มิลาเรปะ มหาฤาษีผู้พ้นกรรม

มิลาเรปะ มหาฤาษีผู้พ้นกรรม

มิลาเรปะ มหาฤาษีผู้พ้นกรรม

(โดย สุวินัย ภรณวลัย)



ตอนที่ 1

มิลาเรปะ

มิลาเรปะ (พ.ศ1583-1666) เป็นกวีและนักบวชที่สูงส่ง เป็นที่รู้จักและเคารพนับถือกันทั่วไปในธิเบตและแถบเทือกเขาหิมาลัย ชีวประวัติของมิลาเรปะก็น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

บิดาของมิลาเรปะสืบเชื้อสายมาจากวงศ์ตระกูลของคนเลี้ยงสัตว์ ท่านเป็นพ่อค้าที่มีฐานะมั่งคั่งเลยทีเดียว เมื่อมิลาเรปะอายุได้ 7 ขวบ บิดาของเขาถูกโรคร้ายคุกคาม ท่านรู้ตัวว่าคงจะไม่รอดแน่จึงตกลงใจมอบครอบครัวและทรัพย์ศฤงคารของท่านทั้งหมดให้ญาติของท่าน โดยเฉพาะลุงและป้าของมิลาเรปะเป็นผู้ดูแล โดยคาดหวังว่าเมื่อมิลาเรปะโตขึ้นเป็นหนุ่มเขาจะได้ครอบครองทรัพย์สมบัติของท่านในภายหลัง

แต่ครั้นเมื่อบิดาของมิลาเรปะเสียชีวิตลงแล้ว ลุงและป้าของมิลาเรปะก็จัดการฮุบสมบัติทั้งหมดไปเป็นของตนปล่อยให้มารดาของมิลาเรปะ ตัวเขา และน้องสาวของเขาอยู่อย่างอดอยากทุกข์ยากหิวโหย เสื้อผ้าขาดวิ่นแร้นแค้นและขมขื่นห่อเหี่ยวใจ

ขณะนั้นมิลาเรปะมีอายุได้สิบห้าปี มารดาของเขาได้บอกกับเขาว่า นางอยากเห็นเขาไปแก้แค้นพวกที่ทรยศหักหลังพวกนาง นางจึงสั่งให้มิลาเรปะไปเรียนวิชาไสยศาสตร์ให้สำเร็จ แล้วกลับมาทำร้ายป้าลุงเป็นคนแรก จากนั้นก็พวกชาวบ้านที่สุมหัวกับลุงป้ารังแกพวกนาง

สองปีต่อมา มิลาเรปะร่ำเรียนเวทย์มนต์คาถาสำเร็จ จนกระทั่งสามารถเสกฝนและลูกเห็บให้ตกลงมาทำลายหมู่บ้าน จนบ้านหลายหลังพังครืน มีคนบาดเจ็บล้มตายทั้งหมดสามสิบห้าคน ล้างแค้นได้เป็นผลสำเร็จ แต่หลังจากที่ได้ล้างแค้นไปแล้ว ตัวมิลาเรปะเองกลับรู้สึกเสียใจที่ได้ประกอบบาปกรรมไว้มากมาย เขาจึงต้องการค้นหาคำสอนของพระพุทธเจ้า เขาเกิดความรู้สึกอยากแสวงธรรมขึ้นมาอย่างรุนแรง ถึงขนาดกินไม่ได้นอนไม่หลับ เขาได้ตัดสินใจที่จะปฎิบัติธรรมด้วยตนเอง

ชายหนุ่มเดินทางไปที่ภูเขานยังเพื่อไปหาพระลามะรูปหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากนามว่ารังตัน

"ท่านลามะครับ บุคคลที่นั่งอยู่ ณ เบื้องหน้าท่านนี้คือผู้มีบาปหนา ขอท่านจงช่วยสอนให้ผู้น้อยได้หลุดพ้นจากห้วงแห่งวัฏฏสงสารด้วยเถิดครับ"

"ดูกรพ่อหนุ่ม คำสอนเรื่องนิพพาน อันเป็นยอดปรารถนาของความสำเร็จทั้งมวลนั้นอยู่ที่ใจอันมั่นคงที่เข้าสู่สุญตาธรรม หากปฏิบัติในยามกลางวันเธอก็จะได้รับพุทธะในตอนกลางวัน หากเธอปฏิบัติในตอนกลางคืนเธอก็จะได้รับพุทธะในตอนกลางคืน เช่นกันสำหรับคนที่สร้างกุศลกรรมมาดีแล้ว แม้ไม่ต้องนั่งสมาธิภาวนาก็สามารถบรรลุได้ เพียงแต่ได้ฟังธรรมที่เราอยากจะสั่งสอนเธอเท่านั้น"

ความที่มิลาเรปะเป็นคนเรียนเก่ง แม้ตอนไปเรียนไสยศาสตร์เขาก็ประสบกับความก้าวหน้าในการฝึกวิชาอย่างรวดเร็วมาก เขาจึงประมาทคิดว่าการปฏิบัติเพื่อการบรรลุมรรคผลนี้คงจะง่ายกว่าการเรียนเวทย์มนต์หลายเท่า เพราะอาจารย์บอกกับเขาเองว่าถ้าปฏิบัติในยามราตรีก็จะบรรลุในราตรี ตัวเขาคงจะเป็นพระโพธิสัตว์ผู้โชคดีที่มีโอกาสได้สดับฟังพระธรรม และสามารถบรรลุธรรมได้โดยไม่ต้องปฏิบัติสมาธิภาวนาเลย เมื่อมิลาเรปะคิดลำพองใจอยู่เช่นนั้น เขาจึงไม่ได้ปฏิบัติสมาธิใดๆ ทั้งสิ้น เอาแต่นอนหลับไหลซึมเซาเกียจคร้านอยู่ ไม่กี่วันหลังจากนั้น พระลามะรังตันจึงเรียกมิลาเรปะเข้าไปพบและพูดกับเขาว่า

"มิลาเรปะ เมื่อตอนที่เธอมาหาเราครั้งแรกนั้น เธอบอกว่าเธอเป็นผู้ที่บาปหนา ตัวเราหลงภูมิใจในคำสอนของตนจึงบอกบทธรรมแก่เธอเร็วเกินไป ทำให้บัดนี้เราไม่สามารถสอนเธอให้บรรลุธรรมได้อีกแล้ว ขอให้เธอจงไปหาท่านมาร์ปะ ลามะที่มีชื่อเสียงทางตอนใต้แล้วร่ำเรียนกับท่านเถิด เธอกับท่านมาร์ปะได้เคยสร้างบารมีร่วมกันมาเมื่อชาติปางก่อน เพราะฉะนั้นเธอจึงต้องไปหาท่าน"

มิลาเรปะจึงเดินทางไปหาท่านมาร์ปะโดยตรง เข้าไปกราบท่านที่เท้า พร้อมกับกล่าวว่า

"ข้าแต่ท่านลามะ กระผมผู้บาปหนาขอมอบ กาย วาจา และใจแก่ท่าน โดยศิษย์ขอเพียงอาหาร เสื้อผ้า และคำสอนเป็นสิ่งตอบแทน ขอได้โปรดสั่งสอนศิษย์ถึงมรรควิธีแห่งการพ้นทุกข์ในช่วงแห่งชีวิตนี้ด้วยเถิดครับ"

"เจ้าหนุ่ม มันเป็นการดีที่เจ้าจะอุทิศ กาย วาจา และใจ ให้แก่เรา แต่เราจะไม่ให้อาหาร เสื้อผ้า และคำสอนทุกอย่าง เราจะให้เพียงอาหารและเสื้อผ้าแก่เจ้า สำหรับคำสอนเจ้าต้องไปให้คนอื่นสอนให้ แต่ถ้าเจ้าต้องการคำสอนทั้งมวล เจ้าก็จะไม่ได้อาหารและเสื้อผ้า เจ้าจงเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น การที่เจ้าจะบรรลุธรรมหรือไม่ในชีวิตนี้ก็ขึ้นอยู่กับความมานะพากเพียรของเจ้าเท่านั้น"

