เราคือดอกไม้

เราคือดอกไม้

เราคือดอกไม้

(โดย สุวินัย ภรณวลัย)

 

ตอนที่ 1

ท่านติชนัทฮันห์อาจารย์เซนชื่อดังแห่งยุคนี้ได้เคยกล่าวว่า
เราทุกคนล้วนเป็นดอกไม้ พวกเราทุกคนทั้งเด็กๆ และผู้ใหญ่ล้วนเป็นดอกไม้ที่สวยงาม

เปลือกตาของเราคือกลีบดอกไม้ โดยเฉพาะในยามที่เราหลับตา

หูของเราเป็นดั่งรัศมีในยามเช้าซึ่งกำลังสดับฟังเสียงนกร้อง

ริมฝีปากของเราก็จีบเป็นดอกไม้ ทุกครั้งที่เรายิ้มแย้มมือของเราทั้ง 2 ข้างก็คือดอกบัวที่มีกลีบ 5 กลีบ

การที่คนเราทำสมาธิภาวนานั้นก็เพื่อที่จะรักษาความเป็นดอกไม้ของเราให้มีชีวิตชีวาและปรากฏออกมาเพื่อประโยชน์ของตัวเราเองและเพื่อความสุขของคนทุกคนที่เราคบหาด้วยนั่นเอง

พวกเราแต่ละคนต่างก็เป็นดอกไม้ แต่บางครั้งความเป็นดอกไม้ของเราก็เหน็ดเหนื่อยและจำเป็นต้องทำให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นมา

ดอกไม้มนุษย์นั้นต้องการอากาศถ้าเราหายใจเข้าและออกลึกๆ อย่างมีสติ เราจะเบ่งบานขึ้นมาทันที และเราก็จะสดชื่นพอที่จะแบ่งปันความเป็นดอกไม้ของเราให้แก่คนอื่นๆ ได้

เพื่อนๆ ของเราต้องการที่จะให้เราเป็นดอกไม้ในยามที่พวกเขาเศร้าเสียใจ หากเขาเห็นเรามีความสุขเขาก็จะระลึกได้และกลับไปสู่ความเป็นดอกไม้ของตัวเองแล้วยิ้มแย้มได้อีกครั้ง พวกเราต่างก็หล่อเลี้ยงซึ่งกันและกัน หากเรารู้วิธีที่จะฟื้นความเป็นดอกไม้ของเราให้กลับคืนมาในเวลาที่มันไม่สดชื่นได้ นั่นก็เท่ากับว่าเราได้รับใช้สังคมอย่างแท้จริงแล้ว

ขอให้พวกเธอลองฝึกวลีต่อไปนี้สิ

" หายใจเข้า ฉันมองเห็นตัวฉันประหนึ่งดอกไม้

หายใจออก ฉันรู้สึกสดชื่น

เวลาหายใจเข้า ขอให้เธอนึกในใจว่าดอกไม้

และเวลาหายใจออก ขอให้เธอนึกในใจว่าสดชื่น"

ถึงแม้ว่าตัวเราจะเกิดมาเป็นดอกไม้ก็ตาม แต่หลังจากที่มีชีวิตอยู่ด้วยความวิตกกังวลต่างๆ นานามานาน เราอาจจะไม่รู้สึกสดชื่นอีกต่อไป เราอาจจะไม่ได้ดูแลความเป็นดอกไม้ของเราให้ดีพอการฝึกวลีนี้จะเป็นการรดน้ำให้แก่ดอกไม้ของเราเอง

เวลาที่เราเห็นใครสักคนสดชื่นมากๆ เราจะรู้สึกอยากนั่งใกล้ๆ เขา เขารู้วิธีที่จะปกปักรักษาความเป็นดอกไม้ของเรา เราเองก็ย่อมรู้สึกสดชื่นได้เช่นกันด้วยการหายใจอย่างมีสติ

คนหนุ่มสาวที่ไม่ได้เผชิญกับความทุกข์ทรมานมามากนักยังคงเป็นดอกไม้ที่สวยสดงดงามอยู่ เป็นดอกไม้ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของความสดชื่นรื่นเริงแก่คนอื่นๆได้ทุกขณะด้วยการหายใจเข้าออกและแย้มยิ้ม

ยิ่งเราฝึกการหายใจอย่างมีสติและการยิ้มแย้มมากเพียงใดเราก็จะยิ่งกลายเป็นดอกไม้ที่สวยงามมากขึ้นเท่านั้น ดอกไม้ไม่จำเป็นจะต้องมีอะไรอื่นอีกเพื่อที่จะเกื้อกูล ขอให้เป็นเพียงแค่ดอกไม้ก็เพียงพอแล้ว

สำหรับมนุษย์คนหนึ่งถ้าเขาผู้นั้นเป็นมนุษย์ที่แท้จริงได้นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้โลกทั้งโลกสดชื่นรื่นเริง

เมื่อมองดูดอกไม้ดอกหนึ่งอย่างลึกซึ้งเราจะเห็นได้ว่าดอกไม้นั้นเกิดจากสิ่งที่ไม่ใช่ดอกไม้ทั้งสิ้น เช่น แสงแดด ฝน ดินเศษใบไม้ อากาศ และกาลเวลา

หากมองให้ลึกลงไปอีก เราจะสังเกตเห็นว่า ดอกไม้เองก็จะกลายเป็นซากผุพังเน่าเปื่อยด้วยในไม่ช้า ถ้าเราไม่สังเกตความจริงอันนี้ เราจะรู้สึกตกใจอย่างกะทันหัน เมื่อดอกไม้ร่วงโรยไป แต่หากเราพิจารณาดูซากผุพังเน่าเปื่อยอย่างลึกซึ้ง เราจะเห็นว่าซากผุพังเน่าเปื่อยเองก็จะกลายเป็นดอกไม้ด้วย เราย่อมตระหนักว่าดอกไม้และซากผุพังเน่าเปื่อยนั้นดำรงอยู่อย่างอิงอาศัยซึ่งกันและกัน

หากเรามองดูตัวเองอย่างลึกซึ้ง เราก็จะมองเห็นทั้งดอกไม้และขยะอยู่ในตัวเรา

พวกเราแต่ละคนนั้นมีความโกรธ ความเกลียด ความซึมเศร้าการแบ่งชั้นวรรณะ และขยะอื่นๆ อีกนานัปการในตัวเราแต่ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ เราจะต้องหวาดกลัว

ชาวสวนรู้วิธีที่จะเปลี่ยนแปลงขยะให้กลายเป็นดอกไม้ได้ฉันใด เราก็สามารถจะเรียนรู้ศิลปะการเปลี่ยนแปลงความโกรธ ความซึมเศร้า และการแบ่งชั้นวรรณะ ให้กลายเป็นความรักและความเข้าใจได้ฉันนั้น การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นได้โดยอาศัยสมาธิภาวนา

ในคัมภีร์โบราณได้เปรียบเทียบจิตสำนึกของเราว่าเป็นทุ่งนาหรือผืนดินที่เมล็ดพันธุ์ทุกๆ ชนิดจะถูกหว่านลงไปได้ เช่น เมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ทรมาน ความสุข ความสดชื่นรื่นเริง ความเศร้าโศกเสียใจ ความหวาดกลัว ความโกรธ และความหวัง

ส่วนจิตใต้สำนึกของเรานั้นถูกเปรียบเป็นห้องเก็บของซึ่งเต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ของเรา เมื่อใดที่เมล็ดพันธุ์อย่างหนึ่งมาปรากฏขึ้นในจิตสำนึกของเรา มันจะกลับไปยังห้องเก็บของอย่างมั่นคงแข็งแรงขึ้นเสมอ

