แนวทางการเสริมสร้างสุขภาพอย่างบูรณาการ เพื่อการชะลอวัยและการมีอายุยืนถึงร้อยปี หรือกว่านั้น (31) (23/10/2555)

แนวทางการเสริมสร้างสุขภาพอย่างบูรณาการ เพื่อการชะลอวัยและการมีอายุยืนถึงร้อยปี หรือกว่านั้น (31) (23/10/2555)


 
แนวทางการเสริมสร้างสุขภาพอย่างบูรณาการ
 
เพื่อการชะลอวัยและการมีอายุยืนถึงร้อยปี หรือกว่านั้น (31)
 
(23/10/2555)


 
*ว่าด้วยการใช้ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากสมอง เพื่อมาทำให้มีชีวิตที่ดีกว่า*



ปัจจุบันนี้ วงการแพทย์สมัยใหม่สามารถอธิบายกลไกการทำงานของวิชาโยคะ ชี่กง และสมาธิได้แล้วว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพของคนเราได้อย่างไร โดยผ่านการทำให้กระจ่างถึงการทำงานของฮอร์โมนที่มีลักษณะคล้ายมอร์ฟีนในสมอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ฮอร์โมนในสมองมีประสิทธิผลที่สำคัญยิ่งต่อสุขภาพของคนเรา เพราะฉะนั้น การที่คนเราจะมีสุขภาพดี และอายุยืนยาวได้นั้น จะมีทางเป็นไปได้แน่ๆ ถ้าผู้นั้นรู้วิธีทำให้สมองสามารถหลั่งฮอร์โมนที่คล้ายมอร์ฟีนนี้ออกมาได้บ่อยๆ โดยผ่านการบริหารร่างกาย การบริหารจิตใจ และการทำสมาธิ



ทั้งนี้ก็เพราะว่า ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากสมองที่มีลักษณะคล้ายมอร์ฟีนนี้ ไม่เพียงทำให้คนเรารู้สึกสดชื่น กระชุ่มกระชวยขึ้นเท่านั้น แต่มันยังช่วยชะลอความแก่และเพิ่มสมรรถนะในการบำบัดโรคตามธรรมชาติของร่างกายให้สูงขึ้นได้ด้วย ร่างกายของคนเราจะว่าไปแล้ว ก็มีโรงงานผลิตยาที่วิเศษยอดเยี่ยมกว่ายาใดๆ อย่างที่ไม่มี “ยาภายนอก” ใดสู้ได้อยู่แล้ว ขอเพียงแต่คนเรารู้จักใช้มันให้เป็นเท่านั้น โดยที่กุณฑาลินีโยคะคือ หนึ่งในวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดตั้งแต่สมัยโบราณในการทำให้สมองของผู้ฝึกสามารถหลั่ง “ฮอร์โมนทิพย์” หรือฮอร์โมนที่คล้ายมอร์ฟีนนี้ออกมาได้บ่อยๆ นั่นเอง



อันที่จริง วงการแพทย์สมัยใหม่รู้จัก “มอร์ฟีนในสมอง” มาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ในตอนนั้นคิดว่าสารนี้เพียงแค่ช่วยระงับความปวดเท่านั้น จึงไม่ได้ให้ความใส่ใจมากนัก แต่ความรุดหน้าของการวิจัยในช่วงหลังๆ ทำให้ค้นพบว่า สารนี้มีประสิทธิผลมากเกินกว่าที่เคยคาดคิดไว้มาก และยังพบอีกว่า เวลาที่คนเราโกรธหรือเครียดจัด สมองของผู้นั้นจะหลั่ง “นอร์อะดรีนาลิน” ออกมา สารนี้เป็นฮอร์โมนที่มีพิษร้ายแรงมาก โดยมีพิษเป็นรองแค่พิษงูเท่านั้นเอง เพียงแต่จำนวนพิษที่หลั่งออกมาจากสมองนั้นมีปริมาณที่น้อยมาก นอกเสียจากว่า คนผู้นั้นเป็นคนที่โกรธง่าย หรือเครียดจัดเป็นประจำ พิษของสารนอร์อะดรีนาลินอันนี้ที่สะสมมากเข้าจะไปทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะโรคความเสื่อมเรื้อรังแก่คนผู้นั้น ทำให้แก่เร็ว และเสียชีวิตเร็วก่อนถึงวัยอันควร การเจ็บป่วยของคนสมัยนี้ว่ากันว่าล้วนมีความเกี่ยวข้องกับสารนอร์อะดรีนาลินนี้ไม่มากก็น้อยแทบทั้งสิ้น