ตอนนั้นมิลาเรปะยังไม่รู้หรอกว่า เขากำลังถูกอาจารย์มาร์ปะทดสอบ "ขันติธรรม" ของเขาอยู่ มันเป็นบททดสอบความอดทนที่หนักหน่วงที่สุดครั้งหนึ่ง ขนาดที่ชายหนุ่มทั้งหลายในโลกนี้คงไม่มีใครได้เผชิญมาก่อนเหมือนที่มิลาเรปะได้เผชิญมาแล้ว

ในตอนแรกอาจารย์มาร์ปะสั่งเขาให้ไปปราบโจรอันธพาลที่เข้ามาปล้นสะดมหมู่บ้านอยู่เป็นนิจโดยใช้คาถาอาคมของเขา เมื่อเขาทำงานที่ได้รับมอบหมายมานี้เสร็จแล้ว อาจารย์มาร์ปะก็แกล้งสั่งให้เขาสร้างหอคอยให้เสร็จก่อนท่านถึงจะสอนให้

ตอนแรกท่านสั่งเขาให้สร้างหอคอยบนยอดเขาทิศตะวันออก เมื่อมิลาเรปะเริ่มลงมือสร้างหอคอยทรงกลมจนเสร็จไปได้เกือบครึ่ง อาจารย์มาร์ปะมาดูแล้วพูดว่า

"ตอนนั้นเราลืมคิดให้รอบคอบไป เจ้าจงรื้อหอคอยนี้ลงเสีย นำหินและดินกลับไปไว้ที่เดิมของมัน"

จากนั้น อาจารย์มาร์ปะสั่งให้เขาไปสร้างหอคอยที่ยอดภูเขาทิศตะวันตก พอเขาสร้างไปได้เกือบครึ่งท่านก็สั่งรื้ออีก ให้ไปสร้างที่ยอดเขาทางทิศเหนือแทน พอเขาสร้างหอคอยเสร็จท่านก็สั่งให้เขาทำลายหอคอยนั้นเสีย และขนหินดินทรายกลับไปยังที่เก่าของมัน
หินแต่ละก้อนที่ชายหนุ่มแบกนั้นหนักมากจนทำให้เกิดแผลที่หัวไหล่ของเขา

ต่อมาอาจารย์มารปะได้สั่งให้มิลาเรปะสร้างห้องพระพร้อมระเบียงล้อมรอบมีหลังคาค้ำยันด้วยเสาสิบสองต้นก่อน ท่านถึงจะแสดงธรรมให้

มิลาเรปะจึงกัดฟันทำการก่อสร้างห้องพระจนเสร็จ

บัดนี้แผลที่กลางหลังทั้งสองแห่งของเขาได้กำเริบจนเจ็บปวดสาหัสมีเลือดและหนองไหลเยิ้มออกมา แต่อาจารย์มาร์ปะก็ไม่ยอมถ่ายทอดโพธิธรรมให้แก่เขา กลับทุบตีเขา ดุด่าเขา จนตัวเขาล้มป่วย

ตอนนั้นมิลาเรปะท้อแท้มาก เขาคิดในใจว่า

'ตัวเราเป็นคนอาภัพชาตินี้ถ้ายังอยู่ในอัตภาพนี้สืบไปก็คงไม่ได้รับคำสอนจากท่านอาจารย์เป็นแน่ อย่ากระนั้นเลยเราจะฆ่าตัวตายดีกว่า เพื่อจะได้เกิดในร่างใหม่อันคู่ควรได้รับคำสอนจากอาจารย์'

ขณะที่มิลาเรปะกำลังจะฆ่าตัวตาย ศิษย์รุ่นพี่ของเขาได้เข้ามาห้ามไว้ พร้อมกับกล่าวด้วยหยาดน้ำตาว่า

"มิลาเรปะผู้น่าสงสารเธอจงอย่าไปทำเช่นนั้น ตามคำสอนของพระพุทธองค์ถือว่า ร่างกายกับใจของคนนั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยธรรมชาติ หากเธอตายก่อนเวลาโดยการฆ่าตัวตาย ถือว่าเธอได้ทำกรรมชั่วร้ายคือสังหารพุทธภาวะที่มีอยู่ในตัว ตามพระสูตรวัชรยานนั้นถือว่าไม่มีบาปอะไรจะหนักหน่วงไปกว่าการฆ่าตัวตายอีกแล้ว เมื่อรู้แล้วก็จงเลิกความคิดนี้เสีย อาจจะเป็นไปได้ว่า ท่านอาจารย์จะสอนเธอสักวันหนึ่งเป็นแน่ เพราะถ้าอาจารย์ไม่สอน ก็ไม่มีลามะผู้ใดจะสอนเธอให้บรรลุธรรมได้อีกแล้ว"

ช่วงนั้นมิลาเรปะเต็มเปี่ยมไปด้วยความเศร้าโศก เขาถึงกับรำพึงกับตัวเองว่า หัวใจของเขาทำด้วยเหล็กกระมัง ถึงยังทนอยู่ได้โดยไม่ระเบิดจนอกแตกตาย เขาไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าอาจารย์มาร์ปะกำลังทดสอบขันติธรรมของเขาเพื่อชำระล้างมลทินในอดีตให้แก่ตัวเขาต่างหาก



ตอนที่ 2

รับเข้าเป็นศิษย์

"มิลาเรปะอาจารย์ต้องการลองใจเธอ และเพื่อชำระล้างราคีให้แก่เธอ จึงได้กระทำเช่นนั้นกับเธอ ถ้าหากเราต้องการให้เธอสร้างหอคอยด้วยจุดมุ่งหมายอันเห็นแก่ตัวแล้ว เราก็ต้องปฏิบัติต่อเธออย่างนุ่มนวลถึงจะถูกจริงมั้ย ดังนั้นเจตนาของเราจึงบริสุทธิ์
ส่วนตัวเธอเองก็กำลังถูกไฟแห่งความอยากที่จะปฎิบัติธรรมเผาผลาญอยู่ เธอจึงพร้อมที่จะใช้วิธีการทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งคำสอนนั้น ตัวเราเอง แม้แสดงโทสะต่อเธออย่างเกรี้ยวกราด แต่นั่นมิใช่โทสะแบบชาวโลก ถึงแม้มันจะปรากฏให้เห็นอยู่ มันก็เป็นเพียงอุบายอันเกิดจากมรรควิธีเท่านั้น"

"..."

"บัดนี้ เราขอรับเธอเป็นศิษย์และเราจะสั่งสอนพระธรรม ซึ่งเรารักยิ่งชีวิตให้แก่เธอ เราจะอุปถัมภ์อาหารการกินผ้าผ่อนและข้าวของเครื่องใช้ให้เธอได้ปฏิบัติสมาธิอย่างมีสุข"

มิลาเรปะรู้สึกประหลาดใจว่าตัวเขาฝันไปหรือเปล่า ที่ได้ยินท่านอาจารย์มาร์ปะกล่าวออกมาเช่นนั้น ถ้าเป็นความฝันก็ขอให้มันเป็นความฝันตลอดไปเถิด อย่าได้ตื่นขึ้นมาอีกเลย ใจของมิลาเรปะเปี่ยมไปด้วยปิติอันไร้ขอบเขต น้ำตาที่ไหลออกมานั้นเป็นน้ำตาแห่งปิติสุข เขากราบถวายความเคารพอาจารย์ของเขาด้วยจิตบูชาสูงสุด

"เราจะให้การอุปสมบทแก่เธอด้วยการปฏิญาณที่จะหลุดพ้น"

จากนั้น ท่านก็ตัดผมมิลาเรปะ และให้เขาเปลี่ยนผ้าแบบฆราวาสมาเป็นจีวรแบบท่าน อาจารย์มาร์ปะยังให้มิลาเรปะรับศีลแห่งพระโพธิสัตว์และกล่าวว่า