คุณภาพชีวิตของเรานั้นจึงขึ้นอยู่กับคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ในจิตใต้สำนึกของเรา

เราอาจมีนิสัยมักแสดงเมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธ ความเศร้าโศกเสียใจ และความหวาดกลัวในจิตสำนึกของเรา เมล็ดพันธุ์แห่งความสดชื่นรื่นเริงความสุขและศานติจึงไม่อาจงอกงามขึ้นมาได้มากนัก

การเจริญสติหมายถึงการตระหนักรู้ถึงเมล็ดพันธุ์แต่ละเมล็ดในขณะที่มันขึ้นมาจากห้องเก็บของ และการรดน้ำให้แก่เมล็ดพันธุ์ที่ดีงามส่วนใหญ่ให้บ่อยครั้งเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อช่วยให้มันงอกงามเติบโตอย่างแข็งแรงขึ้น

แต่ละขณะที่เราใส่ใจกับบางสิ่งบางอย่างที่สงบและงดงามก็เท่ากับเราได้รดน้ำให้แก่เมล็ดพันธุ์แห่งศานติและความงามในตัวเรา รวมทั้งดอกไม้อันงดงามซึ่งเบ่งบานอยู่ในจิตสำนึกของเรา

หายใจเข้า ฉันรู้ว่าฉันกำลังหายใจเข้า

หายใจออก ฉันรู้ว่าฉันกำลังหายใจออก

หายใจเข้า ฉันมองเห็นตัวฉันประหนึ่งดอกไม้

หายใจออก ฉันรู้สึกสดชื่น

หายใจเข้า ฉันมองเห็นตัวฉันดั่งภูเขา

หายใจออก ฉันรู้สึกมั่นคง

หายใจเข้า ฉันมองเห็นตัวฉันประหนึ่งน้ำที่สงบนิ่ง

หายใจออก ฉันสะท้อนสรรพสิ่งตามที่มันเป็น

หายใจเข้า ฉันมองเห็นตัวฉันประหนึ่งที่ว่าง

หายใจออก ฉันรู้สึกเป็นอิสระ

 

 

ตอนที่ 2

รักแรกของติชนัทฮันห์

เมื่ออาตมาอายุเก้าขวบ อาตมาเห็นปกนิตยสารเล่มหนึ่งเป็นรูปพระพุทธเจ้าประทับนั่งอย่างสงบบนพื้นหญ้า ทำให้อาตมารู้สึกตั้งแต่ตอนนั้นว่า อาตมาอยากมีความสุขสงบอย่างนั้นบ้าง ดังนั้นเมื่อสองปีต่อมาพี่ชายของอาตมาได้บอกกับคนในครอบครัวว่าเขาจะเป็นพระ อาตมาจึงรู้แก่ใจตนเองว่า อาตมาก็อยากเป็นพระเหมือนกัน และสี่ปีหลังจากนั้นความใฝ่ฝันของอาตมาก็กลายเป็นจริงอาตมาได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดตือเฮียวใกล้ๆ นครเว้ในเวียดนามภาคกลางในปี ค.ศ.1942

ในปี ค.ศ.1950 อาตมาเป็นพระหนุ่มอายุยี่สิบสี่ปี มีความเป็นกวีและศิลปินอยู่เต็มตัว ตอนอาตมาพบเธอ เธออายุยี่สิบปี เราทั้งคู่อยู่กันที่วัดแห่งหนึ่งบนที่ราบสูงในเวียดนาม ช่วงนั้นประเทศเรากำลังทำสงครามกับฝรั่งเศส ผู้คนล้มตายมากมาย สหายธรรมของอาตมาท่านหนึ่งก็เพิ่งถูกฆ่าไปไม่นาน

อาตมาพบเธอตอนที่อาตมากำลังเดินขึ้นบันไดกลับวัดนั่นเอง อาตมาเห็นภิกษุณีสาวรูปหนึ่งยืนทอดสายตามองเนินเขาซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป เพียงแค่เห็นอากัปกิริยาที่เธอยืน อาตมาก็รู้สึกเสมือนสายลมสดชื่นโชยผ่านหน้าอาตมาไป อาตมาเคยเห็นภิกษุณีมาแล้วมากมายแต่อาตมาไม่เคยรู้สึกอย่างนี้มาก่อนเลย

ความรักครั้งแรกของคนเรานั้นมันเป็นเช่นไรหนอมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ที่ไหน อะไรนำเราไปสู่เวลานาทีนั้น

เซนมีปริศนาธรรมว่า ก่อนพ่อแม่เธอเกิดเธอมีหน้าตาอย่างไร บางทีความรักครั้งแรกของเราแท้จริงแล้วอาจไม่ใช่รักครั้งแรกเหมือนกับที่หน้าตาตอนเราแรกเกิด อาจไม่ใช่หน้าตาดั้งเดิมของเราหากเรามองตัวเองได้อย่างลึกซึ้งเราอาจเห็นใบหน้าดั้งเดิมที่แท้จริงและอาจเห็นรักครั้งแรกที่แท้จริงของเรา ด้วยรักแรกของเรายังอยู่ตรงนี้ ยังอยู่กับตัวเราเสมอ ยังหล่อหลอมเป็นชีวิตของตัวเราอยู่ตลอดเวลา

ตอนอาตมาพบเธอครั้งแรกนั้น จริงๆ แล้วนั่นไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่เราได้พบกัน ไม่อย่างนั้นแล้วมันจะเกิดได้ง่ายๆ อย่างนั้นเชียวหรือ ถ้าอาตมาไม่ได้เห็นภาพพระพุทธเจ้าบนหน้าปกนิตยสารยามดรุณวัย การพบของเราคงเป็นไปไม่ได้ และถ้าเธอไม่เป็นภิกษุณีอาตมาก็คงจะไม่รักเธอ

มีความสงบล้ำอยู่ในตัวเธออันเป็นผลจากการปฏิบัติอย่างจริงใจ เป็นความสงบซึ่งไม่มีในตัวคนอื่น

เธอปฏิบัติธรรมอยู่ที่สำนักภิกษุณีที่นครเว้ และมาปรากฏกายอย่างสงบอยู่ต่อหน้าอาตมาเหมือนรูปพระพุทธเจ้าที่ทรงประทับนั่งบนพื้นหญ้า ดังนั้นในชั่วขณะที่อาตมาได้เห็นเธอ อาตมาจึงได้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่อาตมารักอยู่ในตัวเธอ

เธอเดินทางมาเขตที่ราบสูงนี้ก็เพื่อมาเยี่ยมครอบครัว แต่เมื่อเป็นภิกษุณีเธอจึงอยากพักที่วัด เธอได้ข่าวการอบรมพุทธศาสนาที่อาตมาจัด เธอจึงหวังจะมาพบอาตมา แต่อาตมาไม่เคยได้ยินได้ฟังอะไรเกี่ยวกับเธอ เมื่ออาตมาขึ้นบันไดไปถึงขั้นบนสุดอาตมาค้อมกายมาทักทายเธอและถามชื่อเธอ เราทั้งสองเข้าไปในศาลาเพื่อพูดคุยทำความรู้จักกันมากขึ้น ปกติบนศาลาทุกแห่งจะมีที่นั่งพิเศษสำหรับเจ้าอาวาส อาตมาจึงนั่งตรงนั้น เพราะท่านสมภารไม่อยู่วัดสามสี่วันและท่านได้ขอให้อาตมาทำหน้าที่แทน

