คมดาบซากุระ 2 : เป็น "กลาง" ในสังคมไทยจะเป็นไปทำไม ? โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย (11 ธันวาคม 2556)

คมดาบซากุระ 2 : เป็น "กลาง" ในสังคมไทยจะเป็นไปทำไม ? โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย (11 ธันวาคม 2556)




เป็น "กลาง" ในสังคมไทย จะเป็นไปทำไม ?


โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย

11 ธันวาคม 2556





       ดีและเลว ไม่มีกลาง
       ถูกและผิดไม่มีกลาง
       


       การลุกฮือของประชาชน ณ ปี พ.ศ. 2556 ที่เป็น people uprising ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย เป็นการแข็งข้อของพลเมืองที่เลือกข้างระหว่างความถูกต้องแล้วออกมาปลดแอกประเทศไทยให้พ้นจากการปกครองของตระกูลชั่วเพื่อมิให้ลูกหลานต้องเป็นขี้ข้าของตระกูลเลว


       
       สังคมไทยใช้ความเป็นกลางอย่างพร่ำเพรื่อ มักทำไปเพื่อให้ตนเองดูดีหรือปัดปัญหาที่ตนเองต้องมีส่วนร่วมแก้ไขไปให้เป็นปัญหาของคนอื่นๆ ไปเสีย หากไปถามเรื่อง “จุดยืน” จึงมักได้คำตอบที่วกไปวนมาจนในที่สุดก็อาจสรุปแบบศรีธนญชัยได้ว่า “จุดยืน” นั้นอยู่ที่ตีน


       
       สิ่งที่ กปปส.ตัดสินใจทำลงไปจึงเป็นการเรียกร้องให้พลเมืองไทยมี “จุดยืน” ภายใต้ข้อเท็จจริงที่มีเหตุมีผล ไม่เพ้อฝันถึงความสำเร็จโดยไม่มีการลงมือกระทำแต่อย่างใด
       


       มิใช่เรื่องของพรรคการเมืองหรือปัญหาส่วนตัวของแกนนำ เช่น สุเทพ เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง การนิ่งเสียไม่ออกมาคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรม ทั้งสุเทพและอีกหลายคนก็จะได้ประโยชน์โดยไม่ต้องมาออกแรงทำอะไรเช่นนี้
       


       ในทำนองเดียวกัน การไม่เลือกหรือเข้าข้างพรรคประชาธิปัตย์นั้นง่ายนิดเดียว ก็แค่ไม่เลือกในเวลาหย่อนบัตรเลือกตั้งก็จบแล้วใช่หรือไม่
       


       แต่สิ่งที่ กปปส.ทำในขณะนี้เป็นโอกาสและความหวังอันเดียวที่จะสามารถปลดปล่อยพลเมืองให้เป็นเสรีชนหลุดพ้นจากการครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจากระบอบทักษิณได้ ไม่บ่อยนักที่ประตูแห่งประวัติศาสตร์จะเปิดกว้างเช่นนี้ “กูรู้” ทั้งหลายจะได้คิดบ้างไหม
       


       ความเป็นกลางของคนในสังคมไทยจึงเป็นพวกไม่ยอมลงทุน หลบเลี่ยงภาระเป็น “ผู้โดยสารฟรี” หรือ Free Rider ที่อ้างความเสียหายจากการท่องเที่ยว แต่เฉยเมยดูดายอย่างไร้เหตุผลกับการผลาญชาติด้วยโครงการประชานิยม เช่น จำนำข้าวหรือการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทมาทำรถไฟความเลวสูงที่ไม่มีความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจหรือการเงินแต่อย่างใด
       


       ความเป็นกลางของคนในสังคมไทยจึงยอมทนกับความกลางกลวงของ “กูรู้” ทั้งหลายที่อ้างถึงข้อดีของการปฏิรูปต่างๆ นานา แต่กลับเฉยเมยดูดายกับทางเลือกแบบจอมปลอมด้วยการยุบสภาของรัฐบาลตระกูลชั่วที่จะรักษาการ จัดการเลือกตั้ง และได้ผลลัพธ์ที่เหมือนเดิมเพราะระบอบทักษิณครอบงำทั้งอำนาจรัฐผ่านกลไกของรัฐ เช่น ตำรวจ ผู้ว่าฯ และอุดมไปด้วยอำนาจเงิน
       


       การดาหน้าออกมายอมรับข้อเสนอการยุบสภาและยินยอมให้รัฐบาลนี้จัดการเลือกตั้งของเหล่า “กูรู้” ทั้งหลายจึงดูดีเหมือนมี “จุดยืน” ที่เป็นกลาง หากแต่เป็นการปัดสวะให้พ้นตัวแต่เพียงอย่างเดียว มิได้หวังผลของการปฏิรูปแต่อย่างใด เพราะหากการเมืองในระบอบทักษิณเป็นเช่นหมาการเลี้ยงแต่หมาจะไปหวังให้สิ่งดีๆ เช่น งาช้างงอกออกมาจากปากหมาได้อย่างไรจริงไหม
       


       รัฐบาลที่กบฏต่อรัฐธรรมนูญ ออกกฎหมายแก้ที่มาของ ส.ว.ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่ขัดกับหลักยุติธรรมทั้งปวง ท่านทั้งหลายจะยินยอมให้รัฐบาลที่ถูกจับได้ว่าประพฤติตนเยี่ยงโจรเช่นนี้รักษาการเพื่อดูแลบ้านเมืองดูแลการเลือกตั้งเพื่อให้ได้รัฐบาลใหม่อีกต่อไปหรือ
       