"วันพรุ่งนี้ เราจะประกอบพิธีอนัตตาภิเษกตามมรรควิธีเร้นลับของเราให้แก่เธอ"

ในวันประกอบพิธี อาจารย์มาร์ปะสอนให้มิลาเรปะท่องมนตราแห่งนิกายตันตระจนจบมนตร์ ทั้งยังบอกวิธีปฏิบัติอย่างละเอียดตามหลักวิชาอันล้ำลึกนั้น ท่านอาจารย์มาร์ปะวางมือบนศีรษะของมิลาเรปะแล้วกล่าวว่า

"มิลาเรปะ เมื่อตอนที่เราพบกับเธอครั้งแรก เรารู้สึกว่าเธอเป็นผู้ที่คู่ควรจะได้รับหลักธรรม ในคืนก่อนที่เธอจะมาหาเรา ตัวเราเกิดนิมิตฝันไปว่าเธอคือผู้ที่จะมาสืบหลักธรรมของพระพุทธเจ้า เราได้ชำระล้างเธอจากมลทินโทษโดยการให้เธอสร้างหอคอยอันเป็นงานยากลำบากแสนเข็ญ... ทุกครั้งที่เราไม่ยอมรับเธอเป็นศิษย์ ทำให้เธอทุกข์เวทนาแสนสาหัส แต่เธอก็หาได้คิดโกรธเราแต่อย่างใดไม่ นั่นแสดงว่าต่อไปภายภาคหน้าศิษย์ของเธอย่อมมีสติปัญญา มีเมตตาต่อผู้อื่น พวกเขาจะไม่ปรารถนาความมั่งคั่งจากโลกียทรัพย์ในชีวิต แต่พวกเขาจะมุ่งมั่นฝ่าอุปสรรคเพื่อโลกุตรทรัพย์ในการปฏิบัติสมาธิภาวนาบนภูเขา และท้ายที่สุดโดยอาศัยประสบการณ์ภายในพลังทางจิตวิญญาณ ปรีชาญาณและความเมตตาเหล่าศิษย์เหล่านั้นของเธอจะได้กลายเป็นลามะผู้สมบูรณ์พร้อม ดังนั้นขอให้เธอจงปีติยินดีเถิด"

หลังจากถ่ายทอดเคล็ดวิชาเร้นลับของตันตระให้แก่มิลาเรปะแล้ว อาจารย์มาร์ปะได้แนะนำเขาให้ไปทำสมาธิบนถ้ำที่หน้าผาทางทิศใต้

มิลาเรปะนำตะเกียงน้ำมันเนยจุดตั้งไว้ นั่งบำเพ็ญสมาธิตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน โดยไม่เคลื่อนไหวจนกระทั่งน้ำมันเนยหมดลง

เจ็ดเดือนต่อมาอาจารย์มาร์ปะแวะมาเยี่ยมมิลาเรปะ ท่านดีใจมากที่เห็นเขาสามารถทำสมาธิอย่างต่อเนื่องโดยไม่ลุกจากอาสนะ ท่านถามมิลาเรปะว่า

"ศิษย์รัก เธอมีความรู้อะไรบ้างที่ได้จากการนั่งทำสมาธิในครั้งนี้ เธอจงทำใจของเธอให้ปลอดโปร่ง และบอกสิ่งที่เธอได้พบเห็นและเข้าถึงใจค้นพบมาให้เราฟังหน่อยซิ"

"อาจารย์ครับ เมื่อผมฝึกจิตจนแน่นิ่งมั่นคงไม่หวั่นไหวแล้ว ตัวผมบังเกิดความประจักษ์ชัดว่า ร่างกายอันเป็นวัตถุธาตุประกอบขึ้นด้วยเลือดเนื้อและผัสสะทั้งห้าเหล่านี้รวมตัวกันอยู่ด้วยสายใยแห่งเหตุและผล (ปฎิจจสมุปบาท) สิบสองประการครับ หนึ่งในจำนวนนั้นคือเจตนาอันมีรากเหง้ามาจากความไม่รู้ (อวิชชา)

ร่างกายเนื้อนี้เป็นพาหนะอันยอดเยี่ยมสำหรับสรรพสัตว์ผู้โชคดีที่ปรารถนาจะเป็นอิสระหลุดพ้น แต่สำหรับผู้มีจิตใจอันเป็นบาปแล้ว ร่างกายเนื้อนี้จะนำผู้นั้นไปสู่อบายภูมิเบื้องต่ำ

ตัวผมเข้าใจว่า ชีวิตนี้มีสิ่งให้เลือกอยู่สองประการเท่านั้น ระหว่าง ทางรอดกับทางหลง อันจะนำไปสู่ความสงบสุขอันเป็นอมตะกับความทุกข์โศก มันเป็นเส้นแบ่งระหว่างความดีกับความชั่ว ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาธรรมของคุรุผู้ช่วยสอดส่องชี้นำสัตว์โลก ตัวผมเต็มไปด้วยความหวังที่จะพากเพียรให้บรรลุถึงความหลุดพ้น

อาจารย์ครับ นับตั้งแต่ที่ตัวผมได้กล่าวปฏิญาณตนถือเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ผมได้ค้นพบว่า ที่มาของความสงบสุขทั้งปวงคือความเป็นพระลามะ และสิ่งที่ควรประพฤติในเบื้องต้นคือการเจริญรอยตามคำสอนของอาจารย์ ทำจิตใจตัวเองไม่ให้มีความด่างพร้อย และผูกพันดวงใจไว้กับอาจารย์

จากจุดนั้นผมได้เริ่มก้าวไปบน "ทาง" นี้แล้ว และตั้งหน้าบำเพ็ญเพียร ตามขั้นตอนที่วางไว้ของมรรคแห่งวัชรยาน มันเป็นความเพียรที่จะค้นหาความไม่มีตัวตนของแต่ละคน

ก่อนอื่นผมเริ่มจากการพิจารณาตัวตนด้วยหลักเหตุและผล จนเห็นถึงความเป็นอนัตตาหรือความไม่มีตัวตนได้แล้ว จากนั้นตัวผมก็พยายามประคองจิตใจให้อยู่ในสภาวะที่สงบนิ่ง จนกระทั่งความคิดฟุ้งซ่านหายไป กลายเป็นใจที่ไร้ความคิด

หากผู้ใดสามารถดำรงจิตประคองสภาวะนี้ได้ตลอดวันตลอดคืน ตลอดปี กระทั่งหลงลืมวันเวลาที่ผ่านเลยไปได้ นั่นก็หมายความว่าจิตใจของผู้นั้นได้เข้าสู่สภาวะอันสงบนิ่งเยือกเย็นโดยแท้จริงแล้ว

สภาวะที่สงบเยือกเย็นนี้จะคงอยู่ได้ ก็ต่อเมื่อมีสติและรับรู้มันอยู่ทุกขณะ โดยไม่ปล่อยให้สิ่งใดมารบกวนหรือจมลงสู่ความชาด้าน อาศัยการหนุนนำจากพลังแห่งสติ จนทำให้จิตเข้าถึงภาวะอันบริสุทธิ์ของเอกคัตตา หรือความแน่วแน่เป็นหนึ่งเดียวของอารมณ์ จิตรู้สึกปลอดโปร่งสดชื่นแจ่มใสอยู่ตลอดเวลา อันเป็นลักษณะของดวงจิตที่สงบดีแล้ว

กล่าวโดยย่อก็คือตัวผมได้ค้นพบว่า

ประการที่หนึ่ง สภาวะที่แจ่มใสแห่งความสงบภายใน และพลังที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมภายใน เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อที่จะบรรลุถึงการหยั่งเห็นภายในอันเป็นดุจขั้นแรกของบันได