อาตมาเชิญให้เธอนั่งตรงหน้าอาตมาแต่เธอนั่งเบี่ยงไปเล็กน้อย สมาชิกในชุมชนที่นี่จะไม่นั่งประจันหน้ากับเจ้าอาวาส เมื่อจะมองหน้ากันเราจะต้องเอียงคอเล็กน้อย พฤติกรรมของเธอในฐานะภิกษุณีนั้นสมบูรณ์เพียบพร้อม ไม่ว่าอากัปกิริยายามขยับเขยื้อน ยามพูดจา หรือยามมอง เธอสงบเงียบทอดสายตามองพื้นเบื้องหน้าไม่พูดนอกจากตอบคำถาม

เมื่ออาตมาชวนคุย อาตมาเองก็รู้สึกเคอะเขินไม่กล้ามองเธอนานเกินหนึ่งหรือสองวินาที แล้วต้องรีบหลบสายตามองพื้น พอผ่านไปสักสี่ห้านาทีอาตมาก็กล่าวลาเธอกลับไปที่กุฏิ อาตมาไม่รู้ว่าได้เกิดอะไรขึ้น รู้แต่ว่าจิตใจที่เคยสงบของอาตมากลับถูกรบกวนอาตมาพยายามเขียนบทกวีแต่ก็แต่งไม่ได้สักวรรค อาตมาจึงอ่านบทกวีที่คนอื่นเขียน หวังว่านั่นอาจช่วยให้อาตมาสงบสงได้บ้าง
อาตมาท่องบทกวีไปตลอดบ่ายจนค่ำเพื่อระบายความรู้สึกในตัวที่อาตมาเองก็ยังไม่เข้าใจ พอหกโมงเย็นก็มีผู้มาเคาะประตูนิมนต์อาตมาไปฉันอาหารค่ำ ก่อนท่านเจ้าอาวาสไปจากวัดท่านได้ขอให้เธอเป็นคนเตรียมอาหารเที่ยงและอาหารค่ำไว้ให้อาตมาทุกวัน
อาตมานั่งฉันข้าวเงียบๆ กับภิกษุณีสาว จากนั้นเราดื่มน้ำชาและพูดคุยกันเบาๆ เธอเล่าให้อาตมาฟังว่า เธอเล่าเรียนอะไรมาบ้างผ่านการฝึกเป็นภิกษุณีมาอย่างไรก่อนจะเข้าเป็นสมาชิกสถาบันชาวพุทธที่เมืองเว้

เธอยังก้มหน้ามองพื้นชำเลืองมองอาตมาก็ตอนตอบคำถามเท่านั้น เธอสวยสงบมีเมตตาคล้ายพระโพธิสัตว์กวนอิม อาตมามองเธอช่วงสั้นๆ เป็นครั้งคราว หลังจากผ่านไปสักสิบห้านาทีอาตมาขอตัวออกไปที่พุทธศาลาเพื่อสวดมนต์และนั่งสมาธิ

วันรุ่งขึ้นอาตมาไปสวดมนต์และนั่งสมาธิที่พุทธศาลาอีกครั้งหลังจากผ่านไปสี่ห้านาที อาตมาได้ยินเสียงเธอสวดมนต์อยู่ใกล้ๆเมื่อสวดมนต์จบเราออกไปจากศาลาและคุยกันก่อนอาหารเช้า เช้าวันนั้นเธอไปเยี่ยมครอบครัว และอาตมาอยู่ที่วัดตามลำพัง

วันนี้ทุกอย่างเหมือนเดิมไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากเมื่อวาน แต่อาตมาเข้าใจความรู้สึกภายในของตน อาตมารู้ว่าอาตมารักเธออยากอยู่ใกล้เธออยากนั่งใกล้ชิดเพ่งพิจารณาเธอ

คืนนั้นอาตมานอนไม่ค่อยหลับ วันรุ่งขึ้นหลังจากสวดมนต์และนั่งสมาธิแล้ว อาตมาชวนเธอไปก่อไฟในครัว วันนั้นอากาศหนาวและเธอก็ตอบตกลง เราดื่มน้ำชาด้วยกัน อาตมาพยายามจะบอกเธอว่าอาตมารักเธอ อาตมาพูดอะไรหลายอย่างแต่ไม่อาจพูดคำนี้ออกมาได้ พยายามพูดเรื่องอื่นๆ หวังว่าเธอจะเข้าใจ เธอตั้งใจฟังอย่างเห็นใจแล้วเธอก็กระซิบตอบ

"ดิฉันไม่เข้าใจที่ท่านพูดเลยสักคำ"

แต่วันต่อมาเธอบอกอาตมาว่าเธอเข้าใจ นี่เป็นเรื่องยากแล้วสำหรับอาตมา แล้วเธอล่ะมิยิ่งยากกว่าละหรือ ความรักของอาตมาเหมือนพายุ แล้วเธอก็ถูกพัดพาไปตามกำลังแรงของพายุนั้นเธอพยายามขัดขืนแต่สุดท้ายก็ยอมรับ

เราต่างต้องการความเห็นอกเห็นใจ เรายังหนุ่มสาวถูกพัดพาไปตามกระแสอารมณ์ แต่ความต้องการส่วนลึกของเราคือต้องการเป็นภิกษุเป็นภิกษุณี เพื่อกระทำสิ่งที่เราหวังอยากทำมานาน แต่เราก็มาติดบ่วงความรักเสียแล้ว

คืนนั้นอาตมาเขียนบทกวีขึ้นมาบทหนึ่งเพื่อระบายความรู้สึกว่า ทำอย่างไรเราจึงจะยังรักษาความรักล้ำค่านี้ไว้ได้ ทั้งๆ ที่เรายังเป็นภิกษุเป็นภิกษุณี

ปกติพระจะไม่นำเรื่องอย่างนี้มาบอกกล่าวกัน แต่อาตมาคิดว่าจำเป็นต้องพูด ไม่อย่างนั้นแล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับคนหนุ่มสาวพวกเขาจะจัดการกันได้อย่างไร

ใครๆ คิดกันว่าถ้าเป็นพระก็ต้องไม่มีเรื่องรักมาเกี่ยวข้อง แต่บางครั้ง ความรักมีพลังแรงกว่าความตั้งใจของเรา เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับหลักปฏิบัติ ความมีสติ โพธิจิต สังฆะ และการเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณของตัวเอง

นี่เป็นเรื่องยากแก่เธอมากกว่าอาตมา เธอศรัทธาและวางใจอาตมาในฐานะเป็นสหธรรมิกรุ่นพี่ ส่วนอาตมานั้นก็รู้สึกจริงๆ ว่าจะต้องรับผิดชอบต่อเธอ เมื่อใกล้ถึงวันที่ท่านเจ้าอาวาสกลับมาวัด เธอสงบเงียบมาก เธอพูดและเดินเหมือนวันก่อนๆ แต่รอยยิ้มยิ่งมีประกายแจ่มใส เมื่อเธอได้รับความรัก ความมั่นใจอันไพบูลย์ จะเปล่งจากตัวเธอ

อาตมารู้ชัดจากการได้พูดธรรมะกับเธอว่า อุดมคติเราตรงกัน เธอเคยเสนอความคิดแก่สหธรรมิกนางหนึ่งว่า พวกเธอน่าจะจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติสำหรับภิกษุณีสาวๆ เหมือนกับที่พวกอาตมาปฏิบัติกันอาตมาบอกว่าเธออาจใช้วัดแห่งหนึ่งไม่ไกลจากวัดที่อาตมาอยู่เป็นศูนย์ปฏิบัติอย่างนั้นได้ อาตมาไม่เฉลียวใจเลยสักนิดว่า ส่วนหนึ่งข้อเสนอนี้เกิดจากแรงเร้าของอาตมาที่หวังอยากเจอเธออีก

