Bruce Lee มังกรน้อยแซ่ลี้

Bruce Lee มังกรน้อยแซ่ลี้

Bruce Lee มังกรน้อยแซ่ลี้

(โดย สุวินัย ภรณวลัย)



ตอนที่ 1

“ผมใช้เวลานานพอควรทีเดียว กว่าที่ผมจะตระหนักว่า วิถีชีวิตที่ผมเลือกเดินมาในช่วง 10 กว่าปีนั้น จริงๆ แล้วจัดอยู่ในแนวทางเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกนี้... ผมมีความเห็นว่าคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ และมีชีวิตอยู่เพื่อคุณธรรม ความดีงาม ไม่ว่าจะเป็นเขาหรือเธอ ล้วนแล้วแต่เป็น “มังกร” ในสายตาของผมทั้งสิ้น โดยไม่จำเป็นว่าพวกเขาเหล่านั้นหรือพวกเธอเหล่านั้นจะต้องมีพลังฝีมือหรือไม่ด้วย เพราะถึงแม้ในมือของพวกเขาไม่มีกระบี่ แต่ใจของพวกเขาก็เป็นกระบี่ไปแล้ว และถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว “มังกร”จะสูญสิ้นไปจากโลกนี้ได้อย่างไรกัน
โลกนี้จะไม่สิ้นมังกร !!
DRAGONS ARE FOREVER !!


สุวินัย ภรณวลัย
จากหนังสือ “มวยจีนเพื่อชีวิตที่ดีกว่า”



นับตั้งแต่ที่ผมได้ทราบข่าวว่าทางฮอลลีวู้ดได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง “DRAGON – THE BRUCE LEE STORY” ออกมาผมก็ตั้งใจไว้แล้วที่จะเขียนถึง ‘เขา’ (บรู๊ซ ลี ชาตะ ค.ศ. 1940 – มรณะ ค.ศ. 1973) และยิ่งเมื่อผมได้มีโอกาสไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้เมื่อสองวันก่อน ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าจะต้องเขียนถึง ‘เขา’ ให้ได้ ผมอยากจะเขียนถึงบรู๊ซ ลี ในทัศนะของผมกับบรู๊ซ ลี ที่ผมได้รับรู้จากภาพยนตร์ เรื่อง “DRAGON” นี้

ในบรรดา ‘ดาราภาพยนตร์ชาย’ ที่ส่งผลสะเทือนทางวัฒนธรรมและวิถีการใช้ชีวิตต่อ ‘คนร่วมสมัย’ ของพวกเขาในยุคทศวรรษที่ 1960 – 1970 นั้น ยิ่งถ้าเป็นวงการเพลงก็คงเห็นจะไม่มีใครเกิน เอลวิส เพลสลี่ ที่ยังคงมีอิทธิพล อย่างลึกซึ้งและยาวนานมาจนถึงปัจจุบันนี้ และถ้าเป็นวงการศิลปะการต่อสู้ (MARTIAL ARTS) ก็คงจะไม่เห็นมีใครโดดเด่นและฝังตรึงในความทรงจำมาก ไปกว่าบรู๊ซ ลี

บรู๊ซ ลี เริ่มเป็นที่รู้จักในวงการฮอลลีวู้ด ช่วงครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1960 เมื่อเขารับบทบาทเป็น ‘คาโต้’ ชาวญี่ปุ่นผู้มีฝีมือคาราเต้และเป็นผู้ช่วยของหน้ากากแตนในหนังโทรทัศน์ที่ฉายเป็นตอนๆ เรื่อง “GREEN HORNET” แต่ความสำเร็จที่แท้จริงของบรู๊ซ ลี ในฐานะดาราภาพยนตร์ผู้เป็นมวยจริงๆ นั้น เริ่มต้นจากภาพยนตร์ฮ่องกงของโกลเด้นฮาร์เวสต์เรื่อง “ไอ้หนุ่มซินตึ้ง THE BIG BOSS” ที่มาถ่ายทำในประเทศไทยเกือบทั้งเรื่องในปี ค.ศ. 1971

บรู๊ซ ลี มาดังเป็นพลุระเบิดในภาพยนตร์ เรื่องที่สองของเขาเรื่อง “FISTS OF FURY” (ค.ศ.1972) ที่ตัวเขาเล่นเป็นเฉินเซินศิษย์เอกของอาจารย์ ฮั่วหยวนเจี่ย (มีตัวตนจริง) เจ้าสำนักจิ่งอูกวนอันลือชื่อของเมืองเซี่ยงไฮ้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ผู้ถูกลอบวางยาพิษโดยสมุนของชาวยุทธ์ญี่ปุ่นผู้เคยพ่ายแพ้ในการประลองฝีมือกับฮั่วหยวนเจี่ยมาแล้ว (ชีวประวัติของ ฮั่วหยวนเจี่ย เคยถูก สร้างเป็นหนังโทรทัศน์ฉายในเมืองไทยภายใต้ชื่อ “นักสู้ผู้พิชิต” มาแล้ว) ในเรื่อง นี้บรู๊ซ ลี ได้ทำการล้างแค้นให้กับอาจารย์ของเขาโดยต่อสู้กับจักรวรรดินิยมญี่ปุ่นด้วยสองมือเปล่ากับกระบองสองท่อน (กระบองสองท่อนหรือนุนจักกุนี้ ต่อมาได้กลายเป็นอาวุธฮิตระดับโลกอยู่พักหนึ่งเพราะอิทธิพลของหนังเรื่องนี้) ก่อนที่เขาจะถูกพวกจักรวรรดินิยมชาติอื่นๆ รุมยิงตายในตอนจบ ผมคิดว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้คงมีผลสะเทือนต่อกระแสการต่อต้าน ‘ภัยเหลือง’ หรือ ‘สัตว์เศรษฐกิจญี่ปุ่น’ ในเอเชียอาคเนย์ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 ไม่น้อยเลยทีเดียว

ภาพยนตร์เรื่องที่สามของบรู๊ซ ลี คือเรื่อง “THE WAY OF THE DRAGON” (1972) ในเรื่องนี้เขาเล่นเป็นจอมยุทธ์กังฟูหนุ่มซึ่งถูกเรียกตัวไปประเทศอิตาลี เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนจีนกลุ่มหนึ่งที่ประกอบธุรกิจภัตตาคารอาหารจีนที่นั่น และได้รับการรังควานจากกลุ่มมาเฟีย ความฮือฮาของหนังเรื่องนี้คงอยู่ที่ฉากสุดท้ายเป็นการต่อสู้ด้วยสองมือเปล่าอย่างยุติธรรมระหว่างบรู๊ซ ลี กับนัก คาราเต้ฝรั่งผิวขาว กับความน่ารักของเหมียวเข่อซิ่วนางเอกของภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญกันในขณะนั้นว่าได้มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับบรู๊ซ ลี ในเวลาต่อมา