แต่ในอีกด้านหนึ่ง สมองของคนเราก็มีฮอร์โมนที่ชื่อว่า “เบต้า-เอ็นโดรฟิน” ฮอร์โมนตัวนี้เป็น “มอร์ฟีนในสมอง” ที่มีประสิทธิผลมากที่สุดเท่าที่ทราบในปัจจุบัน กล่าวคือ เมื่อไรที่คนเรามีความคิดหรืออารมณ์ในเชิงบวกเกิดขึ้น สมองก็จะหลั่งสารเบต้า-เอ็นโดรฟินนี้ออกมา เพราะฉะนั้น ต่อให้เกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นในชีวิตมากมายเพียงใดก็ตาม เราก็ควรมองเรื่องราวเหล่านั้นในเชิงบวก หรือในแง่ดีเอาไว้ก่อน เพราะถ้าทำเช่นนั้น ร่างกายก็จะหลั่งฮอร์โมนที่เป็นผลดีต่อร่างกายออกมา แต่ในทางตรงกันข้าม ต่อให้คนผู้นั้นอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีเลิศเพียงใด ไม่ว่าในแง่ทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ อำนาจ และชื่อเสียง แต่ถ้าผู้นั้นมีแต่อารมณ์โกรธ อารมณ์เกลียด อารมณ์บูดอยู่เป็นประจำแล้ว ร่างกายของผู้นั้นก็จะหลั่งสารที่เป็นพิษต่อร่างกายออกมาแทน จะเห็นได้ว่า แค่คนเราสามารถบริหารจิตใจให้มองโลก มองชีวิต มองผู้คนด้วยสายตาในเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์อยู่เสมอได้ แค่นั้นผู้นั้นก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรง กระชุ่มกระชวย หนุ่มนานสาวนานได้โดยไม่จำเป็นต้องทานยาอะไรเลยทั้งสิ้น



“มอร์ฟีนในสมอง” ยังมีความน่าอัศจรรย์อีกอย่างหนึ่ง เพราะสารเบต้า-เอ็นโดรฟินยังมีประสิทธิผลในการเพิ่มภูมิต้านทานโรคให้แก่ร่างกายได้อย่างน่าทึ่ง ในขณะเดียวกัน สารนอร์อะดรีนาลินที่หลั่งออกมาเมื่อมีความเครียด จะไปมีผลทำให้ช่องเลือดบีบรัดกลายเป็นความดันโลหิตสูง และเกิดการอุดตันในท่อโลหิตได้ง่าย แต่สาร “มอร์ฟีนในสมอง” ก็มีประสิทธิผลในการช่วยให้การบีบรัดของเส้นเลือดกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ จะเห็นได้ว่า มอร์ฟีนในสมองมีประสิทธิผลในการป้องกันโรคเสื่อมเรื้อรังที่เกิดจากการแข็งตัวและอุดตันของเส้นเลือด อันเป็นโรคที่ผู้คนส่วนใหญ่สมัยนี้เป็นกันมากได้



เคล็ดของการดูแลรักษาสมองของเราให้เยาว์วัยอยู่เสมอ จึงอยู่ที่การพยายามยับยั้งไม่ให้ร่างกายหลั่งสารนอร์อะดรีนาลินออกมา แต่ควรกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเบต้า-เอ็นโดรฟินออกมาแทน จะเห็นได้ว่า การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ราบรื่นก็ดี การมีความกระตือรือร้นในการทำงานก็ดี การมีจิตใจที่หนักแน่นมั่นคงก็ดี การมีความสร้างสรรค์ก็ดี ล้วนเกี่ยวข้องกับสาร “มอร์ฟีนในสมอง” ทั้งสิ้นจนแทบจะกล่าวได้ว่า การที่คนเราจะดำเนินชีวิตไปในทางที่ดีขึ้นหรือเลวลงนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคนผู้นั้นสามารถหลั่งสาร “มอร์ฟีนในสมอง” ออกมาได้มากน้อยเพียงไรในชีวิตประจำวันของผู้นั้น ประสิทธิผลของ “มอร์ฟีนในสมอง” นั้น แรงกว่ามอร์ฟีนจากฝิ่นถึง 5-6 เท่า คนที่ติดยาเสพติดจนทำลายอนาคตของตนเอง ทั้งในแง่สุขภาพและในแง่ผิดกฎหมายก็เพราะพวกเขาติดใจ และรู้สึกสบายใจขณะเสพยา อันเกิดจากประสิทธิผลของมอร์ฟีนจากฝิ่นนั่นเอง คนเราไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงกับยาเสพติดแบบนั้นเลย เพราะธรรมชาติได้ให้ “มอร์ฟีนในสมอง” แก่คนเราทุกคนอยู่แล้วตลอดเวลาที่จะทำให้คนเรารู้สึกสุขใจได้ ขอเพียงแต่รู้วิธีการเท่านั้นเอง



ฮอร์โมนคือสารที่ทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลระหว่างเซลล์ในร่างกาย ฮอร์โมนจึงเป็นตัวถ่ายทอดคำสั่งของสมองให้แก่เซลล์ ถ้าข่าวสารในเรื่อง “ความโกรธ” ถูกถ่ายทอดจากสมองไปสู่เซลล์ ร่างกายจะสำแดงอาการเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนไหวต่อสู้ กล่าวในความหมายนี้สารนี้จำเป็นในการต่อสู้เพื่อมีชีวิตรอดของมนุษย์ในยุคก่อนๆ แต่มีข้อเสียตรงที่มันเป็นพิษดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ในทางกลับกัน เมื่อคนเรามีอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใสทั้งวัน และมองทุกอย่างในเชิงบวก สมองของคนนั้นก็จะหลั่งฮอร์โมนที่กระตุ้นความคึกคักของเซลล์สมอง ทำให้ร่างกายแข็งแรง ฮอร์โมนเหล่านี้แหละที่ทำหน้าที่รักษาความเยาว์วัย และต้านมะเร็งให้แก่คนเรา และทำให้คนเรารู้สึกสุขกายสบายใจ