ประการที่สอง สมาธิทั้งปวงทั้งที่ใช้การเพ่งกสิณและการใช้อารมณ์ภาวนา จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความรักและความเมตตาอันสูงสุด สิ่งใดก็ตามที่เราทำมันจะต้องกระทำออกมาจากความรักเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นเป็นสำคัญ

ประการที่สาม เมื่อเห็นแจ้งอย่างสมบูรณ์แล้ว การแบ่งแยกทั้งปวงก็จะหลอมละลายกลายเป็นสภาวะอันสงบล้ำที่ปราศจากการแบ่งแยกใดๆ

ประการสุดท้าย เมื่อได้ตระหนักถึงสุญญตาหรือความว่างแล้วก็จะอุทิศมรรคผลทั้งมวลเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่นทั้งหมดนี้แหละครับที่ตัวผมตระหนักว่านี่เป็นวิถีทางอันเที่ยงแท้ที่สุด

ในการจะประจักษ์แจ้งในสิ่งนี้ได้ เราจะต้องเอาชนะร่างกายของเรา และสามารถควบคุมจิตทั้งหมดจนบรรลุถึงความปกติ ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ใดๆ แม้กระทั่งอันตรายหรือความตาย

ตัวผมยังรู้เข้าไปอีกว่า การที่จะก้าวไปสู่จุดแห่งการรู้แจ้งที่สมบูรณ์ได้นั้น เราจะต้องประกอบกุศลกรรมให้มาก และทำตัวเองให้บริสุทธิ์โดยเคร่งครัดระหว่างที่หยุดพักจากการสมาธิครับ"

เมื่อมิลาเรปะกล่าวจบ ท่านอาจารย์มาร์ปะก็กล่าวว่า

"ศิษย์รัก เราเคยมีความหวังอันสูงส่งอยู่ และความหวังนั้นบัดนี้ก็ได้สมประสงค์แล้ว เธอเป็นผู้ที่มีใจหนักแน่นเพื่อการรู้แจ้งมากเหลือเกินมิลาเรปะ"

หลังจากได้สนทนาธรรมกันอีกหลายหัวข้อ ท่านอาจารย์มาร์ปะก็ได้กลับไป

ส่วนตัวมิลาเรปะได้ก่อกำแพงเข้าปากถ้ำแล้วบำเพ็ญสมาธิต่อ



ตอนที่ 3

บำเพ็ญเพียร

ในระหว่างที่มิลาเรปะกำลังปฏิบัติธรรมบำเพ็ญสมาธิอยู่อย่างโดด เดี่ยวภายในถ้ำบนเขานั้น มีอยู่วันหนึ่งเขาได้ฝันไปว่าเขาได้กลับไปสู่บ้านเกิดอีกครั้ง บ้านเก่าของเขาดูโทรมไปมากจนเสียหายหมด ที่นาที่เคยสมบูรณ์ก็รกเรื้อไปด้วยหญ้า มารดาและพี่น้องก็ตายไปจนหมดสิ้น น้องสาวคนเดียวของเขาต้องเร่ร่อน กลายเป็นขอทาน

ตัวเขาตั้งแต่เป็นหนุ่มได้จากมารดาไปไม่มีโอกาสได้พบท่านอีกเลย เมื่อคิดถึงเรื่องนี้เขารู้สึกเจ็บปวดจนสุดจะกล่าวถ้อยคำใดออกมา ได้แต่ร้องเรียก ชื่อของมารดาและน้องสาว ร่ำไห้คร่ำครวญ เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบหมอนเปียกชื้นด้วยน้ำตา

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมามิลาเรปะกลายเป็นคนคิดมากและคิดถึงมารดาอย่างรุนแรงสุดระงับ และตั้งใจว่าจะไปพบกับมารดาอีกให้จงได้ ในที่สุดเขาจึงออกจากถ้ำ ลงจากเขาไปกราบลาอาจารย์โดยไม่บอกกล่าว ขณะที่ท่านกำลังนอนหลับอยู่ ท่านอาจารย์ได้กล่าวติงมิลาเรปะว่า

“ศิษย์รัก ทำไมเธอถึงรีบด่วนทำลายการประพฤติวัตรสันโดษอันเคร่งครัดของเธอรวดเร็วปานนี้เล่า นี่อาจเป็นเพราะนิวรณ์ภายในของเธอที่เปิดทางให้มารมาผจญก็เป็นได้ ขอให้เธอจงกลับไปบำเพ็ญเพียรดังเดิมเถิด”

มิลาเรปะจึงเล่าความฝันของเขาแก่ท่าน พร้อมทั้งกล่าวอ้อนวอนขออนุญาติท่านไปหามารดา

ท่านอาจารย์ มาร์ปะจึงกล่าวว่า

“ศิษย์รัก เธอกำลังกล่าวเรื่องอะไร ครั้งแรกเมื่อเธอมาหาเรานั้นเธอได้ประกาศว่าเธอมิได้ผูกพันร้อยรัดกับมาตุภูมิอีกแล้ว แต่ตอนนี้เธอกลับต้องการสิ่งใดอีก แม้ว่าเธอจะกลับไปที่หมู่บ้าน ก็ไม่แน่ว่าเธอจะได้พบกับมารดาหรือญาติพี่น้องอีก อย่างไรก็ตามหากเธอปรารถนาจะไปจริงๆ เราก็ไม่อาจห้ามเธอได้ แต่เธอจงรู้ด้วยว่า การที่เธอมาบอกลาเราขณะที่เรากำลังนอนหลับอยู่ มันเป็นลางบอกเหตุว่าเราทั้งสอง คงจะไม่ได้พบกันอีกแล้วชั่วชีวิตนี้”

ก่อนมิลาเรปะจะจากไป ท่านอาจารย์มาร์ปะได้สั่งให้เขาอยู่กับท่านอีกสามวันเพื่อขจัดความสงสัยและความสับสนในคำสอนให้หมดไป จากนั้นท่านอาจารย์ได้สำแดงร่างเป็นดังองค์พุทธะต่อหน้ามิลาเรปะ ทำให้เขาตื้นตันใจมากและคิดว่าตัวเขาจะพากเพียรพยายามอย่างเต็มที่ให้บรรลุถึงฤทธิ์อำนาจอันวิเศษเช่นนี้ เหมือนอาจารย์ของเขาด้วยการบำเพ็ญสมาธิ เสร็จแล้วท่านอาจารย์มาร์ปะได้ให้โอวาทแก่มิลาเรปะว่า

“ศิษย์รักจงรีบออกเดินทางเถอะ เราเพิ่งได้แสดงให้เธอเห็นในสิ่งอันเป็นภาพลวงตา ต่อไปขอให้เธอจงประพฤติตามนี้เถิด จงยึดขุนเขาไกรลาสอันเปล่าเปลี่ยวเงียบสงัดเป็นที่พำนัก เธอจงไปที่นั่นบำเพ็ญสมาธิ เบื้องหน้าไม่นานนักสานุศิษย์ของเธอจะก่อตั้งสถานปฏิบัติธรรมขึ้นที่นั่น ขอเธอจงเดินทางโดยลำพังก่อน และบำเพ็ญสมาธิในที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ภูเขาไกรลาสนั้น

หากเธอได้บำเพ็ญสมาธิ นั่นหมายความว่าเธอได้รับใช้อาจารย์ และจะเป็นการแสดงกตัญญูต่อบิดามารดา นอกจากนี้จะยังประโยชน์ให้แก่เหล่าสรรพสัตว์อีกด้วย หากเธอไม่สามารถบำเพ็ญสมาธิก็จะมีแต่สะสมบาปกรรมไปตลอดชีวิต ด้วยเหตุนี้ขอให้เธอจงอุทิศชีวิตเพื่อบำเพ็ญสมาธิเถิด จงสลัดพันธะแห่งโลภ โกรธ หลง ทั้งสิ้นออกไปจากชีวิต จงปลีกตัวออกห่างจากผู้คนที่แสวงหาโลกียสุขโดยเด็ดขาด”

