คมดาบซากุระ 2 : รู้และเข้าใจ ปฏิรูปเศรษฐกิจไทย 5 โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย (9 กรกฎาคม 2557)

คมดาบซากุระ 2 : รู้และเข้าใจ ปฏิรูปเศรษฐกิจไทย 5 โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย (9 กรกฎาคม 2557)


รู้และเข้าใจ ปฏิรูปเศรษฐกิจไทย 5


โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย

9 กรกฎาคม 2557





      ไทยพลาดโอกาสในการปฏิรูปแรงงาน
      เมื่อยังใช้ต่างชาติมาทำงานแทนโดยไร้จุดหมาย
       


       การปฏิรูปทางเศรษฐกิจของไทยที่สำคัญที่สุดน่าจะหนีไม่พ้นเรื่องของการปฏิรูปขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
       


       เรื่องนี้มิใช่เฉพาะการค้าระหว่างประเทศที่เกี่ยวพันไปถึง กฎระเบียบทางการค้า การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ อัตราแลกเปลี่ยน แต่เพียงลำพัง หากแต่เกี่ยวพันไปในหลายๆ ประเด็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการผลิตของประเทศ
       


       ความสามารถในการลดหรือคงราคาหรือต้นทุนในการผลิตสินค้าหรือการนำเสนอ สินค้าใหม่ที่คู่แข่งไม่มีจึงเป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยที่ตกอยู่ใน “กับดักของความเจริญ” ที่ทำให้ก้าวไปเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วก็ไปไม่ได้ขณะที่ก็ไม่สามารถย้อนกลับ ไปเป็นประเทศด้อยพัฒนาเหมือนเดิมได้ เหตุก็เพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากค่าจ้างค่าแรงที่เพิ่มขึ้นอันเป็นผลสืบ เนื่องมาจากความเจริญของประเทศที่ทำให้รายได้ของประเทศที่สูงขึ้นแต่สูงไม่ พอที่จะขยับไปเหมือนประเทศพัฒนาแล้ว
       


       การผลิตสินค้าบริการใดก็ตามแต่จะมีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ 3 ตัวหลักคือ แรงงาน ทุน และเทคโนโลยี
       


       แรงงานเป็นองค์ประกอบที่ประเทศไทยใช้เป็นความได้เปรียบในอดีตที่ผ่าน มาด้วยแรงงานที่มีจำนวนมากและที่สำคัญราคาถูก กรรมวิธีการผลิตในอดีตที่ผ่านมาผู้ประกอบการจึงเลือกใช้การผลิตแบบที่ใช้แรง งานเข้มข้น หรือ Labor Intensive มากกว่าใช้ทุนหรือเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า
       


       อุตสาหกรรมที่ใช้การผลิตด้วยแรงงานเป็นหลักจึงเกิดขึ้นและเป็นกระดูก สันหลังให้กับโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยมาจนถึงปัจจุบันโดยไม่มีการ เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
       


       ปัจจุบันแรงงานไทยไม่มีราคาถูกอีกต่อไปแล้ว แต่วิธีการผลิตก็ไม่ได้ปรับเปลี่ยนไปแต่อย่างใดยังคงบิดเบือนความจริงใช้แรง งานเข้มข้นต่อไป เหตุก็คือผู้ประกอบการหันไปหาแรงงานต่างชาติที่นำเข้ามาทดแทนนั่นเอง นี่จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลทำให้ไทยติด “กับดักความเจริญ” เดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังยิ่งไม่ได้ใหญ่


       
       หลักฐานเชิงประจักษ์มีให้เห็นชัดเจนเมื่อแรงงานต่างชาติเกิดการอพยพ กลับประเทศบ้านเกิดโดยพร้อมเพรียงกันในช่วง คสช.ควบคุมอำนาจการบริหารบ้านเมือง ผู้ประกอบการที่ใช้แรงงานต่างชาติจึงร้องกันระงมจะเป็นจะตายเอาให้ได้ เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านที่แรงงานเหล่านี้อพยพมาก็ประสบปัญหาว่าหากแรง งานเหล่านี้ไม่สามารถกลับไปทำงานได้เหมือนเดิมประเทศตนเองจะสร้างงานรองรับ ให้ได้อย่างไร
       


       มาตรการผลักดันให้กลับไปทำงานในต่างประเทศโดยเร็ว เช่น ลดราคาและเวลาในการทำหนังสือเดินทางและวีซ่า หรือแม้แต่หันกลับมาญาติดีกับไทยแบบคาดไม่ถึงโดยการส่งคืนนักโทษโดยไม่มี เงื่อนไขจึงอาจถือได้ว่าเป็นผลพวงของประเด็นการใช้แรงงานต่างชาติไม่มากก็ น้อย


       
       ดูไปแล้วอาจถือได้ว่าเป็น Win-Win กับทั้ง 2 ฝ่ายไม่ว่าจะเป็นในระดับเอกชนคือระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างหรือระหว่างประเทศ แต่มันดีสำหรับประเทศไทยจริงหรือ?
       


