คมดาบซากุระ 2 : เมื่อสัมภเวสีต้องนรก โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย (7 พฤษภาคม 2557)

คมดาบซากุระ 2 : เมื่อสัมภเวสีต้องนรก โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย (7 พฤษภาคม 2557)



 

เมื่อสัภเวสีต้องนรก


โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย

7 พฤษภาคม 2557



 



      ไม่ว่าจะมีคำตัดสินอย่างไรออกมา
      ยิ่งลักษณ์และระบอบทักษิณก็อยู่ไม่ได้แล้ว
       


       ยิ่งลักษณ์ขณะนี้ก็มีชะตากรรมกลายเป็นสัมภเวสีไม่ต่างกับพี่ชายตนเอง แต่อย่างใด คล้ายกับเป็นผีที่ได้แต่เร่ร่อนไปตามที่ต่างๆ หลังจากที่ “ตาย” ไปแล้วทางการเมือง ขณะที่จะกลับมา “เกิด” ทางการเมืองโดยอาศัยการเลือกตั้งอีกก็ทำไม่ได้
       


       นี่จึงเป็นผลของกรรมที่ได้ทำมากับประเทศชาติ
       


       ขณะนี้มีผลของกรรมกำลังไล่ล่าประดุจหมาล่าเนื้อกำลังจะถึงตัวยิ่งลักษณ์อยู่ 2 กรรม
       


       บาปมหันต์กรรมแรกคือการจำนำข้าวที่ ป.ป.ช.กำลังจะชี้มูลความผิดแก่ตัวยิ่งลักษณ์เป็นการเฉพาะว่าจะต้องตายตกรับ กรรมเหมือนเช่นบุญทรงหรือคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้หรือไม่
       


       กรรมนี้ดูไปแล้วเหมือนไม่มีอะไรมาก ถูกชี้มูลให้หยุดปฏิบัติหน้าที่พ้นจากตำแหน่งก็อาจกลับมา “เกิด” ใหม่ทางการเมืองได้หากวุฒิสภาไม่สามารถถอดถอนด้วยเสียงส่วนใหญ่ได้ แต่ผลกรรมที่กำลังตามมา “ช้าแต่หนักแน่” ก็คือโทษทางอาญาที่อาจถูกจำคุกเช่นพี่ชายเมื่อต้องไปขึ้นศาลอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง
       


       ส่วนกรรมที่สองที่กำลังจะชี้ก็คือการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในการ โยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สมช.เพื่อเปิดทางให้พี่ชายพี่สะใภ้สามารถเข้ามาดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ได้
       


       การได้มาซึ่งตำแหน่ง ผบ.ตร.ของพี่ชายพี่สะใภ้ที่ดูเผินๆ เหมือนกับไม่มีอะไรยุ่งยากจึงมีต้นทุนที่แท้จริงคือตำแหน่งนายกฯ ที่ต้องหลุดลอยไป นับว่าเป็นการลงทุนที่แพงมากไม่คุ้มค่าเลยก็ว่าได้
       


       ผลกรรมนี้ในระยะสั้นอาจดูใหญ่โตหากต้องหลุดจากตำแหน่งนายกฯ แต่หาได้มีโทษอาญาต้องโทษจำคุกเช่นกรรมแรกแต่อย่างใดไม่
       


       ประมวลดูจากเหตุการณ์ข้อเท็จจริงที่ผ่านมา ทั้ง 2 กรรมต่างก็มีอะไรที่เหมือนกันหลายๆ อย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของทักษิณและระบอบทักษิณ สิ่งนั้นก็คือ (1) การเข้าสู่อำนาจด้วยการเลือกตั้ง เอาหีบบัตรอยู่เหนืออำนาจอื่นๆ และ (2) การทำเลวเมื่อถูกจับได้ไล่ทันแล้วไม่รับผิดชอบ
       


       คนในระบอบทักษิณและยิ่งลักษณ์อ้างอยู่เสมอว่ามีความชอบธรรมจากการ เลือกตั้งที่จะเข้ามาทำอะไรก็ได้ อำนาจจากหีบบัตรเลือกตั้งจึงอยู่เหนืออำนาจอื่นๆ ทั้งนิติบัญญัติหรือแม้แต่ศาล การโยกย้ายนายถวิลเพียงเพื่อที่จะเอาพี่ชายพี่สะใภ้มากินตำแหน่ง ผบ.ตร.จึงเป็นหนึ่งในหลายตัวอย่างที่ใช้สิทธิของผู้ที่ได้รับความไว้วางใจ จากประชาชนไปใช้อำนาจกระทำอย่างไรก็ได้
       


       ศาลปกครองได้ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของยิ่งลักษณ์ที่ได้กระทำต่อนาย ถวิลโดยอ้างดุลพินิจการออกคำสั่งย้ายเพื่อความเหมาะสม เพื่อประโยชน์ของทางราชการ ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงนั้นกระทำไม่ได้
       


       ยิ่งลักษณ์และขี้ข้าในระบอบทักษิณอ้างเสมอว่า อำนาจจากหีบบัตรเลือกตั้งนั้นอยู่เหนืออำนาจอื่นใด ศาลปกครองหรือศาลไหนก็ไม่มีอำนาจที่จะมาตรวจสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เรียกว่าการใช้ดุลพินิจในการออกคำสั่งใช้อำนาจของ ตนเอง พูดง่ายๆ ว่า “อย่าเสือ_ก” ในการกระทำของตนเองก็ว่าได้
       


