คมดาบซากุระ 2 : “นรก” ของชนชั้นกลางล่างมาเยือนแล้ว (1) โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย (4 กันยายน 2556)

คมดาบซากุระ 2 : “นรก” ของชนชั้นกลางล่างมาเยือนแล้ว (1) โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย (4 กันยายน 2556)



นรก” ของชนชั้นกลางล่างมาเยือนแล้ว (1)

โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย

4 กันยายน 2556

      


       สวรรค์มีประตูก็ไม่เข้าไป

       นรกไม่มีประตูก็จะพังเข้ามา


       
       “นรก” ของชนชั้นกลางล่างกำลังมาเยือน เป็นบทความต่อเนื่องที่เขียนแล้ว 30 ตอนเพื่อให้ปัญญาและเตือนสติกับชนชั้นกลางล่างที่ถือได้ว่าเป็นฐานเสียงส่วนใหญ่ของระบอบทักษิณก่อนที่จะพาตนเองและครอบครัวหลุดหลงเข้าไปในแดน “นรก”


       
       เพราะความไม่รู้นั้นเป็นปุ๋ยชั้นดีที่ใช้รดต้นไม้พิษ สร้างความเกลียดชัง สร้างความแตกแยกในใจของประชาชนคนไทย


       
       “นรก” ของชนชั้นกลางล่างกำลังมาเยือน เริ่มเขียนเมื่อปลายปี 2555 หลังจากยิ่งลักษณ์รับตำแหน่งประมาณ 1 ปี เศรษฐกิจไทยยุค “ปฏิแหลเพื่อพี่” จึงอยู่ในช่วงเบ่งบานเต็มที่โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมยุคสุดท้ายจาก รถคันแรก จำนำข้าว ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท ที่กำลังเข้าตาจนในปัจจุบัน


       
       นอกจากการทำให้น้ำท่วมทั้งแผ่นดินได้แล้ว ภาวะ “เจ๊งทั้งแผ่นดิน” ก็เป็นผลที่ถูกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้อันเนื่องมาจากอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเริ่มที่จะชะลอตัวลงต่อเนื่องติดต่อกัน 2 ไตรมาส
       


       สิ่งที่หลายคนหวาดหวั่นว่าจะเกิดและก็เกิดมาจริงๆ ตามคาด ไม่ว่าจะเป็นรถคันแรกที่ทำให้คนชั้นกลางล่างเป็นหนี้เพิ่มขึ้นจนกำลังซื้อหดหาย หรือ จำนำข้าวที่ได้กลายเป็นหลุมดำสำหรับเศรษฐกิจไทยที่ดูดทรัพยากรทุกอย่างให้หายไปอย่างไร้ประโยชน์โดยรัฐบาลไม่มีท่าทีว่าจะถมหลุมดำนี้ให้เต็มไปได้อย่างไร
       


       หลายคนอาจแย้งหรือไม่เชื่อกับสิ่งที่เขียนไปเมื่อปีที่แล้ว แต่บัดนี้เมื่อผลของต้นไม้พิษจากนโยบายประชานิยมยุคสุดท้ายออกมาให้เห็น ก็ หัวร่อไม่ออก โต้เถียงไม่ได้


       
       นักวิชาการแดงชอบอ้างและสื่อแดงชอบนำไปขยายก็คือทฤษฎีต้นไม้พิษ ตรรกะก็คือเมื่อต้นเป็นพิษผลก็ย่อมเป็นพิษไปด้วยโดยพยายามนำมาใช้กับกรณีรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย. 49 ว่าคือรากฐานหรือต้นไม้พิษ แต่กลับกลายเป็นว่าทฤษฎีต้นไม้พิษนั้นใช้ได้ดีสำหรับนโยบายประชานิยม เหตุก็เพราะผลของประชานิยมล้วนก่อให้เกิดความวิบัติ


       
       เมื่อพี่ “ริ” น้อง “ยำ” เลือกทาง “มาร” ด้วยนโยบายจำนำข้าวที่แทรกแซงทำลายกลไกตลาด ทำลายอุตสาหกรรมข้าวไทย ผลลัพธ์ที่คาดหมายอยู่แล้วว่าจะต้องเกิดขึ้นก็คือ การขาดทุนอย่างมโหฬารและสินค้าแทบจะทุกตัวต่างลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ารับประกันราคาเช่นเดียวกับข้าว รัฐบาลจะอาศัยเหตุผลอะไรมาปฏิเสธ


       
       จะเลือกเชื่อในกลไกตลาดก็ต้องยกเลิกราคาประกัน แต่หากไม่เชื่อก็ต้องเข้าไปรับประกันในสินค้าอื่นๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด นี่คือทาง “มาร” ที่พี่ “ริ” น้อง “ยำ” เลือกโดยไม่ไต่ตรองให้รอบคอบ หวังเพื่อเอาชนะทางการเมืองแต่เพียงอย่างเดียว การเรียกร้องให้ประกันราคายางเช่นเดียวกับข้าวจึงเป็นผลมิใช่เหตุ หมดจากยางจะมีอะไรเข้าคิวต่อ?
       