จากนั้น ท่านอาจารย์มาร์ปะได้มอบม้วนกระดาษที่ปิดผนึกด้วยครั่ง ม้วนหนึ่งแก่มิลาเรปะ พร้อมกับบอกเขาว่า เมื่อใดก็ตามที่เขาพบกับอุปสรรคใหญ่หลวงในระหว่างการบำเพ็ญสมาธิขอให้เขาดูสิ่งที่ท่านมอบให้นี้ แต่จงอย่าได้ดูมันก่อนที่จะพบอุปสรรคใดๆ

เมื่อมิลาเรปะเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดของเขา มันก็เป็นไปดังความฝันที่เขาได้เห็นมาจริงๆ มารดาผู้ชราของเขาได้ตายไปแล้วเหลือแต่น้องสาวที่ระหกระเหินเร่ร่อน เขารู้สึกสะเทือนใจและโทมนัสใจเป็นที่สุด

เขานึกถึงคำสอนของท่านอาจารย์ของเขาได้ จึงพยายามรวบรวมสติ นั่งสมาธิภาวนาอยู่เบื้องหน้ากองกระดูกของมารดาเขา จนดวงจิตของเขาใสสะอาด ปราศจากการไขว้เขวใดๆ ทั้ง กาย วาจา ใจ และสามารถเห็นถึงความเป็นไปได้ ที่จะปลดปล่อยบิดาและมารดาให้หลุดพ้นจากวัฏจักรของการเกิดและการตาย เขารู้ว่าสิ่งที่ผ่านมานั้น เป็นสิ่งอันหาแก่นสารมิได้ มีแต่ความเศร้าโศกใจ เขาจึงตั้งปณิธาน ไว้กับตนว่า จะบรรลุเป้าหมายอันสูงสุดแห่งพระธรรมให้จงได้

เขาคิดคำนึงในใจว่า “ตอนนี้เราไม่มีความคิดอื่นใดอีกแล้ว การที่เรา กลับมาบ้านเกิดอีกครั้งนี้ก็เพราะบิดามารดาเรามีบ้านและทรัพย์อยู่ที่นี่ การเสื่อมสิ้นทรัพย์ในทางโลก ยิ่งทำให้เรามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำสมาธิภาวนา จนเหมือนกับไฟที่แผดเผาอยู่ในทรวง คนทั้งหลายที่ไม่ได้ประสบโรคร้ายที่ไม่ได้ คิดถึงความทุกข์ของความตาย และการตกไปอยู่ในสภาพที่ต่ำกว่าการแสวงหาความสุขในชีวิต ก็เป็นการเพียงพอ แต่สำหรับตัวเราทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นยิ่งทำให้ต้อง บำเพ็ญสมาธิภาวนา โดยไม่คำนึงถึงการได้รับการยอมรับ”

ก่อนที่มิลาเรปะจะมุ่งหน้าไปบำเพ็ญเพียรที่เขาไกรลาศ เขาได้มี โอกาสพบกับเซสเส หญิงสาวที่เป็นเพื่อนเขาตั้งแต่สมัยยังเด็ก เขากับเซสเสรักกัน แต่โชคชะตาได้ทำให้ทั้งสองต้องพลัดพรากจากกัน

เซสเสดีใจมากที่ได้พบกับมิลาเรปะชายคนเดียวที่นางรักอีกครั้ง เธอตรงเข้ามาโอบกอดเขาแล้วร้องไห้คร่ำครวญพร้อมกับเล่าเรื่องความทุกข์ยากลำบาก ที่เธอกับมารดาและน้องสาวของมิลาเรปะต้องประสบขณะที่เขาไม่อยู่

“เซสเส ทำไมช่วงที่ผ่านมาคุณถึงไม่แต่งงานเสียเล่าครับ”

“มิลาเรปะคะ ทุกคนกลัวเทพเจ้าผู้คุ้มครองตัวคุณค่ะ และไม่มีใคร จะมาแต่งงานกับฉันหรอกค่ะ ถึงหากมีใครมาขอฉันก็คงไม่ยอมแต่งด้วยหรอกค่ะ การที่คุณหันมาสนใจทางธรรมนั้นช่างเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์จริงๆ ค่ะ แล้วคุณจะทำ อย่างไรกับที่นาและบ้านช่องของคุณคะ”

น้ำเสียงของเซสเสบอกแววตัดพ้อ สายตาของเซสเสที่มองมิลาเรปะ บอกแววอาลัยรัก

มิลาเรปะรู้อยู่เต็มอกและเข้าใจในความหมายที่เซสเสพูดทุกอย่างดี เขารู้สึกสะท้านใจ นี่หากไม่ใช่เพราะเขาได้ตั้งปณิธานที่จะบรรลุธรรมไปแล้ว เขาจะไม่ยอมให้มีสิ่งใดมาพรากเขากับเซสเสไปอีกเป็นอันขาด แต่บัดนี้เขาไม่อาจแต่งงาน กับเซสเสได้แล้ว เพียงแต่ในโลกพรหมจรรย์ที่เขาจะไปอยู่นั้น เขาจะสวดภาวนา ให้เธอด้วยจิตเมตตาอันเปี่ยมล้น!

“เซสเสครับ หากคุณได้พบน้องสาวของผม ก็กรุณายกบ้านกับที่นา ให้เธอด้วยนะครับ แต่ตอนนี้ผมขอยกทรัพย์สินทั้งหมดของผมให้คุณดูแลแทน หากรู้เป็นที่แน่นอนว่าน้องสาวผมได้ตายไปแล้ว ผมขอมอบทรัพย์สินทั้งหมดของผมให้แก่คุณ”

“ตัวคุณไม่ต้องการมันเลยหรือคะมิลาเรปะ?”

“ตามแนวทางพรหมจรรย์ของพวกเรา ยึดถือการแสวงหาอาหารดุจ นกและหนู จึงไม่มีความจำเป็นสำหรับที่นาครับ ส่วนที่อยู่อาศัยของพวกเราก็คือถ้ำโล่งๆ สักแห่ง จึงไม่มีความจำเป็นสำหรับบ้าน แม้ใครจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล เมื่อสิ้นชีพไปก็ต้องทอดทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง หากคนเราหันหลัง สละทุกสิ่งทุกอย่างได้ตั้งแต่ตอนนี้ เขาก็จะพบกับความสุขทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า”

“มิลาเรปะคะ การปฏิบัติธรรมของคุณไม่เหมือนกับการปฏิบัติของ คนอื่นอย่างนั้นหรือคะ?”

“เซสเสครับ ใครก็ตามที่คิดเพียงแต่เป้าหมายแบบชาวโลกในแนว ทางโลกียวิสัย พวกเขาก็จะไปศึกษาคัมภีร์สักเล็กน้อยพอเป็นพิธี พวกเขาจะพา กันรื่นเริงในความสำเร็จของพวกตนและความล้มเหลวของผู้อื่นโดยอาศัยศาสนา พวกเขาจะพากันสะสมทรัพย์สินและยศศักดิ์เท่าที่จะทำได้ พวกเขาจะพยายามยกอ้างตนเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ชอบให้คนอื่นมากราบไหว้นับถือบูชา แต่ตัวผมไม่ได้เป็นคนเช่นนั้น ผมไม่ได้เป็นเช่นนั้น และผมไม่ปรารถนาที่จะเป็นเช่นนั้นด้วย หากผู้ที่อุทิศตนคนอื่นๆ ที่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมมายา ปรารถนาที่จะเดินร่วมทางไปกับตัวผม ไม่ว่าพวกเขาจะห่มผ้าสีอะไร นับถือศาสนาอะไรก็ตาม ผมจะไม่หันหลังให้แก่พวกเขาเป็นอันขาด ผมจะรังเกียจก็แต่เฉพาะคนผู้ที่ไม่ยึดถือแก่นแท้ของสัจธรรมเท่านั้นครับ”