       ตัวอย่างทีมชาติอังกฤษตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกอยู่อย่างสม่ำเสมอๆขณะ ที่ทีมฟุตบอลสโมสรอังกฤษจำนวนมากกลับอยู่ในแนวหน้าสะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ ของเอกชนกับประเทศจากการใช้นักเตะ (แรงงาน) ต่างชาติจำนวนมากถึงประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนผู้เล่นในระดับสโมสร มันดีจริงสำหรับระดับเอกชนแต่ประเทศนั้นเสียประโยชน์เพราะไม่ได้เปิดโอกาส ให้นักเตะคนในชาติได้พัฒนาแต่อย่างใด ผิดกับบราซิลหรือชาติอื่นๆ ที่ฟูมฟักผลิตนักเตะคนในชาติออกมา


       
       ที่กำลังโปรโมตอย่างเอาเป็นเอาตายเรื่องการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน หากมีการไหลเข้าแรงงานโดยเสรี ไทยจะมีขีดความสามารถสู้กับชาติสมาชิกอื่นได้หรือ?
       


       การที่นายจ้างไม่ต้องเปลี่ยนวิธีการผลิตในแง่เอกชนก็ถือได้ว่าถูก ต้อง แต่ในระดับประเทศที่ผลประโยชน์ก็คือการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันใน ภาพรวมนั้น หากนายจ้างผู้ประกอบการยังไม่เผชิญเงื่อนไขที่ทำให้ตนเองจำเป็นต้องเปลี่ยน แปลงวิธีการผลิต ไม่ต้องซื้อเครื่องจักรหรือใช้เทคโนโลยีใหม่ โอกาสในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการเปลี่ยนวิธีการผลิตให้ เหมาะสมกับสภาพการณ์ของยุคสมัยก็จะไม่เกิด แน่นอนว่าต้นทุนการผลิตอาจเท่าเดิมเพราะลดค่าจ้างหรือจ่ายเท่าเดิมแต่มีแรง งานต่างชาติมาทำงานแทนแรงงานไทย
       


       แต่ที่สำคัญก็คือคนไทยและประเทศไทยไม่ได้ผลประโยชน์อะไรขึ้นมาจากการ สนับสนุนให้แรงงานต่างชาติกลับเข้ามาทำงานได้อย่างอิสระเสรีเหมือนเดิม มิใช่เฉพาะเรื่องตำแหน่งงานที่คนไทยจะเสียไปเพราะนายจ้างอ้างเสมอว่าคนไทย ไม่ยอมทำ แต่ทักษะความชำนาญการที่แรงงานต่างชาติจะได้ไปและที่สำคัญการพึ่งพาแรงงาน ต่างชาติก็จะเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับขีดความสามารถในการผลิตเพราะยังฝืนใช้เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมที่ล้า สมัยไปเรื่อยๆ


       
       อย่าลืมว่า นอกจากการศึกษาในโรงเรียนแล้ว ทักษะความชำนาญการในการทำงานนั้นเป็นสิ่งที่เกื้อหนุนแรงงานให้มีขีดความ สามารถในการผลิตได้เป็นอย่างดี
       


       โครงสร้างประชากรของไทยกำลังจะมีคนที่อยู่ในวัยทำงานน้อยลงไปเรื่อยๆ ขณะที่ผู้สูงอายุก็มีสัดส่วนมากขึ้นสวนทางมา หากไม่เริ่มต้นนโยบายแรงงานให้ถูกต้อง ความสามารถในการแข่งขันก็คงเกิดขึ้นได้ยาก
       


       ที่สำคัญการสะสมทุนและการปรับปรุงเทคโนโลยีก็จะไม่เกิดเพราะผู้ ประกอบการยังมีทางเลือกนำแรงงานต่างชาติมาใช้ทดแทน แต่จะทำไปได้สักกี่น้ำ ประเทศเพื่อนบ้านถึงจุดหนึ่งก็จะกลายเป็นเช่นไทยในไม่ช้า ราคาและจำนวนแรงงานก็จะกลับมาเป็นปัญหาเช่นเดิม แล้วไทยจะหาแรงงานราคาถูกจากไหนมาทำงาน


       
       ประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีลักษณะของการสะสมทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี ไม่มีประเทศใดสามารถเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้โดยไม่มีการสะสมทุนและมี เทคโนโลยีเป็นของตนเอง


       
       ไทยทำตรงกันข้ามมากว่า 55 ปี พึ่งพาการบริโภคแทนการออมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อไม่ส่งเสริมคนในประเทศให้ออมและยังพึ่งพาเงินออมจากต่างประเทศเพื่อ หวังเป็นทุนเพื่อก้าวหน้าในทางลัด ด้วยแผนพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมากว่า 11 แผน วิกฤตเศรษฐกิจจากการพึ่งพาเงินออมจากต่างชาติเมื่อปี 2540 ล้วนเป็นหลักฐานที่สนับสนุนว่าเราเดินมาถูกทางหรือไม่ แล้วยังไม่สำเหนียกอีกหรืออย่างไร?


       
       นี่คือปัญหาในเชิงโครงสร้างที่หากเข้ามาแก้ก็คือการปฏิรูป




 

Powered by MakeWebEasy.com