       ยิ่งลักษณ์อ้างว่าเป็นหน้าที่ของนายกฯ ที่เป็นฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้งในการกำหนดนโยบายเพื่อบริหารกิจการ บ้านเมืองให้เป็นไปตามที่แถลงไว้ต่อสภาฯ ดังนั้นการบริหารงานบุคคลซึ่งก็คือการปรับลดปลดย้ายข้าราชการในบังคับบัญชา เพื่อบรรลุเป้าหมายของนโยบายจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของตนเองที่ใครจะมาก้าวล่วง ไม่ได้
       


       แต่หลักการที่ศาลปกครองใช้พิจารณาก็คือ รัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหารว่า ชอบหรือไม่ตามกฎหมายเป็นของศาล อีกทั้งรัฐธรรมนูญยังได้รับรองสิทธิเสรีภาพของบุคคลเอาไว้ นั่นก็คือรัฐบาลต้องใช้ดุลพินิจให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และขอบเขตของ กฎหมายที่ให้อำนาจไว้ มิได้หมายความว่ารัฐบาลสามารถที่จะใช้อำนาจโดยอ้างดุลพินิจตามอำเภอใจอย่าง ไรก็ได้
       


       กฎหมายระเบียบข้าราชการพลเรือนก็ดี หรือกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางการปกครองก็ดีต่างก็กำหนดให้การออกคำสั่งทาง ปกครองต้องมี “เหตุผล” รองรับในการใช้อำนาจ โดยต้องเป็นเหตุผลที่มีอยู่จริงและสามารถอธิบายได้ ด้วยเหตุนี้ศาลจึงสามารถเข้าไปตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลได้ในส่วนที่เป็น ข้อกฎหมายว่าสอดคล้องถูกต้องตามที่กล่าวอ้างเพียงใด
       


       ในกรณีการสั่งโอนย้ายนายถวิลนั้น ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาคดีในศาลปกครองทั้ง 2 ศาลก็ไม่ปรากฏว่ามีการแสดง “เหตุผล” ในการโอนย้ายดังกล่าวอย่างชัดแจ้งแต่อย่างใด อ้างแต่เพียงนามธรรม “เพื่อความเหมาะสมและประโยชน์ของทางราชการ” อยู่ตลอดเวลา หาได้มีเหตุผลเป็นรูปธรรมว่าที่ต้องย้ายนายถวิลเพราะประพฤติมิชอบหรือไร้ ซึ่งความรู้ความสามารถแต่อย่างใดไม่
       


       การใช้อำนาจดุลพินิจในการออกคำสั่งโอนย้ายจึงไม่มี “เหตุผล” มารองรับการใช้อำนาจของตนเองอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย
       


       แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ การทำเลวแล้วไม่เคยรับผิดชอบ ปัดสวะไปทั่ว
       


       ในกรณีนายถวิล การให้การต่อหน้าศาลรัฐธรรมนูญของยิ่งลักษณ์ก็ยังปฏิเสธความรับผิดชอบ ทั้งๆ ที่ตนเองเป็นผู้รับผิดชอบต่อการกระทำของ รมต.คนอื่นๆ ที่ได้กระทำการโอนย้ายดังกล่าว
       


       ในกรณีจำนำข้าวก็เช่นกัน ยิ่งลักษณ์นอกจากจะเป็นผู้รับผิดชอบการกระทำของ รมต.คนอื่นๆ แล้วยังเป็นประธานคณะกรรมการข้าวแห่งชาติโดยตำแหน่งที่มีหน้าที่กำกับดูแล โดยตรง หากมีการทักท้วงหรือมีเหตุอันควรสงสัยก็ต้องเข้ามาตรวจสอบ การขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐที่ไม่มีอยู่จริงก็ดีหรือการทุจริตจำนำข้าวในเกือบ ทุกขั้นตอนก็ดี แม้จะถูกทักท้วงสงสัยโดยการอภิปรายไม่ไว้วางใจแต่ก็กลับปล่อยปละละเลยมิได้ ดำเนินการตรวจสอบกำกับดูแลตามหน้าที่ที่ตนเองมีอยู่
       


       ยิ่งลักษณ์อ้างเสมอว่ากำลังถูกฝ่ายตรงกันข้ามใช้กฎหมายไล่ล่า ขอความเห็นใจให้ดูที่เจตนาอย่าดูเพียงข้อกฎหมาย เป็นสำเนาถูกต้องไม่ผิดเพี้ยนไปจากพี่ชายแม้แต่น้อยที่เมื่อถูกจับได้ไล่ทัน ก็อ้าง “บกพร่องโดยสุจริต”


       
       กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือขั้นต้นที่นักการเมืองจะต้องถือปฏิบัติ แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือการมีจริยธรรม หากขาดซึ่งจริยธรรมศรัทธาประชาชนก็ไม่เกิด นักการเมืองที่ประชาชนไม่เชื่อมั่นไม่ไว้วางใจจะเข้ามาปกครองได้อย่างไร?


       
       ที่เรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงต้องมาขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่ทุกวันนี้ จนทำให้ประเทศต้องก้าวถอยหลังติดหล่มก็เพราะยิ่งลักษณ์และพวกไร้ซึ่ง จริยธรรมใช่หรือไม่
       


       อย่ามาหลอกหลอนอีกเลย ถึงเวลาไปลงนรกรับผลกรรมได้แล้ว


 

Powered by MakeWebEasy.com