ส่วนเรื่องที่สี่ และเป็นเรื่องสุดท้ายของภาพยนตร์ที่บรู๊ซ ลี เล่นอย่างสมบูรณ์ตลอดเรื่องคือ “ENTER THE DRAGON” (1973) ภาพยนตร์เรื่องนี้ผลิตโดยฮอลลีวู้ด และทำให้บรู๊ซ ลี โด่งดังระดับโลกแม้เขาจะตายไปแล้ว ในเรื่องนี้ เขาเล่นเป็นชายหนุ่มผู้ฝึกวิทยายุทธ์จากวัดเส้าหลินที่ได้รับมอบหมายให้ไปทำลายแก๊งอิทธิพลชาวจีนในเกาะโดดเดี่ยวแห่งหนึ่งที่กำลังเตรียมจัด “การประลองยุทธ์ทั่วโลก” ที่เกาะแห่งนั้นเป็นฉากบังหน้าเพื่อเจรจาธุรกิจผิด กฎหมายกับพวกมาเฟียทั่วโลก และเขายังต้องการตามหาฆาตกรผิวขาวผู้ฆ่าข่มขืนน้องสาวของเขาด้วย ฉากที่ฮือฮามากของภาพยนตร์เรื่องนี้คือฉาก ที่บรู๊ซ ลี กระโดดใช้สองเท้ากระทืบหน้าอกของนักคาราเต้ฝรั่งที่เคยฆ่าข่มขืน น้องสาวของเขาจนตายคาเท้า กับฉากที่บรู๊ซ ลี ถูกล่อให้ไปอยู่ในห้องที่มีกระจก รอบด้านและมีหัวหน้าผู้ร้ายแอบซ่อนอยู่ข้างหลัง

บรู๊ซ ลี เสียชีวิตอย่างกะทันหันภายหลังจากถ่ายทำหนังเรื่อง “ENTER THE DRAGON” เสร็จได้ไม่นานนัก ตามข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับในช่วงนั้นกล่าวว่า การตายของเขาเป็นการตายในลักษณะที่ ‘ตายคาอก’ ในระหว่างที่กำลังอยู่กับดาราสาวเซ็กซี่คนหนึ่งของวงการฮ่องกงสองต่อสองในห้องพัก ทำให้ภาพยนตร์ที่เขากำลังถ่ายทำอยู่เรื่อง “GAME OF DEATH” ไม่อาจสำเร็จสมบูรณ์ได้ อย่างไรก็ตามการตายของบรู๊ซ ลี ในวัยหนุ่มเพียง 32 ปี มิหนำซ้ำยังเป็นช่วงที่เขากำลังรุ่งโรจน์สุดขีดในชีวิต ก็ได้ทำให้ตัวเขาและเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขากลายเป็น ‘ตำนาน’ (LEGEND) ดุจ เจมส์ ดีน ที่เขาชื่นชมสำหรับวงการฮอลลีวู้ดและวงการ MARTIAL ARTS ของอเมริกาไป เรียบร้อยแล้ว



ตอนที่ 2

อะไรคือเสน่ห์ในตัวของบรู๊ซ ลี ในภาพยนตร์หลักๆ สี่เรื่องที่เขาได้เล่นเป็นตัวเอก

เสน่ห์ประการแรกของเขาในภาพยนตร์คือ เขาเป็นตัวแทนของชาวจีนอพยพ ที่ถูกรังแกและถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นที่ชาวจีนอพยพไปตั้งรกราก!!

อย่างในเรื่อง THE BIG BOSS บรู๊ซ ลี เล่นเป็น ‘ไอ้หนุ่มซินตึ้ง’ (ผู้อพยพ ชาวจีน) ซึ่งมาทำงานในเมืองไทยที่โรงน้ำแข็งในฐานะที่เป็น ‘กุลี’ และต้องต่อสู้กับเจ้านายใหญ่ผู้ค้ายาเสพติดเพื่อแก้แค้นให้กับเพื่อนรุ่นพี่ในโรงงานน้ำแข็งที่ดีกับเขาแต่กลับถูกฆ่าตายอย่างทารุณ แม้ว่าตัวเขาจะต้องถูกตำรวจจับกุมไปต้องโทษในตอนจบก็ตาม แต่สิ่งที่บรู๊ซ ลี แสดงในหนังเรื่องนี้ก็คือเขาเล่นเป็น ตัวแทนกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ถูกเอารัดเอาเปรียบในสังคม มิหนำซ้ำพวกนี้ยังเป็นคนจีนอพยพ (คนจีนโพ้นทะเล) อีกด้วย อนึ่ง ยูนิฟอร์มกังฟูที่บรู๊ซ ลี ทำให้เผยแพร่ในปัจจุบันอันเป็นเสื้อกล้ามคอกลมแขนสั้นสีขาวกับกางเกงผ้าฝ้ายขายาวสีดำหลวมๆ นั้น ที่แท้ก็คือชุดทำงานของ ‘กุลี’ (จีนใต้) ในสมัยก่อนนั่นเอง เพราะฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจหรอกที่เนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนี้จึง ‘กินใจ’ ของผู้ชมชาวฮ่องกงซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นคนจีนอพยพเช่นกัน และคงเคยมีประสบการณ์ที่ต้องอดทนกับการถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้างบ้างไม่มากก็น้อย

เสน่ห์ประการที่สอง ของเขาในภาพยนตร์คือ เขาเป็นตัวแทนของสำนึกแห่งความเป็นชาตินิยมของคนจีนทั่วโลก !!

อย่างในเรื่อง FISTS OF FURY มีอยู่ฉากหนึ่งที่บรู๊ซ ลี จะเดินเข้าไปในสวนสาธารณะในนครเซี่ยงไฮ้ แต่ถูกยามห้ามเข้าพร้อมกับชี้ให้ดูแผ่นป้ายที่ติดไว้ข้างทางเข้าว่า “สวนสาธารณะแห่งนี้เปิดบริการสำหรับคนต่างชาติเท่านั้น ชาวจีนกับสุนัขห้ามเข้า!!” (ได้ฟังมาว่าป้ายเช่นนี้เคยมีอยู่จริงในสมัยนั้น) ด้วยความโกรธ บรู๊ซ ลี ถึงกับกระโดดตัวลอยขึ้นเตะป้ายแผ่นนี้จนหักเป็นสองท่อนประกอบกับเรื่องทั้งเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้บรรยายภาพของคนญี่ปุ่นในฐานะที่เป็นศัตรูผู้รุกรานจีน จึงทำให้หนังเรื่องนี้ปลุกเร้าจิตสำนึกแห่งความเป็นชาตินิยมของจีนทั่วโลกเป็นอย่างมาก และทำให้ บรู๊ซ ลี กลายเป็นขวัญใจ ของทุกคนที่ต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมดุจ เช กูวาร่า เพราะในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 ยังเป็นยุคสมัยที่ลัทธิชาตินิยมขบวนการปลดปล่อยประชาชาติการต่อต้านสงครามเวียดนาม กลุ่ม OPEC ซึ่งเป็นชาตินิยมทางด้านทรัพยากรกำลังเฟื่องฟูอยู่

เสน่ห์ประการที่สาม ของเขาในภาพยนตร์คือเขาเป็นตัวแทนของ ‘ฮีโร่’ แห่งโลกตะวันออก !!