วันรุ่งขึ้น มิลาเรปะรวบรวมเสบียงและข้าวของเดินทางไปจนถึงถ้ำหิน บนเขาไกรลาศ โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ เขาตัดสินใจพำนักอยู่ที่ถ้ำอันน่ารื่นรมย์นี้

เขาจัดแจงปูเสื่อหนาเป็นอาสนะนั่งบำเพ็ญสมาธิและจัดที่พำนักให้เข้าที่แล้ว จึงตั้งอธิษฐานจิตที่จะไม่ลงไปยังที่พักอาศัยของมนุษย์อีก



ตอนที่ 4

ขันติธรรม

มิลาเรปะได้ตั้งอธิษฐานจิตดังต่อไปนี้ว่า

“ตราบใดที่เรายังไม่ได้ดวงตาเห็นธรรม เราจะไม่ลงไปรับบิณฑบาตร หรือสิ่งที่ถวายมาเพื่อทำบุญให้ผู้ตายอีก แม้เราจะสิ้นชีพเพราะความหิวโหย ในเขาสงัดนี้ก็ตามเถิด เราจะไม่ลงไปแสวงหาเสื้อผ้า แม้เราจะสิ้นชีพเพราะความหนาว เราจะไม่คล้อยตามโลกียสุขและสิ่งล่อลวงใจ แม้เราจะสิ้นชีพเพราะความเจ็บป่วย เราจะไม่ปล่อยให้สิ่งใดมารบกวน กาย วาจา ใจ

เราจะมุ่งมั่นความเป็นพุทธะอย่างเด็ดเดี่ยว ขอให้ท่านอาจารย์ลามะ จงอวยพรให้ศิษย์สำเร็จผลตามคำอธิษฐานนี้ด้วยเถิด

มันเป็นการประเสริฐที่จะตายยิ่งกว่าการที่จะมีชีวิตอยู่อย่างปุถุชน หากเราทำลายความอธิษฐานของตัวเองและไม่พยายามฝ่าฟันไปสู่การรู้แจ้งแห่งตน ก็ขอให้มาเอาชีวิตของเราไปโดยพลัน

หากเราล้มเหลวในการบรรลุธรรมในชาตินี้ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์จง อำนวยพรให้ตัวเราได้พบกับพระธรรมในชาติหน้า และขอให้ตัวเราได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง เพื่อปฏิบัติธรรมให้ลุล่วงบรรลุความเป็นพุทธะด้วยเถิด”

จากนั้นมิลาเรปะก็เข้าสู่การบำเพ็ญภาวนาโดยเชื่อมั่นว่า ขันติธรรม เป็นบารมีอันสูงสุดในการที่จะบรรลุโพธิญาณ แม้มิลาเรปะจะเกิดจิตรู้ขึ้นในใจแล้ว เกี่ยวกับมหามุทรา แต่เขายังไม่อาจควบคุมลมหายใจได้ เนื่องจากตอนนั้นร่างกายของเขาอ่อนแอมาก จนไม่อาจก่อให้เกิดเตโชธาตุหรือธาตุไฟมาทำให้ร่างกายอบอุ่นได้ เขาจึงรู้สึกหนาวยะเยือกไปทั่วร่าง

ดังนั้น เขาจึงอ้อนวอนต่อท่านอาจารย์ลามะของเขาให้ช่วยชี้แนะโดยการเพ่งจิตอย่างจดจ่อ จนกระทั่งเขาได้นิมิตมาว่า

“หากไม่สามารถรู้สึกถึงเตโชธาตุได้ ก็จงใช้แนวทางโยคะแห่งกาย วาจา ใจ จนกว่าความอบอุ่นอันน่าอัศจรรย์จะเกิดขึ้นภายในกาย”

เขายังได้เห็นโยคะอาสนะท่าต่างๆ ในนิมิตจากอาจารย์ของเขาด้วย ทำให้เขาฝึกควบคุมพลังเสียง อาศัยปราณที่มีอยู่ในอากาศธาตุเพ่งสมาธิจดจ่อไปที่พลังกุณฑาลินีในตัว ในไม่ช้าเตโชธาตุก็เริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายเขา

หนึ่งปีผ่านไป...

มิลาเรปะเกิดความปรารถนาที่จะออกไปข้างนอกบ้าง เพื่อเป็นการผ่อนคลาย และเตรียมที่จะออกไป แต่ก็ได้ยั้งคิดถึงคำสัจจาธิษฐาน และทำการตักเตือนตัวเองก่อนที่จะบำเพ็ญสมาธิต่อไปโดยไม่รู้วันรู้คืน

สมาธิของมิลาเรปะแก่กล้าขึ้นมาก

เวลาผ่านไปอีกสามปีอย่างรวดเร็ว...

ในแต่ละปีเขาบริโภคแป้งเพียงถุงเดียวเท่านั้น บัดนี้แป้งที่เขานำติดตัวมาหมดแล้ว เขารำพึงกับตัวเองว่า

“เราจะทำประการใดดี เรายอมตายดีกว่าที่จะทำลายปฏิญญา เราจะ ไม่ลงสู่หมู่บ้าน และจะไม่ฝ่าฝืนคำอธิษฐานด้วย เราจำต้องแสวงหาอาหารอันเพียงพอ ต่อการประทังชีวิต”

มิลาเรปะจึงออกไปทางหน้าถ้ำที่เขาพำนัก ตรงที่พระอาทิตย์สาดแสง อบอุ่นและน้ำใสไหลเย็น มีผักกูดขึ้นเต็มไปหมด เขาจึงประทังชีวิตด้วยผักกูด แล้วบำเพ็ญสมาธิต่อ เนื่องจากมิลาเรปะไร้เสื้อผ้าและอาหารบำรุงเลี้ยง ในที่สุดร่างกาย ของเขาก็มีขนสีเทาขึ้นปกคลุม ร่างผอมไม่ผิดกับโครงกระดูก และผิวของเขาก็กลายเป็นสีเขียวเหมือนผักกูดไป

เมื่อเกิดสภาพเช่นนี้เขาจึงได้นำม้วนกระดาษที่ท่านอาจารย์ของเขาให้ มาหยิบวางไว้บนศีรษะ จากนั้นเป็นต้นมา แม้ว่าเขาจะไม่ได้กินอะไรเลยแต่ท้องของเขาก็รู้สึกเต็มอยู่ตลอด คล้ายมีรสอาหารอยู่ในปาก มิลาเรปะเกือบจะเปิดม้วนกระดาษออกดูแล้ว แต่มีลางบอกเหตุต่อเขาว่า ยังไม่ควรที่จะเปิดมันออกในตอนนี้ เขาจึงปล่อยไว้ตามสภาพเดิม

อีกสามปีต่อมา...

มีนายพรานล่าสัตว์จากบ้านเกิดของมิลาเรปะเดินทางผ่านมาพบถ้ำที่มิลาเรปะพำนักและใช้บำเพ็ญสมาธิอยู่โดยบังเอิญ มิลาเรปะได้แสดงธรรมให้แก่นายพรานผู้นั้นว่า

“แม้ว่าตัวท่านจะเกิดในแผ่นดินที่พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ แผ่ขยายไปถึง แต่ท่านก็ไม่เคยมีจิตคิดอยากฟังธรรม อย่าว่าแต่จะบำเพ็ญสมาธิเลย พวกท่านไม่รู้หรอกหรือว่า ไม่มีอะไรที่น่ากลัวเกินไปกว่าการได้สะสมความชั่วทีละเล็กทีละน้อยจนกลายเป็นความพอกพูนหนักอึ้ง มันอาจทำให้ขุมนรกที่ทั้งลึกและกว้างเต็มได้

บัดนี้ตัวเราได้บรรลุถึงความสุขชั่วนิรันดร์แล้ว เราได้รับทิพยสุขอัน เป็นสิ่งสูงสุด เราตั้งมั่นอยู่ในความเบิกบาน เราจะมอบบทเพลงแห่งทิพยสุขห้า ประการของเราให้ท่านได้สดับฟัง”