ฮอร์โมนที่ทำให้คนเรารู้สึกดี หรือรู้สึกสุขกายสบายใจมีอยู่ราวๆ 20 ชนิดที่วงการแพทย์ได้ค้นพบ แม้มันจะมีชื่อต่างๆ กัน และมีประสิทธิผลมากน้อยไม่เท่ากันก็จริง แต่ผลโดยรวมของมันคล้ายกับมอร์ฟีนของฝิ่น แต่ไม่มีลักษณะเสพแล้วติด และไม่มีอันตรายของผลข้างเคียง จึงขอเรียกรวมๆ ว่า “มอร์ฟีนในสมอง” เพื่อความสะดวก โดยที่ในบรรดา “มอร์ฟีนในสมอง” ทั้งหมดนี้ สารฮอร์โมนที่แรงที่สุดในการทำให้คนเรารู้สึกสุขกายสบายใจก็คือ สารเบต้า-เอ็ดโดรฟิน นั่นเอง



จริงอยู่ “ความสุขใจ” ที่เกิดขึ้นชั่วคราวจากการเหยียบย่ำคนอื่นหรือจากการรวยหุ้น ชนะพนัน หรือการสมสู่ สมองก็จะหลั่งสารเบต้า-เอ็นโดรฟินออกมาเช่นกัน แต่มันจะรู้สึกเป็นสุขได้ไม่นาน มันก็จะเกิดความผิดเพี้ยนจนได้ เพราะนี่เป็นความสุขที่มิได้เกิดจากการกระทำเพื่อคนอื่น เพื่อสังคม เพื่อมนุษยชาติ หรือเพื่อโลก แต่เป็นความสุขที่อาจก่อให้เกิดความเจ็บแค้น พยาบาทของผู้คน สมองของผู้นั้นก็จะหลั่งสารฮอร์โมน ที่จะนำพาคนผู้นั้นไปสู่ความวิบัติจนได้ โดยที่เงินทอง อำนาจ เกียรติยศไม่อาจช่วยยับยั้งการหลั่งสารพิษจากสมองของคนผู้นั้นได้เลย นอกจากการฝึกใจให้ดีงามเท่านั้น



มนุษยชาติได้สร้างความคิดปรัชญา และศาสนาต่างๆ ขึ้นมาก็เพื่อทำให้โลกนี้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะคำสอนเชิงปรัชญาที่มุ่งจะอยู่ร่วมกับสรรพชีวิตอย่างปรองดองบนโลกใบนี้ ปรัชญาแบบตะวันออกนี้ ผู้คนสมัยนี้มักจะมองว่า “ฟังดูดี แต่มันเป็นอุดมคติเกินไป เป็นจริงไม่ได้หรอก” อย่างไรก็ตาม ผลของการวิจัยทางการแพทย์เกี่ยวกับสมองที่ผ่านมาได้ค้นพบแล้วว่า ถ้าหากคนเราได้กระทำในสิ่งที่ไม่เป็นไปเพื่อคนอื่น เพื่อสังคม เพื่อส่วนรวม หรือเพื่อโลก สมองก็จะนำพาคนผู้นั้นไปสู่หนทางที่วิบัติเองอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก มนุษย์เรานั้นได้ถูกสร้างขึ้นมาให้มีลักษณะเช่นนี้ โดยถูกบันทึกโปรแกรมกลไกเหล่านี้เอาไว้ในดีเอ็นเอของตัวมนุษย์เอง



หลายคนคงยังไม่รู้หรอกว่า ตอนที่คนเรากำลังขยันทำงานอย่างคึกคักอยู่นั้น สมองก็จะถูกกระตุ้นให้ตื่นตัว และหลั่งสารฮอร์โมนที่ชื่อ “โดปามิน” ออกมา โดปามินเป็นฮอร์โมนที่ทำให้คนเราคึกคักกระตือรือร้นที่จะทำอะไรบางอย่าง และถ้ามันหลั่งออกมามากเกินไป ร่างกายจะใช้พลังมากเกินควรจนเกิดภาวะ “หมดไฟ” (burn out) ทำให้อายุสั้น ถ้าไม่ถึงตาย ก็มักจะเกิดอาการของโรคประสาทประเภทต่างๆ ว่ากันว่า เหตุที่คนที่เป็น “อัจฉริยะ” ในอดีตมักจะอายุสั้นหรือมีโรคทางสมองกันค่อนข้างมาก คงน่าจะเกี่ยวกับการหลั่งสารโดปามินนี้ออกมามากเกินไปนั่นเอง...เรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับฮอร์โมนในสมองยังมีอีก (ยังมีต่อ)





Powered by MakeWebEasy.com