       การใช้อำนาจเข้าสยบปัญหาจึงทำได้ในช่วงสั้นๆ แต่ในระยะยาวแล้วเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีวันชนะ สิ่งที่นักการเมืองพยายามจะไม่เข้าใจก็คือ กลไกตลาดมันเข้มแข็งกว่าอำนาจรัฐ
       


       ต้นไม้พิษนโยบายประชานิยมจึงออกผลพิษทำลายโครงสร้างทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองไปเสียสิ้น


       
       ธนาคารรัฐที่รับนโยบายมาปล่อยสินเชื่อฝืนกลไกตลาดและความถูกต้องจึง “เจ๊ง” อย่างไร้รูปไปแล้ว 2 แห่ง ที่เหลืออยู่ก็รอคอยว่าเมื่อใดจะถึงคิว ธ.ก.ส.เป็นตัวอย่างที่ดีว่าจะไปได้อีกสักกี่น้ำหากยังฝืนกลไกตลาดรับจำนำข้าวตามนโยบายรัฐบาลอยู่อีก
       


       การจัดทำงบประมาณแบบ “เผาหลอก” ที่โยกย้ายเอา “เจ้าภาพ” ออกจากโลงไปไว้นอกงบประมาณ หลอกคนทั้งประเทศแสร้งว่าทำงบสมดุล แต่เนื้อแท้แอบไปกู้ข้างนอก เช่น เงินกู้ 3.5 แสนล้าน และ 2 ล้านล้านบาท จำนวนเงินจึงสำคัญน้อยกว่าการทำลายระบบตรวจสอบ


       
       เช่นเดียวกับนโยบายประชานิยมยุคสุดท้ายที่หลอกคนชั้นกลางล่างให้สับสนระหว่าง เงิน รายได้ และ ความมั่งคั่ง ว่าเป็นสิ่งเดียวกัน


       
       การมีงานทำอันเป็นบ่อเกิดแห่งรายได้นั้นแตกต่างจากเงินที่ได้รับลด-แลก-แจกมา อาจด้วยการได้สิทธิซื้อของถูกหรือรัฐบาลประกันราคาข้าวสูงเกินจริงที่กลายเป็นแจกเงินส่วนเพิ่มมาให้ ดังนั้นรายได้จึงเป็นที่มาของความมั่งคั่งหาใช่เงินที่มีอยู่แต่อย่างใดไม่
       


       ข้าว น้ำ ยาง จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของความล้มเหลว เป็นผลไม้พิษที่เกิดจากต้นไม้พิษเช่นนโยบายประชานิยม คนชั้นกลางล่างจึงหลงระเริงเสพแต่ผลไม้พิษมัวเมาอยู่แต่ในโลกแห่งความฝัน
       


       เศรษฐกิจไทยจึงกลายเป็นจรวดที่หมดแรงส่งตัวเองไปสู่วงโคจรและกำลังจะตกสู่พื้นโลก ในไม่ช้า เหตุก็เพราะตลอดระยะเวลาที่ พี่ “ริ” น้อง “ยำ” กว่า 2 ปี พี่ไม่ได้ “ริ” ทำกรรมดีเปลี่ยนแปลงประเทศในเชิงโครงสร้างในทางที่ก้าวไปข้างหน้าแต่อย่างใด


       
       มีแต่หน่วงเหนี่ยวไม่ยอมให้คนทั้งประเทศก้าวข้ามตัวเอง ยอมให้ประเทศล้าหลัง ยอมให้คนไทยเกลียดชังกันจากวาทกรรมแบบโง่โง่ “ไพร่-อำมาตย์” ที่วันนี้เห็นเป็นประจักษ์ตำตาคนชั้นกลางล่างแล้วมิใช่หรือว่า ใครเป็นคนชั้นต่ำกว่าใคร
       


       นอกจาก ตัวพี่ “ริ” แล้ว น้อง “ยำ” เองก็ได้กลายเป็นปัญหาถ่วงความเจริญของทุกคนในประเทศ เป็นได้แค่ “pretty” ประเทศที่หัวกลวงอยู่ในขณะนี้


       
       “นรก” ของคนชั้นกลางล่างจึงมาเยือนแล้ว







Powered by MakeWebEasy.com