หลังอาหารเย็น เรานั่งสมาธิและสวดมนต์จากนั้นแยกกันกลับห้องพัก เราทั้งคู่นอนไม่ค่อยหลับกันมาแล้วสามคืน เรารู้ว่าคืนนี้ต้องนอนหลับให้พอเพื่อจะได้ดูสดชื่นต่อหน้าเจ้าอาวาส ซึ่งคาดว่าจะต้องกลับมาถึงวัดพรุ่งนี้แน่ๆ แต่คืนนั้นอาตมาก็หลับไม่ลงอีก ตีหนึ่งแล้วก็ยังนอนลืมตาโพลงอยู่ อาตมาคิดถึงเธออย่างรุนแรง อยากอยู่ใกล้ อยากนั่งอยู่ด้วยกัน เพื่ออาตมาจะได้มองเธอได้ฟังเธอพูด

อาตมารู้ว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะมีเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง อาตมารู้สึกอยากลุกไปเคาะประตูห้องเธอหลายครั้งหลายหน อยากจะชวนเธอไปนั่งคุยต่อที่ธรรมศาลา แต่อาตมาไม่ทำตามความอยากนี้ เพราะเราต่างได้ตกลงกันแล้ว และอาตมาต้องให้เกียรติคำพูดนั้น อาตมารู้สึกว่าเธอก็อาจกำลังตื่นอยู่ ถ้าอาตมาไปเคาะประตูห้องเธอก็คงยินดีที่จะไปนั่งคุยต่อที่ธรรมศาลา แต่อาตมาฝืนความรู้สึกนี้ได้ อะไรบางอย่างซึ่งมีพลังแรงได้คุ้มครองเธอและคุ้มครองอาตมาไว้ได้

ตลอดคืนนั้นและตลอดสามวันสามคืนที่ผ่านมา อาตมาไม่เคยคิดที่จะแตะต้องตัวเธอเลย เธอเป็นตัวแทนของทุกสิ่งทุกอย่างที่อาตมารัก ไม่ว่าจะเป็นอุดมคติเกี่ยวกับความเมตตา ความเอื้ออาทร การนำพุทธธรรมสู่สังคม ตลอดจนการตระหนักรู้ถึงสันติภาพและความสมานฉันท์ ความปรารถนานี้ในใจอาตมา ศักดิ์สิทธิ์และมีพลังแรงจนการกระทำอย่างการแตะต้องตัวเธอก็จะกลายเป็นการล่วงเกิน

เธอเป็นตัวแทนของทุกสิ่งที่สำคัญในชีวิตอาตมา ซึ่งอาตมาไม่อาจทำให้พินาศไปได้ เธออยู่ในห้องของเธอราวเจ้าหญิง และโพธิจิตในตัวอาตมาได้คุ้มครองป้องกันเธอไว้ อาตมารู้ว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เราทั้งคู่ก็จะสูญเสียทุกอย่าง ไม่ว่าพระพุทธเจ้าอุดมคติเกี่ยวกับเมตตา และความปรารถนาที่จะนำธรรมะมาสู่ชีวิตจริง

อาตมาไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ ในการปฏิบัติหลักการนี้ ความปรารถนาอย่างแรงกล้าของเราที่ต้องการประจักษ์ในธรรมได้คุ้มครองเราทั้งสองไว้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่อาตมาจะเปิดประตูเดินไปที่ห้องของเธอแล้วเคาะประตู ซึ่งถ้าอาตมาทำอย่างนั้นทุกอย่างก็จะพังพินาศ

วันรุ่งขึ้นท่านเจ้าอาวาสก็กลับมาถึงวัด ดูเหมือนไม่มีใครรู้ว่าได้เกิดอะไรขึ้น วันต่อมาอาตมาได้ไปจากที่นี่เพื่อกลับไปวัดต้นสังกัด อาตมามีความหวังน้อยมากว่าจะได้พบเธออีก อาตมากลับวัดเดิมอย่างผิดไปเป็นคนละคน แต่เหล่าสหธรรมิกไม่ได้สังเกต ชีวิตประจำวันของอาตมาคงดำเนินไปตามปกติ แม้ว่าอาตมาจะเดินน้อยลง ใช้เวลาอยู่คนเดียวมากขึ้นบ่อยๆ ที่อาตมาเรียกเสียงเธอเบาๆ เพื่อจะได้คลายความคิดถึงลงบ้าง ทั้งหมดที่อาตมาทำได้ก็คือศึกษาและปฏิบัติต่อไป

แต่แล้ววันหนึ่งเมื่ออาตมากลับมาถึงวัด อาตมาก็ได้พบเธอ เธอทำตามคำพูดที่อาตมาเคยให้ไว้ เธอกับภิกษุณีอีกคนย้ายมาอยู่ที่วัดร้างใกล้ๆ วัดของเรา ก่อตั้งศูนย์เล็กๆ เพื่อให้ภิกษุณีสามารถมาศึกษาและมีส่วนร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม

อาตมาเสนอให้พวกเธอมาศึกษาธรรมร่วมกับเรา อาตมาสอนภาษาจีนและภาษาฝรั่งเศสให้เธอ และมักอยู่กับเธอนานกว่าจำเป็นเสมอ ดังนั้นเพียงแค่สองสามสัปดาห์ สหธรรมิกของอาตมาก็เห็นและเข้าใจว่าเรารักกัน

อาตมาแปลกใจมากเมื่อพวกเขาสามารถรับเรื่องนี้ได้โดยไม่วิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใด อาตมายังนึกขอบคุณพวกเขามาจนทุกวันนี้ แต่เมื่อสหธรรมิกของเธอรู้เรื่องนี้เธอรับไม่ได้ วันหนึ่งอาตมาเห็นเธอน้ำตาคลอแล้วอาตมาก็เข้าใจ อาตมารู้ว่าอาตมาต้องแก้ปัญหานี้

วันรุ่งขึ้นหลังจากจบบทเรียน อาตมาจึงบอกกับเธอว่า เธอควรไปอยู่ที่วันโฮสถาบันพุทธศาสนาแห่งใหม่ที่ฮานอยซึ่งไกลจากที่นี่มาก เพราะเราจะต้องศึกษาปฏิบัติและแสวงหาต่อไป แล้ววันหนึ่งข้างหน้าเราจะค้นพบ

อาตมารู้ดีว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ยากมาก เพราะเธอต้องไปอยู่อีกมุมหนึ่งของประเทศ ซึ่งยากที่เราจะได้เจอกันอีก แต่อาตมารู้สึกว่าอาตมาไม่มีทางเลือก เธอค้อมศีรษะพูดคำเดียวว่า "ค่ะ" เธอศรัทธาและวางใจอาตมาอย่างยิ่ง

อาตมาโศกเศร้าอย่างที่สุดที่ต้องตัดใจเช่นนี้ ในตัวอาตมานั้นยังมีธาตุความผูกพัน แต่เสียงแห่งปัญญาก็ย้ำเตือนว่า เราทั้งสองต่างต้องเป็นตัวของตัวเอง ต้องพยายามแสวงหาจนเกิดความรู้แจ้งนี่เป็นหนทางเดียว

อาตมายังจำนาทีที่เราจากกันได้ แม้มันจะผ่านมาหลายสิบปีแล้วก็ตาม เรานั่งเผชิญหน้ากัน ดูเหมือนเธอมีแต่ความเศร้าเสียใจแล้วเธอก็ลุกขึ้นยืนยื่นสองมือจับศีรษะอาตมา รั้งตัวอาตมาไปใกล้ตัวเธออย่างเป็นธรรมชาติยิ่ง อาตมาปล่อยให้เธอกอดนั่นเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ที่เราได้ถูกเนื้อต้องตัวกัน เราต่างค้อมกายคำนับแล้วจากกัน