อย่างในเรื่อง “THE WAY OF THE DRAGON” และเรื่อง “ENTER THE DRAGON” บรู๊ซ ลี ได้นำเสนอตัวเขาเองในฐานะที่เป็นศิลปินแห่งศิลปะการต่อสู้ ‘กังฟู’ (MARTIAL ARTIST) ผู้ใช้ชีวิตเรียบง่าย ถ่อมตน ควบคุมพฤติกรรมทางเพศ และมีความเอาจริงเอาจังกับการฝึกวิทยายุทธ์ถึงระดับที่กลายเป็นส่วนหนึ่งและส่วนสำคัญในชีวิตของเขา นอกจากนี้ยังเป็นนักสู้ที่ปฎิเสธการใช้อาวุธรุนแรงเช่นปืนหรือของมีคมเช่นดาบ แต่กลับนิยมต่อสู้ด้วยมือเปล่าอย่างขาวสะอาด ซึ่งผมเห็นว่าเป็นลักษณะต่อต้านอารยธรรม ปัจจุบันที่นิยมวัตถุกับบริโภคนิยมในวิถีทางแบบตะวันออกอย่างหนึ่ง โดยที่บรู๊ซ ลี ได้พยายามนำเสนอแนวคิดว่า นี่แหละคือวิถีชีวิต (WAY OF LIFE) ของผู้เป็น ‘มังกร’ (DRAGON) ซึ่งผมคิดว่าไม่ควรที่จะจำกัดนิยามของมังกรในความหมายแคบๆ ที่หมายถึงคนจีนอย่างที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น แต่ควรจะหมายถึงผู้ที่เลือกใช้วิถีชีวิตแบบตะวันออกโดยยึดแนวทางในการเป็น ‘นักสู้’ (นักรบ) เพื่อพัฒนาฝึกฝนตนเองไปสู่การเป็น ‘ยอดคน’ (HOMO EXCELLENS) นอกเหนือแนวทางในการเป็น ‘นักบวช’ ซึ่งเป็น แนวทางหลักมาตั้งแต่อดีตกาล อนึ่งแนวทางนี้เป็นแนวทางเดียวกับ ‘วิถีของมูซาชิ’ ของญี่ปุ่นนั่นเอง

บุคลิกภาพของ ‘นักสู้ตะวันออก (DRAGON)’ ที่บรู๊ซ ลี พยายามนำเสนอโดยผ่านภาพยนตร์ของเขานั้น จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับบุคลิกภาพของ ‘เจมส์ บอนด์ 007’ ผู้เป็นขวัญใจของชาวตะวันตกในสมัยนั้น ไม่ว่าในการใช้อาวุธไฮเทค การไม่คร่ำเคร่งสำรวมในการใช้ชีวิตโดยเฉพาะเรื่องบุหรี่ สุรา และผู้หญิง!!

ชื่อในวงการบันเทิงของบรูซ ลี ที่ใช้ในภาษาจีนนั้นคือ ลี้ เสี่ยวหลง หรือ มังกรน้อยแซ่ลี้ ก็แฝงนัยยะเช่นนี้เอาไว้ตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว อนึ่งแนวคิดแห่งการเป็น ‘มังกร’ ที่บรู๊ซ ลี พยายามสร้างเป็น ‘เบ้าหลอมวีรบุรุษ’ (CULT) สำหรับให้คนรุ่นหลังยึดถือเป็นเยี่ยงอย่างจนประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากนั้น ความจริงก็เป็นการสะท้อนให้เห็นถึง ‘ความมั่นใจ’ หรือ ‘ความเชื่อมั่นในตนเอง’ ที่กำลังมีเพิ่มมากขึ้นในทางเศรษฐกิจของคนเอเชีย (คนจีนโพ้นทะเล) ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่อย่าง ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ ในสมัยนั้น ที่กำลังอยู่ในช่วงของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงด้วย

ปัจจุบัน แนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาและสานต่อโดย ฉีเคอะ ผู้สร้าง ‘หวงเฟยหง’ (ที่นำแสดงโดย หลี่เหลียนเจี๋ย) ขึ้นมาให้เป็น ‘เบ้าหลอมวีรบุรุษ’ สำหรับชาวจีนแผ่นดินใหญ่รักชาติ หัวก้าวหน้า ผู้ยอมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของตะวันตก โดยที่ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมข้อดีของวัฒนธรรมตะวันออก (อย่างกังฟูกับการฝังเข็ม) ของตน ผมคิดว่าเสน่ห์สามประการข้างต้นนี้แหละ ที่ทำให้บรู๊ซ ลี ยังสามารถ ‘ครองใจ’ ผู้คนเชื้อสายเอเชียทั่วโลกอยู่ได้แม้จนปัจจุบันนี้ และทำให้จินตภาพแห่งความเป็น ‘มังกร’ ในตัวของบรู๊ซ ลี ยังคงดำรงอยู่ในจอภาพยนตร์มาจนทุกวันนี้

เสน่ห์ประการที่สี่ และเป็นประการสุดท้ายของเขาในภาพยนตร์คือ การนำเสนอสไตล์การต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของบรู๊ซ ลี ซึ่งต่อมา เขาได้เรียกลีลาหรือสไตล์การต่อสู้ของเขาว่า ‘JEET KUNE DO (JKD)!!

ในสายตาของคนทั่วไป สไตล์การต่อสู้ของบรู๊ซ ลี เป็นลีลาการต่อสู้ ที่ใช้เท้าเต้นฟุตเวิร์คแบบมวยสากล ใช้การเตะแบบเทควันโด้กับคาราเต้ และใช้การป้องปัดด้วยมือกับการชกต่อยแบบมวยหย่งชุน (มวยจีนใต้ชนิดหนึ่ง) พร้อมๆ ไปกับการส่งเสียงร้องโหยหวนที่เรียกกันว่าเสียงร้องของ ‘ปักษาอาถรรพ์’

