คมดาบซากุระ 2 : “นรก” ของชนชั้นกลางล่างกำลังมาเยือน โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย (19 ธันวาคม 2555)

คมดาบซากุระ 2 : “นรก” ของชนชั้นกลางล่างกำลังมาเยือน โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย (19 ธันวาคม 2555)




“นรก” ของชนชั้นกลางล่างกำลังมาเยือน

โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย


19 ธันวาคม 2555




ของขวัญปีใหม่“รถคันแรก” จะเป็น “นรก”
สำหรับคนชั้นกลางล่างและคนไทยโดยถ้วนหน้า



ทุกวันนี้สื่อฯ ชอบเสนอเอาแต่ความเห็น ละเลยข้อเท็จจริง สื่อฯ จึงเสนอความเห็น(ตนเอง)มากกว่าข้อเท็จจริงให้ประชาชน การตัดสินใจจึงเบี่ยงเบนผิดไปจากที่ควรจะเป็น



นโยบายประชานิยมรถคันแรกก็เป็นอีกหนึ่งในนโยบายหนึ่งที่มีแต่ความเห็นแต่ขาดซึ่งข้อเท็จจริง และกำลังออกฤทธิ์ เอาใจคนบางกลุ่มบางพวกโดยอ้างว่าเป็น “คนส่วนใหญ่” โดยไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศในระยะยาวแต่อย่างใด



กลุ่มเป้าหมายหลักของนโยบายนี้จึงน่าจะอยู่ที่กลุ่มคนชั้นกลางค่อนไปทางล่าง หากใช้ข้อมูลปี 2554 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติจะพบว่าน่าจะเป็นกลุ่มที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 23,236 บาทต่อเดือน ในขณะที่ครัวเรือนเดียวกันนี้จะมีรายจ่ายเฉลี่ย 17,403 บาทต่อเดือนและมีหนี้สินเฉลี่ย 241,760 บาทต่อครัวเรือน



มองในภาพรวมเสียก่อนจะพบว่า ถนนเป็นสินค้ากึ่งสินค้าสาธารณะเพราะหากมีผู้ใช้ถนนไม่เกินความสามารถที่ถนนจะรองรับโดยไม่เกิด “รถติด” ได้ การแย่งกันบริโภคใช้ถนนก็ไม่มีและการกีดกันมิให้ผู้อื่นมาบริโภคก็ไม่เกิด



เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าสาธารณะอื่นๆ เช่น การป้องกันประเทศ ถนนจึงมีสถานะของความเป็นสินค้าสาธารณะที่ก้ำกึ่งมากกว่าเพราะการได้ประโยชน์จากการป้องกันประเทศนั้นได้เท่าเทียมกันทุกคนไม่ต้องแย่งกันบริโภคในขณะที่การกีดกันมิให้ใครผู้ใดผู้หนึ่งไม่ให้ได้รับบริการนี้ทำได้ยาก ในขณะที่ถนนหากสภาพ “รถติด” ไม่เกิดก็เป็นเช่นเดียวกัน



ในแง่การผลิต เอกชนจึงไม่สามารถเป็นผู้ผลิตสินค้าสาธารณะได้เหมือนเช่นสินค้าอื่นๆ โดยทั่วไปเพราะต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการผลิตให้ผู้บริโภคอีก 1 คนหรือมากกว่าได้ใช้หรือได้ประโยชน์จากการป้องกันประเทศที่มีอยู่แล้วมีน้อยมากขณะที่ไม่สามารถกีดกันผู้ที่ไม่จ่ายเงินค่าบริการป้องกันประเทศมิให้ได้ประโยชน์ได้ กล่าวง่ายๆ ก็คือเมื่อมีการป้องกันประเทศเกิดขึ้นแล้วประชาชนทุกคนจะได้ประโยชน์จะแยกเป็นประชาชนในเขตจังหวัดชายแดนเท่านั้นที่ได้ประโยชน์นั้นหาได้ไม่ ประชาชนในเขตจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศก็ได้ประโยชน์นี้เช่นกันแต่อาจจะแกล้งปฏิเสธว่าตนเองไม่ได้ประโยชน์เพื่อที่จะไม่ต้องร่วมจ่ายค่าใช้จ่ายป้องกันประเทศที่เกิดขึ้น ทุกคนจึงมีแนวโน้มที่จะเป็นพวก “แอบนั่งฟรี” หรือ Free Rider