บทเพลงทิพยสุขห้าประการของมิลาเรปะ

ข้าพเจ้าขอน้อมอภิวาท แทบเท้าท่านอาจารย์มาร์ปะผู้มีเมตตา

ขอจงอวยพรแด่การสละละโลกียสุขในชีวตของข้าน้อยด้วย

ภูเขาไกรลาศ คือปราการแห่งทางสายกลาง

บนยอดสุขของป้อมปราการแห่งนี้

ตัวเราฤาษีธิเบตผู้นุ่งห่มผ้าฝ้ายได้สละอาหาร และเครื่องนุ่งห่ม

ในชีวิตนี้ เพื่อเข้าถึงการเป็นพุทธะที่สมบูรณ์

เรามีความยินดีกับอาสนะแข็งที่นั่งทับอยู่นี้

เรามีความยินดีกับผ้าฝ้ายที่ห่อหุ้มร่างนี้

เรามีความยินดีกับร่างกายที่เป็นมายานี้

เราไม่มีความหิวโหย และอดอยาก

เรามีความยินดีกับดวงใจที่บรรลุแจ้งถึงสัจธรรม

เราใช่จะไม่มีความสุข แท้จริงแล้วเรามีแต่ปิติเอิบอิ่มสำราญใจ

หากแม้ปรากฏแก่พวกท่านว่า เรามีความสุข

ก็จงประพฤติอย่างเราเถิด

หากพวกท่านไม่มีวาสนาส่งให้เข้าถึงศาสนา

ก็จงพิจารณาถึงความเป็นจริง เล็งให้เห็นถึงความสุขอันเที่ยงแท้

ระหว่างตัวท่านกับตัวเราผู้เป็นฤาษีนี้

จงอย่าหลงผิดคิดสงสารเรา

บัดนี้พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า

ขอพวกท่านจงพากันเดินทางกลับเถิด

ชีวิตนี้ไม่ยืนยาว ความตายอาจมาเยือนได้ทุกเมื่อ

เราผู้มุ่งมั่นต่อความเป็นพุทธะไม่มีเวลาให้กับถ้อยคำอันไร้แก่นสาร

จงปล่อยให้เราบำเพ็ญเพียรเถิด

พรานป่าคนนั้นได้นำบทเพลงแห่งทิพยสุขห้าประการนี้ของมิลาเรปะออกมาขับร้อง และเผยแพร่ไปทั่ว จนกระทั่ง เปตา น้องสาวของมิลาเรปะซึ่งเป็น ขอทานได้ยินเข้าจึงร้องออกมาว่า

“ใครก็ตามที่เป็นผู้กล่าวคำเหล่านี้ออกมา ย่อมเข้าถึงความเป็นพุทธะ แล้วเป็นแม่นมั่น”

พรานป่าหัวเราะขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า

“ยอดเยี่ยมแท้ นางผู้นี้กำลังกล่าวยกยอผู้เป็นพี่ชายของตนเอง”

เปตาจึงได้รู้ว่ามิลาเรปะพี่ชายของนางยังมีชีวิตอยู่ และกำลังบำเพ็ญเพียรอยู่บนยอดเขาไกรลาศ นางจึงรวบรวมอาหารที่ขอได้จากชาวบ้านดั้นด้นไปหามิลาเรปะ

สภาพของมิลาเรปะในขณะนั้นแทบไม่เป็นร่างคนแล้ว

ด้วยการบำเพ็ญตบะ ดวงตาของเขาจมลึกลงในเบ้าตาทั้งสองข้าง กระดูกทั้งร่างโปนอยู่ใต้หน้า เนื้อก็เหี่ยวย่นกลายเป็นสีเขียว ผิวหน้าซีดเซียวเป็น มันวาวเหมือนขี้ผึ้ง เส้นผมก็ยุ่งเหยิงหยาบกร้านออกสีเทาจากศีรษะย้อยมาถึงด้านหลัง

เปตาจำใบหน้าของมิลาเรปะไม่ได้ แต่จำเสียงของเขาได้ นางจึงโผเข้ามากอดมิลาเรปะร้องคร่ำครวญว่า “พี่ใหญ่! พี่ใหญ่!” แล้วก็สิ้นสติไป



ตอนที่ 5 [จบ]

บรรลุฤทธิ์อำนาจ

เมื่อเปตาน้องสาวของมิลาเรปะฟื้นสติขึ้นมาแล้ว นางก็เอาแต่ร่ำไห้ในความทุกข์โศกอาภัพของสองพี่น้อง ไม่ว่ามิลาเรปะจะพยายามปลอบเท่าไรก็ไร้ผล เขาจึงขับขานบทเพลงปลอบใจเปตาน้องสาวคนเดียวของเขาว่า

“...โอ้น้องหญิงผู้ร่วมชะตากรรมของพี่ อันความรื่นเริงและทุกข์โศก ล้วนแต่ไม่ยั่งยืน แต่ความโทมนัสของเธอในบัดนี้ เรามั่นใจว่าสำหรับเธอนั้นยังจะมีความสุขอันเที่ยงแท้อยู่ ด้วยเหตุนี้ขอเธอจงฟังบทเพลงของพี่เถิด

ณ ถ้ำโดดเดี่ยวในป่ารก เราฤาษีผู้บำเพ็ญเพียรรู้ถึงความโดดเดี่ยว เป็นอย่างดี แต่ดวงใจอันเปี่ยมด้วยศรัทธาไม่เคยถอยหลังออกห่างจากท่านลามะ พุทธแห่งสามโลก

ด้วยพลังแห่งสมาธิที่เกิดขึ้นด้วยความเพียร เราจะบรรลุสู่ความเป็น ผู้มีดวงตาเห็นธรรมโดยแน่แท้ เมื่อเราได้บรรลุคุณวิเศษที่สูงขึ้นทิพยสุขก็จะบังเกิดในชีวิตเรา

การบรรลุโพธิญาณอยู่ไม่ไกลแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงได้ขอให้เธอน้องหญิง แทนที่จะถูกครอบงำด้วยความว้าวุ่นและความโศกเศร้า ขอจงมาพากเพียรแสวงธรรมเถิด...”

เปตากล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้น คำพูดของพี่ช่างน่าประหลาดอย่าง ยากจะเชื่อตามได้ว่าเป็นจริงตามนั้น เพราะฉันยังไม่เคยเห็นผู้ปฏิบัติธรรมคนใดที่ น่าสงสารเช่นพี่เลย”

จากนั้นเปตาก็ถวายอาหารแก่มิลาเรปะก่อนจะจากไป

หลายวันผ่านไป เปตาพาเซสเสมาหามิลาเรปะอีกครั้ง โดยนำอาหารมากมายมาให้

หญิงสาวทั้งสองยังช่วยกันทำเสื้อคลุมให้แก่มิลาเรปะอีกด้วยก่อนจะอำลาจากไป

เมื่อได้รับประทานอาหารบำรุงร่างกาย จิตใจของมิลาเรปะก็แจ่มใส ดุจดวงแก้ว การปฏิบัติของเขารุดหน้าไปมาก เขาเข้าใจคำสอนทั้งหมดของอาจารย์ของเขาได้กระจ่างแจ้งแล้ว และด้วยพลังอำนาจแห่งการบำเพ็ญสมาธิอย่างอุตสาหะที่สั่งสมมาในช่วงหลายปีนี้ ทำให้ระบบประสาทของมิลาเรปะสามารถซึมซับพลังปราณหรือพลังจักรวาลเข้ามาไว้ ก่อให้เกิดการตื่นตัว

ยิ่งเขาได้ปฏิบัติอย่างแข็งขันตามหลักโยคะอันสำคัญยิ่งเกี่ยวกับ ท่าทาง ลมหายใจ และการเพ่งสมาธิ ผลปรากฏว่าสิ่งที่กีดขวางในเส้นใยประสาท และเส้นประสาทใหญ่ของเขาได้ถูกขจัดออกไปสิ้น