**************

ทำไมผม (สุวินัย) ถึงเอาเรื่องความรักครั้งแรกของ ติชนัทฮันห์ มาเขียนถึง ทั้งนี้ก็เพราะว่าคุณสมบัติที่วิเศษสุดของผู้ปฎิบัติธรรมทางจิตก็คือการมีหัวใจที่สะอาดและบริสุทธิ์

ต่อให้ผู้ปฏิบัติธรรมทางจิตผู้นั้นไม่ได้อภิญญา ไม่มีความสามารถดุจผู้วิเศษในการรักษาโรคให้แก่ผู้คน เพียงแค่เขามีคุณสมบัติข้อนี้เท่านั้น เขาก็จะสามารถประสบความสำเร็จในกิจการทั้งปวง และเป็นผู้อยู่เหนือโลกได้

แต่หากผู้ใดต่อให้มีความเชี่ยวชาญทางจิต หรือมีพรสวรรค์ในการใช้อำนาจจิตมากมายเพียงใด หากผู้นั้นมิได้มีดวงใจที่สะอาดและบริสุทธิ์แล้ว อย่างมากที่สุดที่เขาจะเป็นได้ก็คือพญามารเท่านั้น และเขามิอาจเป็นผู้สำเร็จหรือผู้ชนะโลกอย่างแท้จริงได้เลย

 

 

ตอนที่ 3

สิกขาบท

บุคคลผู้ได้รับการอุปสมบทในคณะเทียบหิน คณะซึ่งสอนหลักแห่งการดำรงอยู่อย่างอิงอาศัยซึ่งกันและกันที่สืบสายมาจากนิกายเซนสายรินไซ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในเวียดนามช่วงระหว่างสงครามโดยมีท่านติชนัทฮันห์เป็นตัวตั้งตัวตีนั้น จะไม่มีสัญลักษณ์พิเศษใดๆ บ่งบอกทั้งสิ้น เขาเหล่านั้นจะไม่โกนศีรษะและไม่นุ่งห่มจีวร สิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างจากคนอื่นก็ตรงที่พวกเขาสมาทานสิกขาบท 14 ข้อ ที่มีเนื้อหาสาระสำคัญและมีความหมายอย่างยิ่งยวดต่อพวกเราทุกคนในสมัยนี้

สิกขาขทข้อที่หนึ่ง เธออย่าพึงลุ่มหลงหรือติดยึดอยู่ด้วยลัทธิทฤษฎีหรืออุดมการณ์ใดๆ แม้แต่พระศาสนา ให้ถือว่าระบบความคิดทั้งปวงเป็นเพียงเครื่องนำทางเท่านั้นหาใช่สัจจะอันสมบูรณ์ไม่

คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเพียงพ่วงแพซึ่งช่วยให้เธอข้ามลำน้ำหรือเป็นเพียงนิ้วที่ชี้ไปยังดวงจันทร์ จงอย่าเข้าใจผิดว่านิ้วชี้เป็นดวงจันทร์ พ่วงแพก็มิใช่ฝั่ง หากเรายึดติดกับนิ้วมือเราจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง เราไม่ควรฆ่าฟันกันและกันในนามของนิ้วมือและพ่วงแพ ชีวิตของมนุษย์ย่อมมีค่ามากกว่าอุดมการณ์และลัทธิใดๆ ทั้งสิ้น

สิกขาบทข้อที่สองเธออย่าพึงคิดว่า ความรู้ที่เธอยึดถือยู่นั้นเป็นสัจจะสัมบูรณ์อันไม่อาจเปลี่ยนแปลง ขออย่าได้มีจิตใจคับแคบและยึดมั่นกับความคิดเห็นที่มีอยู่ในปัจจุบัน จงฝึกฝนตนให้เป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือมั่นในความคิดเห็น เพื่อที่จะเปิดใจกว้างยอมรับทัศนะของผู้อื่น สัจจะย่อมจะพบได้ในชีวิต มิใช่อยู่ในความรู้ที่เป็นเพียงแต่ความคิด จงพร้อมที่จะเรียนรู้ไปจนตลอดชีวิตของเธอและต้องเฝ้าดูความเป็นจริงภายในตนและโลกอยู่ตลอดเวลา

จงอย่าทำตนเหมือนบิดาของชายหนุ่มผู้ไม่ยอมเปิดประตูต้อนรับลูกชายของตนเองโดยคิดว่าลูกของตนได้ตายไปเสียแล้ว

สิกขาบทข้อที่สาม ขอเธอจงอย่าบังคับผู้อื่นแม้แต่เด็กๆ โดยวิธีการใดๆ ก็ตามเพื่อให้คล้อยตามความคิดเห็นของเธอไม่ว่าจะด้วยวิธีใช้อำนาจการขู่เข็ญเงินตรา การโฆษณาชวนเชื่อ หรือแม้แต่ด้วยวิธีให้การศึกษา แต่ควรใช้วิธีการสนทนาแลกเปลี่ยนอันประกอบด้วยความกรุณา ทั้งนี้เพื่อช่วยปลดเปลื้องผู้อื่นออกเสียจากความหลงและความคับแคบ

จิตใจแห่งการแสวงหาอย่างอิสระ คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุดสำหรับการเติบโตของชีวิต

สิกขาบทข้อที่สี่ ขอเธออย่าหลีกเลี่ยงที่จะสัมผัสกับความทุกข์ หรือปิดตาเสียจากความทุกข์นั้น อย่าได้หลงลืมความทุกข์ของสรรพชีวิตในโลก จงแสวงทุกวิถีทางเพื่อลงไปอยู่ร่วมกับผู้ทุกข์ยากเหล่านั้น รวมทั้งการติดต่อเยี่ยมเยียนเป็นการส่วนตัว การติดต่อทางภาพและเสียงโดยวิธีการต่างๆ เหล่านั้นเอง จะช่วยปลุกตัวเธอเองและผู้อื่นให้รับรู้ทุกข์สัจจะที่มีอยู่ในโลก

หากเราไม่เผชิญหน้ากับความเจ็บปวดแล้ว เราก็จะไม่สามารถค้นพบสาเหตุของความเจ็บปวด และหาทางเยียวยารักษาหาหนทางออกจากสภาวะทุกข์นั้นได้เลย นอกจากนี้ความทุกข์ส่วนมากของคนในเมืองหลวงเป็นเรื่องไร้สาระ ความทุกข์ประเภทนี้อาจปลาสนาการไปเมื่อผู้นั้นได้เห็นความทุกข์ที่แท้จริงของผู้อื่น เนื่องจากความทุกข์ประเภทไร้สาระเป็นความทุกข์เพราะผู้นั้นไม่สามารถหลุดพ้นจากอัตตาของเขาเอง ด้วยสาเหตุทางด้านจิตใจบางอย่างการสัมผัสกับความทุกข์ที่มีอยู่ในโลกของผู้อื่น รู้สึกสะเทือนใจกับความทุกข์เหล่านั้น ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือผู้อื่นที่ประสบทุกข์เหล่านั้นอาจช่วยให้ความทุกข์ของเราปลาสนาการไปได้เหมือนกัน

สิกขาบทข้อที่ห้า เธอจงอย่าสั่งสมความมั่งคั่งในขณะที่คนนับล้านกำลังอดอยากหิวโหย จงอย่าถือเอาชื่อเสียงผลประโยชน์ความมั่งคั่งและอามิสสุขเป็นจุดหมายแห่งชีวิต จงมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย จงสละเวลาและพลังงานตลอดจนวัตถุปัจจัยให้แก่ผู้ซึ่งสมควรจะได้รับ

การดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายยังหมายถึงการมีชีวิตอย่างเป็นอิสระให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ จากพันธนาการของเครื่องจักรเศรษฐกิจ และเครื่องจักรสังคมแห่งการทำลาย ตลอดจนหลีกเลี่ยงความตึงเครียดความท้อแท้ห่อเหี่ยว

เราควรจะใช้ความพยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความกดดันและความวิตกกังวลซึ่งครอบคลุมชีวิตคนสมัยใหม่โดยมาก ในเวลานี้หนทางออกเพียงประการเดียวคือ การบริโภคให้น้อยลง เมื่อเราสามารถดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายและมีความสุขแล้ว เราย่อมสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ดีขึ้นกว่าเดิม

สิกขาบทข้อที่หก เธอจงอย่าผูกความโกรธหรือความเกลียดเอาไว้ในทันทีที่ความโกรธและความเกลียดผุดพุ่งขึ้นมา จงเจริญเมตตาภาวนาเพื่อที่จะได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อบุคคลผู้เป็นเหตุให้เกิดความโกรธและเกลียดขึ้นในตัวเรา จงเรียนรู้ที่จะมองดูผู้อื่นด้วยสายตาแห่งความเมตตากรุณา

จงมองดูสรรพชีวิตด้วยสายตาแห่งความเมตตากรุณาอันเป็นสภาวะจิตของพระอวโลกิเตศวร เจ้าแม่กวนอิม การเจริญเมตตาภาวนาหมายถึงการภาวนาเพื่อให้เกิดความเข้าใจ เพราะถ้าหากเราไม่เข้าใจแล้วเราก็ไม่สามารถที่จะรักได้

สิกขาบทข้อที่เจ็ด ขอเธออย่าได้ติดจมอยู่กับความฟุ้งซ่านและสิ่งแวดล้อม จงฝึกฝนการกำหนดลมหายใจเพื่อที่จะกลับไปควบคุมกายและจิต จงเจริญสติเจริญภาวนาและพัฒนาความเข้าใจ

จงดำรงชีวิตอยู่ด้วยความตื่นรู้ สิกขาบทข้อนี้เป็นหัวใจของสิกขาบททั้ง 14 และเป็นสิกขาบทที่สำคัญที่สุด

สิกขาบทข้อที่แปด ขอเธออย่ากล่าวคำที่จะก่อให้เกิดความบาดหมาง และเป็นเหตุให้หมู่คณะแตกแยกกัน จงพยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างความปรองดอง และแก้ไขความขัดแย้งทั้งปวงแม้จะเป็นความขัดแย้งที่เล็กน้อยเพียงใดก็ตาม

สิกขาบทข้อที่เก้า ขอเธออย่าได้กล่าววาจาที่อสัตย์เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน หรือเพื่อให้คนเลื่อมใส จงอย่ากล่าวคำพูดที่ก่อให้เกิดการแบ่งแยกและเกลียดชัง จงอย่ากระจายข่าวที่เธอเองก็ยังไม่รู้แน่นอน จงอย่าวิพากษ์วิจารณ์หรือประณามในสิ่งที่เธอยังไม่แน่ใจ จงพูดแต่ความจริงและสิ่งที่สร้างสรรค์ จงกล้าพูดถึงเรื่องของความอยุติธรรม แม้ว่าการพูดนั้นจะทำให้เธอต้องตกอยู่ในอันตรายก็ตาม

สิกขาบทเจ็ดข้อแรกนั้นว่าด้วยมโนกรรม ส่วนสิกขาบทข้อที่แปดกับข้อที่เก้านั้นว่าด้วยวจีกรรม อีกห้าข้อสุดท้ายว่าด้วยกายกรรม

 

 

ตอนที่ 4

จงสงวนพลังทางเพศ

สิกขาบทห้าข้อสุดท้ายของสิกขาบท 14 ข้อของคณะเทียบหินของท่านติชนัทฮันห์อาจารย์เซนชื่อดังแห่งยุคนั้น ว่าด้วยกายกรรมที่มีเนื้อหาสาระสำคัญและมีความหมายอย่างยิ่งยวดต่อพวกเราทุกคนในสมัยนี้...

สิกขาบทข้อที่สิบ เธอไม่พึงใช้กลุ่มพุทธศาสนาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือเปลี่ยนแปลงกลุ่มของเธอไปเป็นพรรคการเมือง อย่างไรก็ตามกลุ่มศาสนาควรจะต้องมีจุดยืนอันแจ่มชัดที่จะต่อต้านการกดขี่และความอยุติธรรมและควรมุ่งแก้ไขสถานการณ์โดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งของพรรคการเมือง

เราควรเข้าไปเกี่ยงข้องกับปัญหาความอยุติธรรมด้วยความตื่นรู้โดยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เราควรพูดความจริงและไม่หวังผลทางการเมือง

สิกขาบทข้อที่สิบเอ็ด ขอเธออย่าได้ประกอบอาชีพอันก่อให้เกิดภัยต่อมนุษย์และธรรมชาติ จงอย่าเข้าร่วมลงทุนในบริษัทกิจการใดที่กำจัดโอกาสในการหาเลี้ยงชีวิตของผู้อื่น จงเลือกอาชีพซึ่งช่วยให้เธอประจักษ์ในอุดมคติแห่งการุณยธรรมของเธอ

คนเราพึงแสวงหาหนทางที่จะเข้าใจในสัมมาอาชีวะของตัวเองและสังคมโดยรวมด้วย เมื่อเราหลงทางเราจะมองหาดาวเหนือบนฟากฟ้าและมุ่งไปทางทิศเหนือ นั่นมิได้หมายความว่าเราต้องการไปสู่ดาวเหนือ เราเพียงแต่ต้องการไปในทิศทางนั้นเท่านั้น ต่อให้เราบริโภคมังสวิรัติก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงการฆ่าได้โดยสิ้นเชิงปัญหาจึงอยู่ที่ว่าตัวเราตั้งใจที่จะเดินตามแนวทางแห่งการุณยธรรมหรือไม่ต่างหาก

สิกขาบทข้อที่สิบสอง จงอย่าฆ่าและอย่าปล่อยให้ผู้อื่นทำการฆ่า จงทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยปกป้องชีวิตและหลีกเลี่ยงสงคราม
การป้องกันมิให้สงครามเกิดขึ้นย่อมดีกว่าการประท้วงสงครามมากนัก

สิกขาบทข้อที่สิบสาม ขอเธอจงอย่าครอบครองวัตถุที่ควรเป็นสิทธิของผู้อื่น จงเคารพในทรัพย์สินของผู้อื่นแต่จงป้องกันมิให้ผู้ใดแสวงหาความร่ำรวยบนความทุกข์ยากของผู้อื่น

การหาวิธีการทำงานเพื่อสร้างความยุติธรรมในสังคมเมืองของเราเป็นปัญหาหนึ่งที่เราจะต้องขบคิดกันในระดับชุมชนด้วย

สิกขาบทข้อที่สิบสี่ ขอเธอจงอย่าปฏิบัติต่อร่างกายของตนเองอย่างผิดๆ จงเรียนรู้ที่จะปฏิบัติต่อร่างกายด้วยความเคารพ อย่าถือว่าร่างกายของเธอเป็นเพียงเครื่องมือเท่านั้น จงสงวนพลังแห่งชีวิต พลังทางเพศ ลมปราณ และจิตวิญญาณ ไว้เพื่อการประจักษ์แจ้งในอริยมรรค

การแสดงออกทางเพศไม่ควรเป็นไปโดยปราศจากความรักและความภักดีในความสัมพันธ์ทางเพศนั้น เธอจะต้องรู้ถึงความทุกข์ยากที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต จงรักษาความสุขของอีกฝ่ายหนึ่ง เคารพสิทธิและข้อผูกพันของอีกฝ่ายหนึ่ง จงมีความระลึกรู้อย่างเต็มเปี่ยมต่อความรับผิดชอบในชีวิตใหม่ที่เธอจะนำเขามาสู่โลก จงพินิจใคร่ครวญถึงโลกสถานที่เธอจะนำชีวิตใหม่เข้ามาสู่

