คมดาบซากุระ 2 : ผู้หญืงที่ผมรู้จัก 15 โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย (12 พฤศจิกายน 2557)

คมดาบซากุระ 2 : ผู้หญืงที่ผมรู้จัก 15 โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย (12 พฤศจิกายน 2557)



 

ผู้หญิงที่ผมรู้จัก 15


โดย ชวินทร์ ลีนะบรรจง และ สุวินัย ภรณวลัย

12 พฤศจิกายน 2557




       ชีวิตที่สองของ อมามิ ยุกิ (天海 祐希) นั้นเริ่มจากปี 1995 หลังจากการลาออกจากโรงละครทะกะระซึกะ


       
       การเลิกจากนักแสดงนำบทชายหรือ ชุเอง โอโตะยะคุ (主演男役) ที่ใช้ความสามารถในการร้องเต้นมาสู่บทบาทการแสดงที่ส่วนใหญ่ไม่ได้พึ่งพาการ ร้องเต้นเหมือนละครเวทีที่เคยแสดง นับได้ว่าเป็นความท้าทายเพราะเป็นเสมือนต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่เช่นกัน


       
       เธอได้รับบทนำในหนังชุดทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรกในปี 1997 ในหนังเรื่องซิงเกิ้ล ออกฉายทางโทรทัศน์ช่อง 8 แต่ก็ไม่ได้รับการกล่าวถึงมากนัก


       
       เธอต้องใช้เวลาอีก 7 ปีจึงจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นดารานำแสดงที่มีผู้คนกล่าวถึงได้อีกครั้งจากบท ทนายความหญิงที่ถูกหักหลังในหนังชุดทางโทรทัศน์เรื่อง ลิคอนเบนโกะชิ (離婚弁護士) ในปี 2004-5 นับจากนั้นเป็นต้นมา ชีวิตเธอจึงได้แจ้งเกิดอีกครั้งหนึ่ง ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาผลงานสำคัญของเธอจึงเกิดขึ้นอย่างน้อยปีละเรื่องและเป็นที่กล่าว ถึงเพราะได้รับความนิยม เช่น 女王の教室 (2005) トップキャスター (2006) 演歌の女王 (2007) Around40 (2008) BOSS (2009-10) GOLD (2010) カエルの王女さま (2012) 結婚しない (2012) 女信長 (2013) 緊急取調室 (2014)


       
       แม้ว่าจะได้แจ้งเกิดในบทของทนายความสาวมาด “แมน” ใน 離婚弁護士 แต่จำนวนผู้ชมในทั้ง 2 ภาคยังถือได้ว่าต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับ โจะโอ โนะ เคียวชิซึ (女王の教室 ) ที่ออกอากาศทางช่อง 4 ตอนแรก 2-7-2005 ที่เกือบจะชนกับตอนสุดท้ายของ ลิคอนเบนโกชิ คือ 28-6-2005 ทางช่อง 8
       


       หนังชุดทางโทรทัศน์ส่วนใหญ่จะมีรูปแบบจำนวนผู้ชมมากในตอนเริ่มแรกและ ลดน้อยลงไปเรื่อยๆ จนตอนสุดท้ายที่เป็นตอนจบเรื่องก็จะกลับมามีมากขึ้นเท่าเดิมคล้ายดังอักษร U แต่ 女王の教室 นั้นเป็นกรณีที่พิเศษ กล่าวคือตอนแรกมีจำนวนผู้ชมร้อยละ 14 ซึ่งถือได้ว่ามาก แต่ตอนสุดท้ายกลับมีเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 25 โดยมีจำนวนผู้ชมระหว่างตอนแรกกับสุดท้ายเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 11 ขณะที่มีผู้ชมเฉลี่ย 11 ตอนถึงกว่าร้อยละ 17 เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นน้อยมากเพราะในช่วงทศวรรษที่ 1990 มีหนังชุดเพียง 13 เรื่องเท่านั้นที่มีผู้ชมเกินกว่าร้อยละ 10 ขณะที่เมื่อเริ่มศตวรรษที่ 2000 นั้นมีหนังชุดเพียง 2 เรื่องเท่านั้นคือ มะรุโมะ โอคิเตะ(マルモのおきて) 11.6%23.9% เพิ่ม12.3% และ คะเซฟุ โนะ มิตะ(家政婦のミタ) 19.5%40.0% เพิ่ม 20.5% เท่านั้นที่มีผู้ชมมากกว่า


       
       หนังชุดเรื่องนี้ได้เปลี่ยนบุคลิกของอมามิจากสาวมาดมั่นที่มักแสดงใน บทตัว “ดี” มาเป็นบทครูไหว “ใจร้าย” เป็นแม่มดครูประจำชั้น ป.6 ห้อง 3 ของโรงเรียนที่ทำให้นักเรียนในห้องเสมือนหนึ่งตกอยู่ในนรกได้เลย
       


       การเรียนการสอนของครูอะคุซึ มะยะ (阿久津 真矢) จึงผิดแปลกไปจากครูอื่นๆ ในการเลือกตัวแทนห้องจากผู้ที่สอบได้คะแนนต่ำที่สุด 2 คนที่ต้องคอยรับใช้ทั้งครูและนักเรียน หรือจากผู้ที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งครู ขณะที่ผู้ที่สอบได้คะแนนดีก็จะได้รับรางวัล เช่น การเลือกที่นั่งหรือได้ใช้ล็อกเกอร์เป็นการตอบแทนเป็นต้น
       