แต่การที่บรู๊ซ ลี นำเสนอตัวเองว่าเป็น ‘นักกังฟูของจริง’ ในสไตล์ของ JEET KUNE DO ซึ่งผมขอยืนยันว่าเป็นสไตล์ของ AMERICAN MARTIAL ARTS ผู้มีปรมาจารย์คือ ED PARKER (ถ้าใครดูภาพยนตร์เรื่อง DRAGON ขอให้สังเกตดูชื่อบนผืนผ้าในตอนที่บรู๊ซ ลี ขึ้นไปประกาศบนเวทีมวยเกี่ยวกับหลักวิชา JKD ของเขาว่า เขาสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ทุกคนภายใน 60 วินาทีได้ ผืนผ้า นั้นเขียนไว้ว่า (ED PARKER’S KARATE CHAMPIONSHIPS) มากกว่าที่จะ เป็นสไตล์ ‘กังฟูดั้งเดิม’ นี้แหละที่ได้สร้างปมปัญหาและความขัดแย้งอย่างรุนแรงให้กับบรู๊ซ ลี กับ ‘ชาวยุทธ์กังฟู’ กลุ่มอื่นๆ ทั้งในอเมริกาและฮ่องกง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมวยใต้และเป็นบอดี้การ์ด (มือสังหาร) ของแก๊งมาเฟียจีนในสมัยนั้น จนผมถึงกับมีข้อสันนิษฐานส่วนตัวว่า ความขัดแย้งอันนี้น่าจะมีส่วนสำคัญต่อการเสียชีวิตอย่างฉับพลันของบรู๊ซ ลี ในปี ค.ศ. 1973 ด้วยวัยเพียง 32 ปี ซึ่งยังคงเป็นความลับและข้อถกเถียงกันอยู่แม้จนปัจจุบันนี้

การจะเข้าใจปริศนาการตายของบรู๊ซลีนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องสืบสาวประวัติการฝึกฝนวิชาฝีมือของบรู๊ซ ลี ตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งเข้าสู่วงการบันเทิงที่ฮ่องกงในปี ค.ศ.1970 เสียก่อน แต่ผมขอออกตัวก่อนนะครับว่า ทัศนะเกี่ยวกับบรู๊ซ ลี ของผมต่อไปนี้นั้น เป็นทัศนะของ ‘ชาวยุทธ์นอกวงการ’ คนหนึ่งที่มีความสนใจในตัวบรู๊ซ ลี เป็นพิเศษในฐานะที่เป็น ‘แฟนหนัง’ ของเขาเท่านั้น ซึ่งอาจจะผิดพลาดและไม่ตรงกับที่นำเสนอในภาพยนตร์เรื่อง DRAGON ก็เป็นได้ โดยผมขอผลัดไว้เขียนในตอนต่อไป...

ตอนนี้ผมขอโฆษณาหนังเรื่อง DRAGON นี้ให้ฟรีๆ เลยว่าอย่าพลาดเป็นอันขาด !! โดยเฉพาะคนที่อยู่ในวัยหนุ่มวัยสาวในทศวรรษที่ 1960-1970 และเคยดูภาพยนตร์ที่บรู๊ซ ลี แสดงนำมาก่อน ทั้งนี้ก็เพราะว่าบรู๊ซ ลี คือ ‘ตัวแทน’ ของคนร่วมสมัยที่โดดเด่นคนหนึ่งของพวกเรา



ตอนที่ 3


“ฝึกกังฟูไปแล้ว ถ้าหากไม่สามารถขจัดกิเลส
คือความโกรธ ความเกลียด ความกลัวภายในจิตใจของตัวเองไปได้
ต่อให้มีอายุถึง 100 ปีก็ยังมีแต่ความทุกข์
แต่ถ้าหากฝึกกังฟูไปแล้วสามารถขจัดกิเลส
คือ ความโกรธ ความเกลียด ความกลัวภายในจิตใจไปได้
ต่อให้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวก็ประเสริฐกว่ามากมายนัก”

วาทะของอาจารย์ยิปมัน
อาจารย์กังฟูคนแรกและคนเดียวของ บรู๊ซ ลี ในวัยเด็ก
จากภาพยนตร์เรื่อง DRAGON – THE BRUCE LEE STORY.

ก่อนที่ผม (สุวินัย) จะเริ่มฝึกหัดคาราเต้กับอาจารย์คนที่หนึ่งของผมในปี ค.ศ.1970 นั้น ความสนใจในศิลปะการต่อสู้ของผมได้มีอยู่มากมาก่อนแล้ว ด้วยอิทธิพลของหนังโทรทัศน์ญี่ปุ่นเรื่อง “เคนโด้” (วิชาดาบไม้ของญี่ปุ่น) ที่นำเสดงโดย โมริตะ เคนซากุ และเรื่อง “ยูโดสายดำ” ที่นำแสดงโดย ซากุระงิ เคนอิจิ ในช่วงนั้นผมแทบไม่มีความรู้เกี่ยวกับมวยจีนเลย ภาพยนตร์ฮ่องกง ของบริษัทชอร์บราเดอร์ในช่วงนั้นเรื่อง “CHINESE BOXER” ที่นำแสดงโดย หวังหยู่ ทำให้ผมรู้เรื่องวิชาฝ่ามือทรายเหล็กกับการฝึกวิชาตัวเบาของจีน แต่ผมก็ยังไม่เชื่อสนิทใจนักเพราะรู้อยู่ว่าหวังหยู่เป็นนักแสดงมิได้เป็นมวยจีนจริงๆ เพียงแต่มีพื้นฐานการชกมวยสากลมาก่อนเท่านั้น

การปรากฏตัวของบรู๊ซ ลี ในเรื่อง “ไอ้หนุ่มซินตึ้ง” ในปี ค.ศ. 1971 เป็นการเปิดหูเปิดตาของผมเกี่ยวกับวิชากังฟูให้กว้างขึ้นไปกว่าเดิม ผมเคยอ่านจากนิตยสารไทยที่ไปสัมภาษณ์บรู๊ซ ลี ในขณะที่เขากำลังแสดงถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง “ไอ้หนุ่มซินตึ้ง THE BIG BOSS” ในเมืองไทยอยู่ จึงทำให้ผมทราบว่าเขาคือ ‘คาโต้’ ในหนังทีวีเรื่อง “หน้ากากแตน” ที่ผมเคยดูมาก่อน แต่ผมก็ยังดูไม่ออกว่าวิชาฝีมือกังฟูของเขาต่างกับวิชาคาราเต้ที่ผมกำลังเรียนอยู่กับอาจารย์คนที่หนึ่งตรงไหนเลย

ตอนหนึ่งในคำให้สัมภาษณ์กับนิตยสารไทย บรู๊ซ ลี เคยกล่าวไว้ว่า

“ฝีมือในขณะนี้ของผมอยู่ในระดับที่สามารถใช้เท้าเตะโค้ง ROUND KICK จนกระเบื้องที่ถืออยู่ในมือแตกได้ การเตะกระเบื้องที่มือจับแกว่งๆ เช่นนี้ ยากกว่าการเตะกระเบื้องที่ตั้งบนพื้น”