เหตุที่พระสงฆ์ในพุทธศาสนาต้องดำรงชีวิตโสดก็ด้วยเหตุผลอย่างน้อย 3 ประการคือ

ประการแรกพระสงฆ์ในสมัยพุทธกาลต้องได้รับการฝึกอบรมให้ปฏิบัติสมาธิภาวนาเกือบตลอดทั้งวัน ท่านเหล่านั้นจะสัมพันธ์กับผู้คนก็ในกรณีของการแสดงธรรมแก่พวกเขาและเพื่อภิกขาจารหาอาหารประทังชีพไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น หากพระสงฆ์ต้องเลี้ยงดูครอบครัวด้วยท่านก็จะไม่สามารถปฏิบัติภารกิจในฐานะที่เป็นภิกษุได้เลย

ประการที่สอง พระสงฆ์ต้องสงวนพลังทางเพศไว้สำหรับการปฏิบัติสมาธิภาวนา ในประเพณีทางด้านศาสนาและอายุรเวชของเอเชียนั้นเชื่อกันว่ามีต้นกำเนิดของพลังงานอยู่ 3 แห่งคือ พลังทางเพศ ลมปราณ และจิตวิญาณ เธอต้องสูญเสียพลังทางเพศไปในขณะทำการร่วมประเวณี พลังลมปราณก็เป็นพลังงานชนิดหนึ่งซึ่งเธอต้องสูญเสียไป เมื่อเธอพูดมากเกินไปและหายใจน้อยเกินไป

ส่วนพลังทางจิตวิญญาณเป็นพลังงานที่เธอต้องสูญเสียไปเมื่อเธอรู้สึกวิตกกังวลมากเกินไปและนอนไม่หลับหากเธอสูญเสียต้นกำเนิดพลังงานทั้ง 3 แหล่งนี้ ร่างกายของเธอจะไม่แข็งแรงพอที่จะประจักษ์แจ้งในอริยมรรคและหยั่งลึกลงสู่ความจริง

พระสงฆ์ในพุทธศาสนารักษาพรหมจรรย์มิใช่เพราะเป็นข้อบังคับทางศีลธรรมแต่เพื่อถนอมรักษาพลังงานเอาไว้ บางคนที่ถือศีลอดจะรู้ดีว่าการถนอมรักษาต้นกำเนิดพลังงานทั้งสามดังกล่าวมีความสำคัญเพียงใด

ประการที่สาม พระสงฆ์ในพุทธศาสนาดำรงชีวิตโสดก็เพราะปัญหา ความทุกข์ยากการมีลูกมากในสังคมสมัยของพระพุทธองค์นั้นจะทำให้เด็กๆ ประสบกับความทุกข์ ดังนั้นพระองค์จึงทรงแนะนำสงฆ์มิให้มีลูก แม้ทุกวันนี้หากเราเดินทางไปอินเดียเราจะได้เห็นเด็กจำนวนมากมายขาดอาหาร เจ็บไข้ได้ป่วยโดยขาดยารักษา ผู้หญิงคนหนึ่งให้กำเนิดบุตรถึง 10-12 คน โดยที่ไม่มีความสามารถแม้จะเลี้ยงลูกเพียง 2-3 คนให้ดีได้

สิกขาบทข้อที่สิบสี่นี้ ช่วยกระตุ้นเตือนให้เราเคารพต่อร่างกายของเราเพื่อสงวนรักษาพลังงานของเราเอาไว้สำหรับการประจักษ์แจ้งในอริยมรรค ไม่เพียงแต่การเจริญสมาธิภาวนาเท่านั้นหรอกที่จำเป็นต้องใช้พลังงานความพยายามใดๆ ก็ตามที่จะเปลี่ยนแปลงโลกนี้ และตัวเราเองก็จำเป็นต้องอาศัยพลังงานทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเราจึงควรดูแลรักษาตัวของเราไว้ให้ดี

...พระพุทธศาสนามิใช่มีเพียงแบบเดียว คำสอนของพุทธศาสนามีหลายแบบ เมื่อพุทธศาสนาเข้าไปสู่ประเทศหนึ่งประเทศนั้นย่อมจะต้องการพุทธศาสนาแบบใหม่ พุทธศาสนารูปแบบของคณะเทียบหินดังที่กล่าวมาข้างต้น เป็นการพยายามที่จะทำให้พุทธศาสนาเป็นที่ยอมรับในตะวันตกของท่านติชนัทฮันห์ซึ่งทำได้อย่างละเอียดอ่อนและน่าทึ่งมาก

 

 

ตอนที่ 5 [จบ]

พระพุทธเจ้าไม่ใช่พระพุทธรูป

ติชทันห์วันศิษย์ตั้งแต่วัยเด็กของท่านติชนัทฮันห์อาจารย์เซนชื่อดังแห่งยุคได้เล่าเรื่องราวสมัยที่เขายังเป็นเด็กว่า เมื่อเขาค้นพบว่าพระพุทธรูปนั้นมิใช่พระพุทธเจ้า เขาก็เริ่มถามตนเองว่าพระพุทธเจ้าทรงอยู่ที่ไหน เพราะสำหรับเขาแล้วดูเหมือนว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายมิได้ทรงประทับอยู่ท่ามกลางหมู่มนุษย์ เขาจึงสรุปว่าพระพุทธเจ้าต้องไม่ใช่คนที่น่ารักนัก เพราะเมื่อคนกลายเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็จะเสด็จหนีจากพวกเราไปอยู่ดินแดนไกลโพ้น

อาจารย์ติชนัทฮันห์ได้ฟังเด็กชายติชทันห์วันกล่าวเช่นนั้นท่านจึงบอกกับเขาว่า พระพุทธเจ้าก็คือตัวเรานั่นเอง พระพุทธเจ้าทั้งหลายประกอบด้วยเลือดเนื้อและกระดูก หาใช่ทองแดงเงินหรือทองไม่ พระพุทธรูปนั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกับที่ธงอเมริกันเป็นสัญลักษณ์ประเทศอเมริกา ย่อมมิใช่ประชาชนอเมริกัน

จากนั้นท่านติชนัทฮันห์ได้เล่าเรื่องราวของพระพุทธเจ้าให้เด็กชายติชทันห์วันฟังว่า

"ศิษย์รัก พระพุทธเจ้าคือบุคคลที่ได้พัฒนาความเข้าใจและความรักของตนจนบรรลุขั้นสุดยอดจ้ะ บุคคลผู้ตื่น ผู้รู้ ผู้เข้าใจเราเรียกว่าพระพุทธเจ้า พุทธะมีอยู่ในตัวเราทุกคน เราสามารถตื่นรู้เข้าใจและมีความรักได้เช่นกัน ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่ของเธอมีความเข้าใจและความรักขยันทำงานเอาใจใส่ครอบครัว ยิ้มแย้มและน่ารักเหมือนดอกไม้ เธอก็อาจพูดกับท่านได้ว่า แม่ฮะ (หรือพ่อฮะ) วันนี้แม่เป็นพระพุทธเจ้าแล้วฮะ"

"อาจารย์ฮะกรุณาเล่าเรื่องพระพุทธเจ้าองค์แรกให้ผมฟังด้วยนะฮะ"