เขาได้บรรลุถึงดวงตาอันเบิกบานแจ่มใสชัดเจน กระจ่างแจ้งดุจเดียวกับที่เคยเรียนรู้มา มันเป็นประสบการณ์อันพิเศษแห่งดวงจิตอันประภัสสรซึ่งทรงพลังและมั่นคงมาก เมื่อเขาเอาชนะอุปสรรคนี้ได้ เขาก็ประจักษ์ว่าความไม่สมบูรณ์นี้แท้ที่จริงก็คือความสมบูรณ์ แม้แต่ในยามที่ดำรงสภาวะอยู่ในความคิดแบบแบ่งแยก เขาก็ยังตระหนักได้ถึงธรรมกายที่เป็นสภาวะอันเรียบง่ายซึ่งดำรงสืบสานอยู่ในดวงจิต

มิลาเรปะเกิดปัญญาแจ่มแจ้งว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันเกี่ยวเนื่องอยู่ กับสังสารวัฏฏและพระนิพพานนั้นล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน เขายังประจักษ์แจ้งว่า จิตเดิมแท้ มีสภาพเป็นกลางๆ ห้วงโอฆสงสารเป็นผลสืบเนื่องมาจากการมีมิจฉาทิฎฐิ พระนิพพานนั้นเป็นผลจากการเห็นแจ้งในสภาพความจริง

เขาประจักษ์แจ้งชัดว่าแก่นแท้ของทั้งสองสิ่งนี้ตั้งอยู่บนความว่างและการรู้แจ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสบการณ์ในการบรรลุธรรมอันยอดเยี่ยม เป็นผลจากการบำเพ็ญสมาธิในเบื้องต้น และผลจากการบริโภคอาหารอันมีคุณประโยชน์ ตลอดถึงคำสอนอันลึกซึ้งของท่านอาจารย์ลามะ เขาบังเกิดความเข้าใจขึ้นว่า แนวการปฏิบัติทางสายวัชรยานเป็นเครื่องมือสำหรับที่จะใช้แปรเปลี่ยนอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดทั้งมวลให้กลายเป็นการบรรลุธรรมได้

มิลาเรปะเกิดความรู้สึกว่าตัวเขาสามารถเปลี่ยนร่างได้ตามความ ปรารถนา อาจเหาะไปในอากาศและทำอภินิหารต่างๆ ได้ในตอนกลางวัน ครั้นพอตกตอนกลางคืนเขาก็เกิดนิมิตว่า ตัวเขาสามารถตรวจสอบดูทั่วสากลจักรวาลจาก ขอบหนึ่งไปยังอีกขอบหนึ่งโดยอิสระไร้สิ่งกีดขวาง เขาอาจเปลี่ยนร่างเป็นสิ่งต่างๆ ทั้งที่อาจมองเห็นได้และไม่อาจมองเห็นได้ เขาได้ไปเยี่ยมชมแดนพุทธะทั้งมวลรับฟังพระธรรมที่นั่น ทั้งยังสามารถแสดงธรรมแก่เหล่าสัตว์มากมาย ร่างกายของเขานั้น อาจเป็นได้ทั้งเปลวอัคนีโชติช่วงและสายน้ำเชี่ยว

เมื่อมิลาเรปะได้บรรลุถึงฤทธิ์อำนาจอันแปลกประหลาด เขาจึงบำเพ็ญภาวนาด้วยจิตอันเอิบอิ่ม และด้วยดวงวิญญาณอันเต็มเปี่ยมด้วยพลัง

หลังจากนั้น มิลาเรปะก็ออกตระเวนไปปฏิบัติธรรมบำเพ็ญสมาธิตาม ถ้ำต่างๆ หลายสิบแห่ง ผลของการเจริญสมาธิทำให้เขาเข้าถึงโพธิธรรมอย่างหมดจด สามารถหลอมรวมอารมณ์เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียว จนกระทั่งถึงขั้นที่ไม่รู้ว่าจะทำสมาธิอย่างไรอีกต่อไปได้แล้ว

ชื่อเสียงของมิลาเรปะกระจายไปทั่ว มีศิษย์มากมายมาหาเขา พวกเขา มักถามมิลาเรปะผู้เป็นอาจารย์ของเขาอยู่เสมอว่า เมื่อเปรียบกับความอุตสาหะพากเพียรในการบำเพ็ญสมาธิของอาจารย์แล้ว การปฏิบัติของพวกเขาคล้ายกับการเล่นของเด็กๆ เป็นสิ่งหลอกลวงเท่านั้น ไม่น่าจะนำพวกเขาให้หลุดพ้นได้ พวกเขาสมควรจะทำอย่างไรดี?

มิลาเรปะผู้เป็นอาจารย์ของพวกเขาได้บอกกับเหล่าศิษย์ว่า

“เมื่อพิจารณาดูความทุกข์ยากแห่งสังสารวัฏฏและอบายภูมิเบื้องล่าง การอุทิศตนและความอุตสาหะพากเพียรของเรายังไม่ถือว่ายิ่งใหญ่อะไรนัก ผู้ที่มีความคิดความเชื่อในกฎแห่งกรรมหรือหลักปฏิจจสมุปบาทก็ล้วนแต่สามารถมีความพากเพียรเช่นนี้ได้ ส่วนผู้ที่ไม่เชื่อในหลักธรรมจะมีความเข้าใจเพียงเล็กน้อยและ ไม่อาจสละทิ้งโลกธรรมทั้งแปดได้

ดังนั้นความเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะ พื้นฐานของการประพฤติธรรมทั้งหมดนั้น มีความเชื่อในกฎแห่งกรรมเป็นหลัก จึง สมควรที่พวกเธอจะต้องอุทิศชีวิตจิตใจเพื่อกำจัดอกุศลธรรมและประกอบกุศลธรรม

ตัวเราเองในตอนวัยรุ่นก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำว่าความว่าง หรือสุญญตาหรอก แต่เราก็ยังยึดมั่นในกฎแห่งกรรมอยู่ นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้เราคิดว่า หลังจากที่เราได้ทำบาปกรรมไว้มาก เราคงไม่มีโอกาสรอดพ้นจากอบายภูมิเบื้องล่างเป็นแน่ เรามีความกลัวเป็นล้นพ้นในขณะนั้น สิ่งนี้เองที่ได้บีบคั้นให้เราต้องเทิดทูนท่านอาจารย์ลามะและอุทิศตนเพื่อบำเพ็ญสมาธิ พวกเธอก็เช่นกัน พึงอาศัยอยู่อย่างสันโดษในขุนเขาและปฏิบัติตามคำสอนที่เราให้ไว้ เรารับรองว่าพวกเธอจักได้บรรลุสู่ความหลุดพ้นเป็นแน่

ใครก็ตามที่เชื่อในหลักกรรมโดยไม่มีข้อสงสัยใดๆ จักบังเกิดความ ปรารถนาในแสงสว่างขึ้นในตัวเขา สิ่งนี้จักนำเขาไปสู่การอุทิศตนต่อการปฏิบัติสมาธิ และเขาจะได้รับญาณทัศนะอันล้ำลึกที่เป็นเรื่องไม่เหลือวิสัยสำหรับผู้คนธรรมดา ที่จะทำตามอย่างที่เราเคยทำมาเลย

พวกเธอจงทุ่มเทความเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม จงพิจารณาวิถีชีวิต ของอาจารย์ผู้บรรลุธรรมแล้ว จงครุ่นคิดถึงเรื่องกรรมความทุกข์ยากแห่งวัฏจักร การเวียนว่ายตายเกิด คุณค่าอันแท้จริงของชีวิตมนุษย์ และการไม่รู้วันเวลาที่แน่นอน ที่จะตายจากโลกไป

ดังนั้นพวกเธอจงอุทิศตนเพื่อปฏิบัติตามหลักแห่งวัชรยานเถิด”



Powered by MakeWebEasy.com