ในช่วงเวลาเกือบหนึ่งปีเต็มของปี ค.ศ. 1970 ที่ผมได้ร่ำเรียนวิชาคาราเต้จากอาจารย์คนที่หนึ่งของผมนั้น การฝึกประลองฝีมือเป็นแบบ FULL CONTACT คือไม่สวมนวม ไม่มีสนับแข้ง ไม่มีเสื้อเกราะ ไม่มีกระจับ เพียงแต่ ห้ามต่อยใบหน้าเท่านั้น สไตล์การต่อสู้ก็เป็นการหันข้างเข้าหากันใช้การเตะ ข้าง SIDE KICK สลับการเตะโค้ง ROUND KICK หรือการเตะกลับหลัง BACK KICK เป็นหลัก บางทีก็เตะกวาดขาให้ล้มโดยใช้หมัดกันน้อยมากเพราะห้าม ต่อยใบหน้า เพราะฉะนั้นการดูหนังที่บรู๊ซ ลี เล่นในสมัยนั้นของผมจึงไม่ต่างจากการดูนักคาราเต้คนหนึ่งกำลังโชว์ลีลาการต่อสู้ของเขาเท่าใดนัก

สามปีต่อมาผมได้ทราบข่าวการตายของเขาในปีถัดไป ผมได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่นอันเป็นประเทศที่ประชากรก็คลั่งไคล้ในการฝึกศิลปะการต่อสู้ประเภทต่างๆ ประเทศหนึ่ง ทำให้ผมได้รับข้อมูลเกี่ยวกับตัวบรู๊ซ ลี เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และยิ่งเมื่อหันกลับมาเริ่มฝึกศิลปะการต่อสู้อย่างเอาจริงเอาจังอีกครั้งในปี ค.ศ.1980 เป็นต้นมา มีชั่วโมงฝึกเพิ่มขึ้นและได้ผ่านประสบการณ์ในการฝึกฝนมวยจีนหลายประเภทจากหลายอาจารย์ก็ยิ่งทำให้ผมมีความเห็นส่วนตัวที่ชัดเจนยิ่งขึ้นอย่างเป็นตัวของตัวเองเกี่ยวกับฝีมือกังฟูของบรู๊ซ ลี และการตายของเขาดังที่ผมจะขอทำการวิเคราะห์ต่อไปนี้

จากหนังสือ “TAO OF JEET KUNE DO” ของบรู๊ซ ลี ที่เขียนคำนำ โดย ลินดา ลี ภรรยาของบรู๊ซ ลี และตีพิมพ์ออกมาในปี ค.ศ. 1975 แต่ในภาพยนตร์เรื่อง DRAGON ได้ดัดแปลงให้เป็นว่าเธอช่วยบรู๊ซ ลี แต่งหนังสือเล่มนี้ออกมาในปี ค.ศ. 1965 ภายหลังจากที่เขาได้รับบาดเจ็บที่หลังจากการถูกลอบกัดโดยคู่ต่อสู่ที่พ่ายแพ้เขาในการประลองฝีมือ ลินดาได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าบรู๊ซ ลี ประสบกับอาการบาดเจ็บที่ส่วนหลังอย่างรุนแรงขนาดที่หมอสั่งให้พักห้ามขยับเขยื้อนเป็นเวลาถึง 6 เดือน ในปี ค.ศ. 1970

ในคำนำนี้อีกเช่นกันที่ลินดาได้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า บรู๊ซ ลี เริ่มฝึกกังฟูสายมวยหย่งชุน (ภาษากวางตุ้งออกเสียงว่า วิงชุน (WING CHUN) เมื่อ อายุ 13 ขวบ คือปี ค.ศ. 1953 โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันตัว มิใช่ 9 ขวบหรือปี 1949 อย่างในหนัง อาจารย์กังฟูคนแรกและคนเดียวของบรู๊ซ ลี คืออาจารย์ ยิปมัน (YIP MAN, 1900-1972) ผู้สืบทอดวิชาฝีมือสายตรงจากบุตรชาย คนที่สองของปรมาจารย์เหลียงจั้นแห่งมวยหย่งชุนอันเลื่องชื่อ (ชีวประวัติของ อาจารย์เหลียงจั้น เคยถูกสร้างเป็นหนังทีวีฉายในเมืองไทยเมื่อหลายปีก่อน ภายใต้ชื่อ “หมัดสั้นพระกาฬ”)

บรู๊ซ ลี น่าจะเคยเรียนมวยหย่งชุนกับอาจารย์ยิปมันในช่วงเวลาที่ไม่นานนัก คือไม่น่าเกินกว่า 2-3 ปีเป็นอย่างมากและคงอยู่ในฐานะที่เป็นศิษย์นอก (ศิษย์ที่ไม่ได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาทั้งหมดจากอาจารย์) มากกว่า ศิษย์ใน (CLOSED-DOOR DISCIPLE) เพราะจากข้อเขียนของ ดร.เหลียง ทิง (DR.LEUNG TING) ผู้เป็นทั้งศิษย์ในและศิษย์นอกของอาจารย์ยิปมันที่รับสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักมวยหย่งชุนรุ่นปัจจุบัน ได้เขียนถึงความสัมพันธ์ระหว่างบรู๊ซ ลี กับอาจารย์ยิปมันไว้ในหนังสือ “มวยหย่งชุน WING TSUN KUEN” (ค.ศ.1978) ของเขาว่า

“ในระหว่างปี 1970 และ 1971 บรู๊ซ ลี ลูกศิษย์คนหนึ่งของอาจารย์ยิปมันได้ประสบความสำเร็จในฐานะที่เป็นซูปเปอร์สตาร์ในภาพยนตร์กังฟูของฮ่องกง แม้ดาราคนนี้จะอ้างว่าวิชาฝีมือของตนคือ JEET-KUNE-DO แต่ก็เป็นที่รู้กันอยู่แพร่หลายแล้วว่า เขาเคยเป็นศิษย์ของอาจารย์ยิปมันมาชั่วระยะเวลาหนึ่ง อย่างไรก็ตามอาจารย์ยิปมันไม่เคยแสดงความภูมิใจในการที่เคยมีซูปเปอร์สตาร์คนนี้เป็นลูกศิษย์เลย เมื่อผู้คนสรรเสริญอาจารย์ยิปมันที่เคยเป็นครูสอน บรู๊ซ ลี มาก่อนท่านอาจารย์เพียงแค่ยิ้มตอบเฉยๆ เท่านั้น”

บรู๊ซ ลี ผู้เคยเรียนกังฟูโดยมีพื้นฐานในการออกหมัดและปัดป้องแบบมวยหย่งชุน ประกอบกับพรสวรรค์ที่มีความคล่องแคล่วเฉพาะตัวอยู่ก่อนแล้ว น่าจะทำให้เขาประสบความสำเร็จบ่อยครั้งในการชกต่อยวิวาท (STREET FIGHT) กับนักเลงข้างถนนหรือแม้แต่พวกฝรั่งตาน้ำข้าวฝีมือธรรมดา (ดังที่ปรากฏในหนัง) จนกระทั่งบิดาเขาอดรนทนไม่ได้ ต้องส่งตัวเขาไปอยู่ที่อเมริกาเสียเพื่อมิให้บุตรชายคนเดียวของตนอายุสั้นถูกนักเลงในฮ่องกงฆ่าตายก่อนวัยอันสมควร ถ้าพิจารณาจากลักษณะนิสัยของบรู๊ซ ลี ที่แม้จะดูจากในหนัง ก็คงทราบได้ว่าเขาน่าจะเป็นคนก้าวร้าว คึกคะนอง ดื้อรั้น เชื่อมั่นในตัวเอง และมีความทะเยอทะยานสูง

