหายใจเข้าจากรูจมูกซ้ายช้าๆ ลึกๆ พอสูดเสร็จก็ใช้นิ้วชี้ขวากดรูจมูกซ้าย แล้วกักลมหายใจเอาไว้ตราบเท่าที่ยังทนได้ จากนั้นให้คลายนิ้วหัวแม่มือขวาที่กดรูจมูกขวาออกพร้อมกับระบายลมหายใจออกจากรูจมูกขวาจนหมด จึงสูดหายใจเข้าไปอีกจากรูจมูกขวาอันนั้น...ทำได้เช่นนี้เรียกว่า หนึ่งรอบให้ทำจนครบสามรอบ



(3) เมื่อฝึกปราณยามะเสร็จให้ก้มลงกราบแตะพื้น ทั้งหน้าผากและมือแล้ว ภาวนาถึงพลังศักดิ์สิทธิ์ภายในตัวเราในท่าคุกเข่ากราบพื้นอยู่นี้ เมื่อภาวนาเสร็จแล้วให้โน้มตัวไปทางด้านหลัง ทั้งๆ ที่ยังคุกเข่าอยู่ ศีรษะ ลำตัวท่อนบน ต้นขาต้องเป็นเส้นตรงเดียวกัน มือแตะข้างลำตัว



(4) การทำท่านี้ เราต้องเกร็งกล้ามเนื้อทั่วร่าง เพื่อให้เอนลำตัวไปข้างหลังมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การฝึกท่านี้ดีมากต่อการฟื้นฟูความฉับไวแหลมคมของร่างกาย และยังช่วยเผาผลาญสารพิษในร่างกาย รวมทั้งยังช่วยให้หัวใจแข็งแรงอีกด้วย ขณะที่อยู่ในท่าเอนตัวไปข้างหลังนี้ ขอให้หลับตาพร้อมกับภาวนาด้วยการบริกรรมมนต์ “โอม” ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจควบคู่ไปกับการเพ่งจิตไปที่บริเวณจักระหัวใจเพื่อกระตุ้นจักระหัวใจ และให้ความรักกับพลังแก่หัวใจ เมื่อได้รับพลังจากกระบวนท่านี้แล้วให้กลับมาอยู่ในท่าไขว้มืออีก เพื่อเก็บพลังที่ได้รับเอาไว้ในร่างกาย



กระบวนท่าที่สี่ “ขับไล่พลังด้านลบออกไปนอกร่างกาย”


(1) ก่อนอื่นนั่งบนพื้นเหยียดขาทั้งสองข้างออกไป เอนลำตัวบนไปทางด้านหลัง โดยใช้สองแขนยันเอาไว้ จากนั้นภาวนา ถึงพลังศักดิ์สิทธิ์ (พลังกุณฑาลินี) ภายในตัวเรา ขอให้พลังศักดิ์สิทธิ์นั้นจงมาช่วยกระตุ้นจักระทั้งหลายในร่างกายของเรา ขอให้ปราณจำนวนมากจงไหลเข้ามาในตัวเรา มาช่วยชำระอวัยวะภายในของเราให้สะอาด และขอให้จักระต่างๆ ของเราได้รับการปลุกให้ตื่น ในการภาวนานั้น ขอให้แต่ละคนภาวนาด้วยภาษาของตนเอง หรือจะคิดคำภาวนาขึ้นมาเองก็ได้



(2) เมื่อภาวนาเสร็จแล้ว ให้ยกเข่าทั้งสองขึ้นตั้งฉากกับพื้น พร้อมกับยกเอวขึ้นตาม ราวกับมีเส้นด้ายที่ผูกกับสะดือเป็นตัวชักขึ้นไปจนเอวและลำตัวท่อนบนกับต้นขาเป็นเส้นตรงขนานไปกับพื้น โดยมีสองแขนกับสองขาพยุงเอาไว้ราวกับตัวเรา เป็นดุจโต๊ะตัวหนึ่งใบหน้าหงายมองข้างบน



(3) ขณะที่อยู่ในท่านี้ ขอให้เราทำการติดต่อสื่อสารกับอวัยวะภายในทั้งหลายในร่างกายของเรา โดยเฉพาะหัวใจ ปอด ตับ ม้าม กระเพาะอาหาร และอวัยวะสืบพันธุ์ เพื่อให้อวัยวะเหล่านี้แข็งแรงกลับฟื้นคืนความเยาว์วัยอีกครั้ง และขอให้พลังงานด้านลบทั้งหลายที่เป็นตัวบั่นทอนตัวเราจงออกไป ขอให้พลังศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ในตัวเราจงช่วยชำระจิตใจของเรา ขจัดเมฆร้ายที่ปกคลุมใจเราให้หมดไป ขอให้จิตใจจงมีแต่ความชื่นบาน และเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต เมื่ออยู่ในท่านี้พอสมควรแล้ว ให้กลับมาสู่ท่าเดิม แต่เอาสองมือไขว้กันที่หน้าอก



...จะเห็นได้ว่า ในการฝึกเคล็ดวิชา “5 กระบวนท่า” ของทิเบตขั้นสูงนั้น ผู้ฝึกจะฝึกแค่ท่าร่าง (อาสนะ) กับการหายใจ (ปราณยามะ) เท่านั้นไม่ได้ แต่จะต้องผนวกการภาวนา (มนตรา) เข้าไปการฝึกนั้นด้วยเสมอ จึงจะสามารถเพิ่มประสิทธิผลของการชะลอวัย และการรักษาความเป็นหนุ่มสาวให้ยาวนานได้ (ยังมีต่อ)




Powered by MakeWebEasy.com