"ได้สิจ๊ะ เด็กดีของอาจารย์

สองพันห้าร้อยปีล่วงมาแล้ว มีบุรุษผู้หนึ่งที่ได้ฝึกฝนตนเองจนบรรลุถึงภาวะที่มีความเข้าใจปัญญาและความรักอย่างสมบูรณ์และชาวโลกก็ยอมรับปรากฏการณ์นี้ ท่านชื่อสิทธัตถะ

เมื่อสิทธัตถะยังหนุ่มมาก ท่านเริ่มใคร่ครวญว่าชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์มากมาย ผู้คนไม่มีความรักต่อกันอย่างเพียงพอ ไม่มีความเข้าใจต่อกันอย่างเพียงพอ ดังนั้นท่านจึงทิ้งบ้านไปอยู่ป่าฝึกฝนสมาธิภาวนา กำหนดลมหายใจเข้าออก และฝึกแย้มยิ้ม ท่านแปลงเพศเป็นสมณะและเพียรฝึกฝนเพื่อพัฒนาการตื่นรู้ ความเข้าใจและความรักของท่านให้บรรลุขั้นสูงสุด

ท่านฝึกฝนนั่งและเดินจงกรมเป็นเวลาหลายปีร่วมกับสหายห้าคน (ปัญจวัคคีย์) ซึ่งเป็นสมณะเช่นเดียวกัน แต่แนวทางที่พวกท่านฝึกปฏิบัตินั้นผิดแนวทาง เพราะมันเป็นการบำเพ็ญเพียรอย่างสุดโต่ง

อยู่มาวันหนึ่งสิทธัตถะรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียมากจนไม่สามารถทำความเพียรได้ต่อไป แต่เนื่องจากท่านเป็นชายหนุ่มผู้ฉลาด ท่านจึงตัดสินใจเข้าไปยังหมู่บ้านเพื่อหาอะไรฉันบ้าง จะเป็นผลไม้หรือขนมหรืออะไรก็สุดแท้ แต่ทันทีที่ท่านก้าวเดินไปเพียง 4-5 ก้าว ท่านก็สะดุดหกล้มและเป็นลมไป ท่านสิ้นสติเพราะความหิวโหยจัด ท่านอาจจะตายก็ได้หากไม่มีหญิงรีดนมวัวผ่านมาพบเข้าในระหว่างที่กำลังทูนหม้อนมเข้าหมู่บ้าน

หล่อนพบว่าท่านยังมีชีวิต ยังมีลมหายใจอยู่ ทว่าอ่อนเปลี้ยอย่างมาก ดังนั้นนางจึงรินนมป้อนใส่ปากท่าน ทีแรกสิทธัตถะยังไม่รู้สึกตัว และแล้วริมฝีปากของท่านก็ขยับ ท่านเริ่มดื่มนมจนหมดจอกท่านเริ่มรู้สึกดีขึ้นและทรงกายลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ ดูท่านงามสง่า เพราะสิทธัตถะเป็นบุรุษรูปงามอย่างยิ่งคนหนึ่ง หญิงรีดนมวัวจึงเข้าใจว่าท่านต้องเป็นเจ้าป่าเจ้าเขาแน่ๆ นางจึงคุกเข่าลงและทำท่าจะก้มกราบ แต่ท่านเหยียดแขนออกเพื่อยับยั้งมิให้นางทำเช่นนั้น ท่านได้บอกอะไรบางอย่างแก่นาง... เธอลองคิดซิว่าท่านบอกอะไรแก่นาง"

"ไม่ทราบฮะ"

"ท่านบอกว่า โปรดให้นมแก่ฉันอีกสักจอกหนึ่งเถอะจ้ะ เพราะท่านเห็นแล้วว่านมได้ก่อให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น ท่านรู้ว่าเมื่อร่างกายของเราแข็งแรงเพียงพอ เราจะสามารถประสบความสำเร็จในการทำสมาธิภาวนา หญิงสาวมีความสุขมาก นางรินนมให้ท่านอีกจอกหนึ่ง หลังจากนั้นนางได้ซักไซร้เรื่องราวของท่าน

ท่านบอกกับนางว่า ท่านเป็นสมณะเพียรทำสมาธิภาวนาเพื่อเจริญความเมตตากรุณา และความเข้าใจของท่านให้บรรลุขั้นสูงสุด เพื่อว่าท่านจะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ นางถามว่ามีอะไรที่นางสามารถช่วยท่านได้บ้างไหม

สิทธัตถะจึงบอกว่า ทุกวันยามเพล เธอจะสามารถนำข้าวถ้วยเล็กๆ มาให้ฉันได้ไหม นั่นจะช่วยฉันได้มากทีเดียวล่ะ ดังนั้นนับแต่วันนั้นมา นางได้นำข้าวห่อใบตองมาถวายท่านและบางครั้งนางก็นำนมมาถวายด้วย

ส่วนปัญจวัคคีย์ซึ่งร่วมบำเพ็ญเพียรอยู่ด้วยกัน ก็แสดงอาการรังเกียจท่าน และคิดว่าท่านเป็นคนเหลวไหลเสียแล้ว จึงหนีไปบำเพ็ญเพียรที่อื่น ทิ้งสิทธัตถะให้อยู่คนเดียว แต่สิทธัตถะกลับปฏิบัติธรรมได้ดีมาก ท่านบำเพ็ญภาวนาตลอดวันตลอดคืน เจริญความรู้ภายใน เจริญความเข้าใจ และความเมตตากรุณาได้รวดเร็วอย่างยิ่ง หลังจากที่ท่านฟื้นฟูสุขภาพของท่านแล้ว

วันหนึ่งหลังจากลงสรงในแม่น้ำแล้ว ท่านมีความมั่นใจมากว่า ท่านต้องการนั่งทำความเพียรอีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้นก็จะสามารถรู้แจ้งเห็นจริงได้ ท่านจึงตั้งปณิธานว่าท่านจะไม่ลุกขึ้นจากที่นี้จนกว่าจะได้รู้แจ้งอย่างแท้จริง

ด้วยปณิธานอันเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ ท่านได้บำเพ็ญสมาธิภาวนาตลอดคืน เมื่อดาวรุ่งปรากฏบนฟากฟ้า ท่านก็ได้เป็นผู้รู้แจ้งอย่างสมบูรณ์ เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งกอปรด้วยความสามารถอันสูงสุดในความเข้าใจและความรัก

ศิษย์รัก อาจารย์ได้เคยอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของพระพุทธเจ้ามามาก และตัวอาจารย์ก็เห็นพระองค์เป็นเหมือนบุคคลเช่นเราท่านทั้งหลาย บางครั้งจิตรกรได้วาดรูปของพระพุทธเจ้าในลักษณะที่เราไม่สามารถเห็นพระองค์เป็นมนุษย์ อันที่จริงพระองค์ทรงเป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง อาจารย์เคยเห็นพระพุทธรูปมากมาย แต่มีน้อยองค์ที่งดงามและเรียบง่ายจริงๆ

หากเธอโตขึ้นแล้วเธอต้องการวาดรูปพระพุทธเจ้า โปรดนั่งลงและกำหนดลมหายใจนานสักสิบนาที พร้อมกับยิ้มก่อนที่เธอจะหยิบปากกาขึ้นวาดพระพุทธเจ้า จากนั้นก็วาดพระพุทธเจ้าแบบเรียบง่ายแต่งดงาม พระพุทธเจ้าต้องดูหนุ่มไม่แข็งกระด้างเกินไป ไม่ดูเคร่งขรึมเกินไป และมีรอยยิ้มน้อยๆ อยู่บนพระพักตร์ด้วย เมื่อเราแลดูพระพุทธเจ้าเราจะต้องชอบพระองค์เพราะพระองค์มีบุคลิกภาพเช่นนี้นั่นเอง"

 

 

 

 

Powered by MakeWebEasy.com