ก่อนที่เขาจะเดินทางไปอเมริกาในปี ค.ศ. 1961 (อายุ 20 ปี) เขายังไม่น่าจะบรรลุวิชากังฟูสายมวยหย่งชุนในระดับสูง หรือพูดอย่างยอมให้มากที่สุดแล้วก็คือ เขาไม่น่าจะเรียนเคล็ดลับขั้นสูงของวิชากังฟูติดตัวได้ บรู๊ซ ลี ในวัย 20 ปี น่าจะยังเผชิญกับช่องว่างที่ห่างเหลือเกินระหว่าง “ทฤษฎี” (ปรัชญาอันสูงส่งของกังฟู) กับ “การปฏิบัติ” หรือบุคลิกภาพ ในความเป็นจริงของตัวเขาที่ยังไม่อาจขจัดกิเลสหรือ ความกลัว ความเกลียด ความโกรธ ให้ลดหายไปจากจิตใจของตนเองได้มากพอ

ภายหลังจากเดินทางไปสหรัฐอเมริกาได้มีโอกาสเรียนในมหาวิทยาลัย สาขาปรัชญา ได้รับอิทธิพลความคิดของปรัชญาตะวันตกที่เน้นความเป็นเหตุเป็นผลมาผนวกกับประสบการณ์ในการฝึกวิชากังฟูสายมวยหย่งชุนในระดับหนึ่งของเขา คงทำให้บรู๊ซ ลี แลเห็นโอกาสที่จะยกระดับฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจของตัวเขาเองด้วยการเป็น “ครูมวยกังฟู” ได้

สหรัฐอเมริกาในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 ผู้คนส่วนใหญ่รวมทั้งสื่อมวลชนยังไม่รู้จักกังฟู แต่รู้จักยูโด คาราเต้ ยิวยิตสู ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่นและแพร่หลายมาก่อนแล้ว โดยเฉพาะคาราเต้เป็นที่นิยมมากที่สุดในหมู่คนอเมริกัน เพราะเป็นมวยประเภทมวยภายนอกที่เคลื่อนไหวเป็นเส้นตรงหัดง่าย เหมาะกับชาวตะวันตกที่รูปร่างใหญ่ บึกบึน บรู๊ซ ลี ซึ่งมีพื้นฐานเป็นคนแสวงหาความรู้และรักศิลปะการต่อสู้เป็นชีวิตจิตใจอยู่ก่อนแล้วคงไม่ปล่อยโอกาสที่จะ ‘ดูดซับ’ มวยสากลเข้ามาเป็นของตนเพื่อเสริมต่อพื้นฐานกังฟูที่เขาเองก็คงตระหนักดีว่ายังไม่ลึกซึ้งเพียงพอ

เหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ เขาคงต้องการสร้างสายสัมพันธ์ (CONNECTION) กับนักคาราเต้ชาวอเมริกันที่เป็นกระแสหลักในวงการศิลปะการต่อสู้ของอเมริกาด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่ บรู๊ซ ลี ในวัยเพียง 25 ปี จะไปร่ำเรียนเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของ ED PARKER อาจารย์คาราเต้ชาวอเมริกันรุ่นบุกเบิกและมีบารมีสูงในวงการนี้ของอเมริกาเป็นเวลาถึงสองปีเต็ม และจากคำให้สัมภาษณ์ของ JEFF SPEAKMAN ดารานักบู๊รุ่นน้องและเป็น ลูกศิษย์รุ่นหลังของ ED PARKER ก็ได้ยืนยันว่า ED PARKER คนนี้แหละ ที่เป็นผู้ชักจูงบรู๊ซ ลี ให้เข้าสู่วงการภาพยนตร์ของฮอลลีวู้ด ในหนังโทรทัศน์เรื่อง “หน้ากากแตน” บทบาทของบรู๊ซ ลี ที่เล่นเป็น ‘คาโต้’ ใน ‘หน้ากากแตน’ จึงไม่มี ร่องรอยของวิชากังฟูให้พวกเราเห็นเลยแม้แต่น้อย

JEFF SPEAKMAN เองก็ยอมรับว่า

“บรู๊ซ ลี เป็นฮีโร่ของพวกเรา (ผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้ชาวอเมริกัน) รวมทั้งของตัวผมด้วย จากประวัติของบรู๊ซ ลี ที่ฝึกคาราเต้กับ ED PARKER ได้ประสาน เข้ากับการฝึกในศิลปะสายอื่นๆ ของเขาจึงทำให้บรู๊ซ ลี เป็นผู้ที่มีอิทธิพลมาก ต่อวงการศิลปะการต่อสู้ของชาวอเมริกันแม้จนทุกวันนี้”

วิชาฝีมือที่บรู๊ซ ลี เรียกว่า JEET-KUNE-DO นั้นแท้ที่จริงแล้วก็คือ ‘การจับแพะชนแกะ’ (ELECTIC) ด้วยการเอาศิลปะการต่อสู้แขนงต่างๆ ของประเทศต่างๆ มาผสมผสานกันแบบมวยภายนอกโดยผ่านการไตร่ตรอง ค้นคว้าใคร่ครวญด้วยประสบการณ์ของตัวบรู๊ซ ลี เอง จนเป็นสไตล์การต่อสู้ อย่างหนึ่งที่ปัจจุบันเรียกว่า ‘(AMERICAN) MARTIALARTS’ (ในความหมายแคบ) อันเป็นวิชาการต่อสู้ที่หน่วยคอมแมนโดของสหรัฐอเมริกาฝึกฝนกันนั่นเอง

ทำไม? บรู๊ซ ลี ถึงต้องคิด JEET-KUNE-DO ขึ้นมาใหม่ทั้งๆ ที่ “วิชากังฟูดั้งเดิม” ได้รับการพัฒนาสูงสุดจากคนรุ่นก่อนๆ หลายรุ่นจนมีความสมบูรณ์ในตัวเองทุกประการมาตั้งหลายร้อยปีก่อนหน้านี้แล้ว

คำตอบของผมก็คือ

เพราะบรู๊ซ ลี ไม่ได้รับการถ่ายทอดวิชากังฟูอย่างสมบูรณ์แท้จริงจากอาจารย์กังฟูนั่นเอง! สิ่งนี้ดูจากอาวุธที่เขาใช้ก็ได้ ถ้าเขาสำเร็จกังฟูสายมวยหย่งชุนจริง อาวุธที่เขาใช้ชำนาญควรจะต้องเป็น ‘กระบองยาวหกแต้มครึ่ง’ กับ 'ดาบคู่ผีเสื้อ' ไม่ใช่กระบองสองท่อนเหมือนอย่างในภาพยนตร์ซึ่งเป็นอาวุธของนักคาราเต้