รัฐจึงมีหน้าที่เข้ามาแก้ไขปัญหาการ “แอบนั่งฟรี” หรือ Free Rider ข้างต้นด้วยการเป็นผู้บังคับจัดเก็บค่าใช้จ่ายด้วยการเก็บภาษีตามอำนาจที่ตนเองมีเพื่อนำไปผลิตสินค้าสาธารณะเสียเองอันจะนำไปสู่ประโยชน์โดยรวมของสังคม หากไม่ทำก็จะไม่มีใครผลิตสินค้าสาธารณะ เช่น การป้องกันประเทศ หรือการต่างประเทศ เนื่องจากไม่มีใครยอมจ่ายโดยสมัครใจ



ในทางกลับกัน สินค้าปกติอื่นๆ ที่มิใช่สินค้าสาธารณะ เช่น การค้าขายข้าว รัฐก็ไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวเพราะเอกชนสามารถทำหน้าที่นี้ได้ดีกว่าเพราะกลไกตลาดสามารถทำงานได้ ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของรัฐจึงถูกกำหนดขึ้นมาได้ด้วยเหตุผลดังกล่าว หาได้สามารถทำตามอำเภอใจแต่อย่างใดไม่



นโยบายรถคันแรกทำให้อุปสงค์หรือความต้องการของจำนวนเที่ยวที่รถจะมาใช้วิ่งบนท้องถนนเพิ่มขึ้นตามลูกศรในรูปที่ชี้ออกมา หากไม่คิดราคาค่าใช้ถนนดังที่เป็นอยู่ ความต้องการใช้ถนนวิ่งของรถที่มีอยู่จะอยู่ที่ T0 เที่ยวซึ่งหากยังไม่เกินความสามารถที่ถนนที่มีอยู่ (Tm) จะรองรับให้วิ่งได้โดยไม่ติดขัด ความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อสวัสดิการสังคม หรือ Welfare Loss ก็ยังไม่เกิด แต่การเพิ่มขึ้นของรถจะทำให้อุปสงค์เพิ่มเป็นที่ T2 ซึ่งมีจำนวนเที่ยวเกินกว่าถนนจะรองรับได้ ดังนั้นแม้จะไม่มีการเก็บเงินค่าใช้รถบนถนนทั่วไปแต่ราคาที่ผู้ใช้รถต้องจ่ายก็จะมีเพิ่มขึ้นถึง P อันเนื่องมาจากสภาพการจราจรที่แออัดเกินความสามารถที่ถนนที่มีอยู่



ความสูญเสียที่เกิดขึ้นต่อสวัสดิการสังคมจากนโยบายรถคันแรกที่ส่งเสริมให้คนมีรถส่วนตัวจึงเกิดขึ้นจากจำนวนเที่ยวที่รถไม่สามารถวิ่งเพิ่มได้เมื่อไม่เก็บเงินคือ Tm - T2 คูณกับราคาที่ต้องจ่ายเพิ่มคือ P (จากศูนย์เพิ่มไปสู่ P) อันเนื่องมาจากสูญเสียทั้ง น้ำมัน เวลา และสุขภาพ ของคนทุกคนในสังคมซึ่งก็จะเท่ากับพื้นที่รูปสามเหลี่ยมที่เขียนเอาไว้นั่นเอง



หากจะบอกว่าประโยชน์ที่ภาครัฐจะได้รับจากโครงการรถยนต์คันแรก ทั้งในเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงการรถยนต์คันแรกตามสติปัญญาของรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องนี้อยู่นั้นก็ขอให้คิดดูดีๆ