       จุดชี้ขาดขณะนี้จึงมิได้อยู่ที่การแข็งข้อของพลเมืองเพราะพลเมืองเดินหน้าแข็งข้อไปล่วงหน้าแล้ว เหลือแต่อยู่ที่เหล่าบรรดาข้าราชการทั้งหลายที่ใจแม้จะรับรู้ถึงความอยุติธรรมที่ได้รับจากการบริหารราชการของตระกูลชั่ว แต่ปาก มือ และเท้า นั้นยังนิ่งเฉยไม่แสดง “จุดยืน” ของตนเองออกมาแต่อย่างใด
       


       รัฐบาลตระกูลชั่วที่ยังออกวาดลวดลายอยู่ในตำแหน่งได้ในขณะนี้ก็เพราะพวกท่านที่ไม่แสดง “จุดยืน” ว่าจะเลือกข้างใด ท่านอาจจะเคยชินกับการให้คนถือปืนเช่นทหารเป็นฝ่ายนำ แต่เมื่อทหารไม่นำท่านจะกล้านำโดยรับคำสั่งจากประชาชนผู้เป็นเจ้านายของท่านเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยโดยตรงและปฏิเสธอำนาจของ “ตัวแทน” ที่หมดสภาพแล้วหรือไม่
       


       สิ่งที่ประชาชนทำอยู่ในขณะนี้คือลุกขึ้นมาขอใช้อำนาจปวงชนชาวไทยโดยตรง ไม่ต้องการ “ตัวแทน” เช่นรัฐบาลยิ่งลักษณ์และ ส.ส.ในระบอบทักษิณที่ฉ้อฉลมาอาศัยอำนาจปวงชนอีกต่อไป อำนาจของปวงชนชาวไทยจึงมิได้ เขียนไว้สวยๆ ในรัฐธรรมนูญมาตรา 3 แต่นำมาใช้ไม่ได้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังใช้ได้กินได้มิได้มีไว้ขึ้นหิ้งหรือเอาไว้เทิดทูนโดยใช้งานมันไม่เป็นเหมือนเหล่า “กูรู้” ทั้งหลายแต่อย่างใด
       


       อำนาจของปวงชนชาวไทยจึงมีอยู่โดยธรรมที่จะแข็งข้อกับรัฐบาลผู้ปกครองที่เป็นกบฏต่อรัฐธรรมนูญต่อความถูกต้อง ไม่จำเป็นต้องอาศัยจำนวนมาเป็นเหตุผลความชอบธรรมที่จะขอคืนอำนาจแต่อย่างใด หากไม่ชอบธรรมแล้วไซร้จะมีจำนวนมากเท่าใดก็ไร้ประโยชน์ “กูรู้” ทั้งหลายจึงอย่าสะเออะมาอ้างอย่างข้างๆ คูๆ ถึงการถอยอย่างสุดซอยโดยการยุบสภาของยิ่งลักษณ์ หรือ อ้างว่าบ้านเมืองจะสงบไปได้อย่างไรหากยอมให้ประชาชนมาใช้อำนาจโดยตรงไม่ผ่าน “ตัวแทน” แล้วจะเป็นตัวอย่างให้กลุ่มบุคคลอื่นมาใช้เป็นข้ออ้างกระทำอีกในอนาคต


       
       อย่าลืม นิ่ง คือยอมรับว่าจะรับใช้พวกเขา หาใช่ปฏิเสธแต่อย่างใดไม่ พวกท่านไม่เคยเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของพวกท่านเองบ้างหรือไม่ว่าคำสั่งของพวกเขาที่สั่งให้ท่านทำนั้นเป็นไปเพื่อตนเองหรือประชาชน มันยังมีความชอบธรรมเหลืออยู่อีกหรือ
       


       หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าราชการมีแนวโน้มอย่างมากที่จะมีโอกาสเป็นเสมือนชาวยิวในอุ้งมือของฮิตเลอร์และพรรคนาซีของเขาที่ไม่ขัดขืนทั้งที่หากวัดโดยปริมาณแล้วมีจำนวนไม่น้อย ยอมแม้กระทั่งเอาพี่ น้อง พ่อ แม่ หรือลูกเข้าสู่ค่ายกักกันเพื่อสังเวยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
       


       ไพร่สมัยใหม่ยุคตระกูลชั่วครองอำนาจบริหารจึงต้องรวมข้าราชการไปด้วยอย่างมิต้องสงสัยหาใช่พลเมืองทั่วไปแต่อย่างใดไม่ เพราะข้อเท็จจริงมีให้เห็นเป็นประจักษ์แล้วว่าหากข้าราชการจะได้ดีก็ต้องมีสังกัด มิเช่นนั้นจะได้ดีไปได้อย่างไร แล้วท่านจะได้ดีได้อย่างไรเพราะตระกูลนี้เขาจะให้ท่านแข่งขันทำชั่ว คิดคดกับประโยชน์ของชาติ ยิ่งชั่วคือยิ่งดีในทัศนะของพวกเขา ถามใจตัวเองดูก่อนที่จะสายเกินไปดูประเทศที่ท่านรักเป็นรัฐที่ล้มเหลว
       


       
มีวันนี้เพราะ “เหี้ยให้” ท่านยอมไหม?




Powered by MakeWebEasy.com