       มีหนังชุดมากมายเกี่ยวกับครูและนักเรียน เช่น ครูคิมพัดจิ (金八先生) หรือ GTO ที่วิธีการนำเสนอตั้งอยู่บนหลักการของศีลธรรมและนำเอาชีวิตในโลกความเป็น จริงมาปรับใช้ โรงเรียน/มหาวิทยาลัยจึงเป็นโลกจำลอง เป็นแหล่งเตรียมคนที่มิใช่ให้เฉพาะความรู้แต่ยังเตรียมสู่โลกที่แท้จริงอีก ด้วย
       


       วิธีการเรียนการสอนของครูอะคุซึนั้นเป็นไปในทางตรงกันข้าม เธอถอดรื้อศีลธรรมความเอื้ออาทรออกเพื่อให้นักเรียนเห็นโลกของความเป็นจริง ได้อย่างแจ่มชัดมากขึ้นว่าในโลกของความเป็นจริงนั้นจะโหดร้ายอย่างไร ไม่มีที่ว่างของผู้แพ้ที่ไม่ปรับปรุงตัว กฎระเบียบไม่ได้มีไว้แก้หรืออนุโลมปรับใช้ การแข่งขันทั้งกับผู้อื่นและแม้แต่ตนเองเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะสังคมจะตอบแทนให้อภิสิทธิ์เฉพาะผู้ชนะเพียงไม่กี่คนเท่านั้น กฎของความอยู่รอดจึงเป็นสิ่งที่ครูอะคุซึสื่อถึงนักเรียนในห้องโดยแท้
       


       ด้วยเหตุนี้จึงเกิดวิวาทะระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยและคัดค้านการนำเสนอ การเรียนการสอนเช่นที่ว่านี้อย่างไม่เคยมีมาก่อน แม้แต่ผู้สนับสนุนรายการหลายรายยังไม่ยินดีออกชื่อตามธรรมเนียมปฏิบัติทั้ง ที่จ่ายเงินค่าโฆษณาไปแล้ว


       
       วะคะวะ คะซึฮิโกะ (遊川 和彦) ผู้เขียนบทสร้างบุคลิกของครูอะคุซึให้กับอมามิ เธอจึงเป็นปีศาจที่ไม่เคยยิ้มให้เห็นฟัน สีหน้าเรียบเฉยสายตาที่มองอย่างเย็นชา พูดแบบนิ่มๆ เหมือนไม่มีปาก แต่งกายด้วยชุดสีดำทั้งเสื้อนอกและเชิ้ตคอตั้งสูง ขณะที่เนื้อเรื่องจะมีศูนย์กลางอยู่ที่ คันดะ คะซึมิ (神田和美) ที่แสดงโดย ชิดะ มิไร (志田 未来) กับเพื่อนของเธอในห้อง
       


       อมามิจึงต้องเผชิญกับดาราเด็กอายุ 12-13 ปี อีก 24 คนที่อาจพลาดท่าเสียทีได้โดยง่ายจากการขายความน่ารักน่าสงสาร ในขณะที่ตนเองต้องเล่นบทตัว “ร้าย” แต่เธอก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถ เวลาสายตาเธอมองก็ดี ท่าทางการเดินก็ดี หรือการรับมือกับพ่อแม่ที่จะมา “วีน” เมื่อลูกตนเองต้องลำบากเพราะถูกทำโทษ


       
       เมื่อโทนของหนังชุดนี้ดูไปแล้วค่อนข้างเคร่งเครียด อมามิจึงให้คนดูได้ผ่อนคลายโดยในตอนจบมีการเต้นประกอบเพลง Exit ของ วง Exile ที่นำโดยเธอและผู้แสดงอย่างสนุกสนานเพื่อลดโทนให้โหดร้ายน้อยลง ดูไปแล้วก็เป็นแนวคิดที่ไม่เลวทีเดียว


       
       สมแล้วที่เธอจะเป็น จักรพรรดินีของห้องเรียน (女王の教室) ป. 6 ห้อง 3 ที่ไร้ซึ่งผู้ต่อต้านโดยแท้





        คลิปแรกเป็นการตอบคำถามจากผู้แสดงร่วมว่าอะไรที่ครูอะคุซึควรแก้ไข http://www.youtube.com/watch?v=tiJCEwHqeoM


       
        คลิปต่อไปเป็นการโปรโมตตอนสุดท้ายที่มีฉากการสำเร็จการศึกษา และฉากสุดท้ายที่คะซึมิที่เป็นนักเรียน ม.ต้นไปแล้ว (สังเกตจากเครื่องแบบที่ส่วนใหญ่จะเริ่มใส่เมื่อเริ่ม ม.ต้น)http://www.youtube.com/watch?v=we0RaX5EOmw


       
        คลิปสุดท้ายเป็นการเต้นตอนจบในทุกตอนเพื่อผ่อนโทนหนังให้ดูเครียดน้อยลง http://www.youtube.com/watch?v=lmbF9-aTX8c



 

Powered by MakeWebEasy.com