แต่สิ่งนี้ย่อมไม่ใช่ความผิดบกพร่องของตัวบรู๊ซ ลี เลยแม้แต่น้อยนิด การที่คนเราจำต้องเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างไร้อาจารย์ไร้สำนักในบางช่วง บางครั้งอาจจะกลับกลายเป็นข้อดีไปได้เหมือนกันเพราะเขาอาจสามารถพัฒนาวิชาฝีมือของตัวเองให้หลุดพ้นจากรูปแบบคร่ำครึข้อจำกัดที่ตายตัวไปได้ บรู๊ซ ลี เป็นคนฉลาดรู้จักใช้สมองใฝ่รู้และขยันฝึกฝนเสมอ ความก้าวหน้าในวิชาฝีมือของเขาจึงเป็นความสามารถเฉพาะตัวและมาจากพรสวรรค์ของเขามากกว่าระบบวิชา JEET-KUNE-DO ของเขา

เขาน่าจะมีโอกาสไปไกลกว่านี้ในการพัฒนาระดับฝีมือถ้าหากเขายังฝึกฝนตนเองและแสวงหาความรู้ต่อไปอีกหลายๆ ปี แต่ครั้นเมื่อเขาก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์ ศักยภาพของเขาในเรื่องนี้จึงถูกปิดกั้นและกลับนำมาซึ่งความยุ่งยากและความขัดแย้งให้กับตัวเขา

เพราะการนำเสนอตัวเองในหนังในฐานะที่เป็น ‘ยอดกังฟู’ ได้ทำให้ช่องว่างระหว่างฝีมือกังฟูที่เขามีอยู่จริงกับภาพพจน์ที่เขาแสดงออกมาในหนังนั้นห่างขึ้นทุกที คนที่ฝึก ‘กังฟูดั้งเดิม’ สมัยนั้นย่อมไม่พอใจที่บรู๊ซ ลี นั้น คือคาราเต้ผสมเทควันโด้ที่ใช้ไม่ได้ในการต่อสู้จริงๆ เป็นแค่โชว์ลีลาฉาบฉวย แต่สวยงามเท่านั้น



ผมคิดว่าคงมีการท้าประลองเกิดขึ้นจริง อย่างน้อยก็หนึ่งครั้งระหว่าง ผู้ฝึกกังฟูดั้งเดิม (คงเป็นมวยใต้) กับบรู๊ซ ลี จนทำให้เขาได้รับบาดเจ็บต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นเวลาหลายเดือนในปี ค.ศ. 1970

พวกเราต้องเข้าใจว่าคนในวงการ ‘กังฟู’ นั้น มองว่าบรู๊ซ ลี เป็นผู้ฝึกวิทยายุทธ์มากกว่าเป็นดารานักแสดง บรู๊ซ ลี จึงถูกท้าทาย ในขณะที่คนเหล่านี้จะไม่สนใจที่จะมาท้าประลอง ‘เฉินหลง’ เพราะพวกนี้รู้ดีว่าเฉินหลงหัด ‘มวยงิ้ว’ มาและเนื้อแท้ของเฉินหลงคือภาพพจน์ของนักแสดงผู้อุทิศตนให้กับวงการบันเทิงไม่ใช่ ‘จอมยุทธ์’... ผมเคยฟังคำให้สัมภาษณ์ของเฉินหลงกับทีวีญี่ปุ่นเมื่อหลายปีก่อนว่า ความใฝ่ฝันสูงสุดในชีวิตของเขาคือการสร้างภาพยนตร์และเป็นชาลี แชปปลิ้นของเอเชีย และผู้คนเหล่านี้ก็คงไม่สนใจที่จะมาท้าประลองกับหลี่เหลียนเจี๋ยแห่งเรื่อง “หวงเฟยหง” เพราะ พวกนี้รู้ดีว่าหลี่เหลียนเจี๋ยเพียงหัด ‘วูซู’ หรือ 'ลีลายุทธ์' มาเท่านั้น อันเป็นลักษณะของยิมนาสติคมากกว่าเป็นกังฟู และการต่อสู้ในหนังก็ใช้เทคนิคตัดต่อกับลวดสลิงมาช่วยเสียเยอะ

ในขณะที่ยุคสมัยเมื่อ 20 ปีก่อนที่ผู้คนยังมีจิตคับแคบและข่าวสารก็ไม่แพร่หลายกว้างขวางดังเช่นปัจจุบันนี้ จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้บรู๊ซ ลี เคราะห์ร้ายและโชคร้ายกว่าดารารุ่นน้องอย่างเฉินหลงและหลี่เหลียนเจี๋ย เพราะเขาตกเป็นเป้าของการอิจฉาและการปองร้ายจากผู้ฝึกกังฟูดั้งเดิมคนอื่นๆ ในฮ่องกงยุคนั้น

ตัวบรู๊ซ ลี เองก็น่าจะรู้ ‘ข้อขัดแย้ง’ หรือช่องว่างระหว่างวิชาฝีมือกังฟูที่แท้จริงของตนกับภาพพจน์ของเขาในหนังเป็นอย่างดี ยิ่งหนังของเขาประสบความสำเร็จมากมายเพียงใด ตัวเขาก็ยิ่งทุรนทุรายกับ ‘ช่องว่าง’ อันนี้ มากขึ้นเพียงนั้น เขาเริ่มเครียดเป็นโรคประสาทอ่อนๆ หันมาฝึกฝนเพิ่มความเร็วให้ประสาทกับกล้ามเนื้อของตน (อันเป็นการฝืนสังขารที่กำลังจะเริ่มแก่ตัวลง ในวัยสามสิบขึ้นไป) ด้วยการใช้ไฟฟ้าช๊อต (ELECTRIC SHOCK) ดังที่ปรากฏ ในหนัง “DRAGON” ที่เขาบอกว่าการฝึกอย่างนี้เพียง 3 นาที มีผลเท่ากับการวิดพื้นถึง 200 ครั้ง ในขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มกินยาระงับประสาท (ในหนังบอกว่า เป็นยาแอสไพลินแก้ปวดศีรษะ) และหันไประบายความเครียดกับสตรีเพศนอกบ้าน

ผมเคยอ่านเจอจากนิตยสารญี่ปุ่นฉบับหนึ่งที่ตีพิมพ์คำให้สัมภาษณ์ของอาจารย์โอยาม่า มะสุทัทสุ ปรมาจารย์คาราเต้แห่งสำนัก ‘เคียวคุชิน’ ของ ญี่ปุ่นที่กล่าวถึงสาเหตุการตายของบรู๊ซ ลี ว่า