ประเด็นก็คือ รายได้ประชาชาติ หรือ GDP นั้นแม้จะเพิ่มขึ้นจากมูลค่าเพิ่มในการผลิตรถยนต์ก็ตาม แต่ภาษีที่รัฐเก็บได้นั้นเป็นแค่เงินโอนที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มแต่อย่างใด ยังมีส่วนมูลค่าที่เป็นลบที่ GDP ไม่ได้นับรวมเข้าไว้เนื่องจากภาครัฐไม่คำนึงคือ ผลเสียในด้านสิ่งแวดล้อม น้ำมัน เวลา และสุขภาพ ที่น่าจะมีมูลค่ามากกว่าส่วนที่เพิ่มจากการผลิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะยาวตราบเท่าที่ยังมีรถสะสมอยู่ จำนวนรถที่มีสะสมบนท้องถนนมากขึ้นเท่าใด ขีดจำกัดของถนนในกทม.ที่จะมารองรับรถก็จะมีน้อยลงเท่านั้น








โดยข้อเท็จจริงที่ปรากฏ จำนวนรถสะสมในกทม.ก็มีมากกว่าความสามารถของถนนมาตั้งนานแล้ว เส้นตั้งฉากกับแกนนอน Tm ที่แสดงความจุของถนนจึงน่าจะอยู่ใกล้จุดกำเนิดมากกว่าในรูปและมีผลทำให้ความสูญเสียจากสวัสดิการสังคมเพิ่มอันเนื่องจากพื้นที่สามเหลี่ยมแห่งความสูญเสียจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อ Tm ขยับไปทางด้านซ้ายมือดังแสดงโดยเส้นประ



ในภาพย่อยที่เล็กลงมาในระดับครัวเรือน ราคารถที่คืนภาษีที่ถูกที่สุดประมาณ 400,000 บาท เงินผ่อนถูกที่สุด(72 เดือน)ก็จะตกประมาณ 6,000 บาทต่อเดือน เงินภาษีที่คืนส่วนใหญ่จะต่ำกว่าเงินดาวน์ หากรวมค่าใช้รถที่ประกอบด้วยค่าเชื้อเพลิงและอื่นๆ อีกประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่ายในรถคันแรกก็ไม่หนี 10,000 บาทต่อเดือน เมื่อนำไปรวมกับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนปี 2554 ที่มีอยู่แล้วที่ 17,403 บาทต่อเดือนแล้วก็จะเกินรายได้ที่มีไปอีกประมาณ 4,000 บาทเศษ หรือหากคิดเป็นร้อยละของรายได้ก็จะประมาณเกือบครึ่งหนึ่งทีเดียวซึ่งเป็นภาระที่หนักมาก



ดังนั้น นโยบายนี้จึงไม่แตกต่างไปจากนโยบายอื่นๆ ที่ “ทักษิณคิดเพื่อไทยทำ” แต่อย่างใดเพราะเป็นนโยบาย “สิ้นคิด” อีกนโยบายหนึ่งไม่แพ้การจำนำข้าวที่ยอมทำลายระบบเพื่อเป้าหมายส่วนตน เปรียบได้กับฆ่าแม่เพื่อเอาลูก หรือยอมโค่นต้นเพื่อเอาผล หากมีรถเพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านคันในอีก 1-2 ปีข้างหน้าจากนโยบายรถคันแรกและครึ่งหนึ่งอยู่ในกทม. ก็บอกได้อย่างเดียวว่าของขวัญที่ ซานต้า “ปู” และ ซาตาน “แม้ว” ให้กับคนไทยอื่นๆ ทั้งประเทศก็คือ วิกฤตผู้กู้ที่ต่ำกว่ามาตรฐาน หรือ Sub-Prime Borrower Crisis ที่จะเกิดกับกลุ่มคนชั้นกลางล่าง



“นรก” Which is not Santa is Coming to Town . . . SOON! Merry Christmas and Happy New Debt! โฮ โฮ โฮ




Powered by MakeWebEasy.com