“ผมได้ฟังมาจากผู้ใหญ่ในวงการกังฟูของฮ่องกงว่า บรู๊ซ ลี ได้ประลองฝีมือกับนักกังฟูคนหนึ่งในช่วงปลายปีค.ศ.1972 และเขาถูกตีที่ท้ายทอยอย่างรุนแรง ผมคิดว่าอาการบาดเจ็บในครั้งนั้นอาจเป็นสาเหตุการตายอย่างฉับพลันของเขาในช่วงต้นปี ค.ศ. 1973 ... ถ้ามองจากสายตาของผมแล้ว บรู๊ซ ลี มีฝีมือในระดับลูกศิษย์คาราเต้สายดำหนึ่งขั้นของผมเท่านั้น”

ถึงคำร่ำลือนี้อาจจะไม่เป็นจริง แต่ถ้าหากดูจากเหตุการณ์ในหนังเรื่อง DRAGON ซึ่งต่อให้สมมุติว่าเป็นเรื่องจริงทั้งหมดก็ตาม (แต่จริงๆแล้ว หลายอย่างน่าจะไม่ใช่ แต่เป็นการปรุงแต่งเพื่อให้เป็นละครที่ซาบซึ้งกินใจ) ผมก็คงสรุปว่าการตายอย่างกะทันหันของบรู๊ซ ลี น่าจะมาจากความบอบช้ำภายในที่สะสมจากการประลองกับนักกังฟูสองพี่น้องในอดีตนั่นเอง

ผมขอยืนยันอีกครั้งว่าระบบการฝึกฝนกังฟูของบรู๊ซ ลี ในภาพยนตร์นั้น อย่างดีก็เป็นแค่ ‘มวยภายนอก’ ที่เน้นความแข็งแกร่งของร่างกายกับความไวของประสาทเป็นหลัก ยังไม่ใช่หลักวิชามวยจีนขั้นสูงที่เน้นการฝึกลมปราณ กับการฝึกจิตเป็นสำคัญ ผมไม่คิดว่าบรู๊ซ ลี จะเคยฝึก ‘มวยภายใน’ ของจีน มาก่อน ถ้าหากดูจากประวัติการฝึกวิชาฝีมือของเขา

ผมจำต้องเขียนบทความชิ้นนี้ออกมาเพื่อเป็นอุทธาหรณ์ตักเตือนเยาวชนรุ่นหลังไม่ให้เข้าใจผิดทาง (MISLEADING) เกี่ยวกับวิชากังฟูและตัว บรู๊ซ ลี เพราะผมเชื่อว่าภาพยนตร์ DRAGON เรื่องนี้คงส่งผลสะเทือนต่อเยาวชนรุ่นนี้อย่างลึกซึ้ง เหมือนอย่างที่ผมเคยได้รับจากภาพยนตร์ของบรู๊ซ ลี ในอดีต

ผมเขียนบทความชิ้นนี้ด้วยความเจ็บปวด เพราะถึงอย่างไรผมก็ยังคงชื่นชมบรู๊ซ ลี ในฐานะดารานักแสดงและความเป็นศิลปินแห่งศิลปะการต่อสู้ (MARTIAL ARTS) ที่อุทิศตนเองให้กับศาสตร์นี้อยู่ แม้ว่าตัวเขาเองอาจจะให้ภาพลักษณ์ที่คลาดเคลื่อนไปจากวิชากังฟูดั้งเดิมของจีนก็ตาม



ตอนที่ 4 (จบ)

“ควรทราบว่าวิชาต่อสู้ขั้นสุดยอดคือ
ความปลอดโปร่งเฉื่อยชา ใช้กำลังโดยไม่กินแรง
แผ่พุ่งพลังออกไปโดยไม่เห็นเป็นการใช้กำลัง
จอมยุทธ์ ทุกคนฝึกปรือถึงขั้นสุดท้ายล้วนมุ่งสู่ขอบเขตขั้นนี้
สำหรับการตวาดร่ำร้อง โถมเข้าตะลุมบอนหลั่งเหงื่อหอบหายใจ
นับเป็นการต่อสู้ขั้นต่ำทรามแล้ว”

กิมย้ง , “จิ้งจอกอหังการ์”

สิ่งที่เป็นความขัดแย้ง (DILEMMA) ภายในตัวของ ‘มังกร’ อย่างบรู๊ซ ลี นอกจากจะเป็นช่องว่างที่ค่อนข้างห่างกันมากพอสมควรระหว่างฝีมือในความเป็นจริงของเขากับภาพลักษณ์แห่งผู้เป็นยอดกังฟูของเขาในจอเงินแล้ว ยังมีช่องว่างระหว่าง ‘ทฤษฎี’ (ปรัชญาอันสูงส่งของกังฟู) กับ ‘การปฎิบัติ’ หรือ ระบบแห่งการฝึกฝนเพื่อบรรลุเป้าหมายสูงส่งของปรัชญานั้นดำรงอยู่ในตัวเขาด้วย ดังปรากฏให้เห็นได้อย่างเห็นชัดเจนในหนังสือ “TAO OF JEET-KUNE-DO”(1975) ของเขา ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็น ‘คัมภีร์ไบเบิล’ สำหรับผู้ฝึก MARTIAL ARTS ชาวตะวันตกไปเรียบร้อยแล้ว

ตัวผมไม่ได้วิจารณ์หรือไม่เห็นด้วยกับบรู๊ซ ลี ในแง่ของปรัชญากังฟู หรือปรัชญา ‘เต๋าแห่งจี๊ทคุนโด’ ของเขา ตรงกันข้ามตัวผมเองก็ยอมรับว่า เป้าหมายที่ ‘เต๋าแห่งจี๊ทคุนโด’ ต้องการมุ่งบรรลุให้ถึงนั้นล้วนเป็นเป้าหมายในระดับสูงที่ชาวยุทธ์ผู้ฝึกปรือวิชาฝีมือทุกคนล้วนต้องการก้าวเข้าสู่ขอบเขตในระดับนี้ทั้งสิ้น คำวิจารณ์ที่ถ้าผมจะมีต่อบรู๊ซ ลี ก็เห็นจะเป็นในแง่ที่ว่า ‘ระบบ การฝึก’ ซึ่งเป็นแบบมวยภายนอกระดับสามัญชนิดหนึ่งที่บรู๊ซ ลี นำเสนอใน หนังสือ ‘เต๋าแห่งจี๊ทคุนโด’ ของเขานี้ยากยิ่งที่จะอำนวยให้ผู้ฝึกก้าวหน้าจนบรรลุถึงปรัชญาอันสูงส่งของจี๊ทคุนโดได้

เป็นความแปลกที่อาจไม่แปลกที่บรู๊ซ ลี เปิดฉากการนำเสนอ ‘เต๋า’ แห่งจี๊ทคุนโดของเขาด้วยปรัชญาของเซน (ZEN) ทั้งนี้เพราะระบบการฝึกเพื่อบรรลุถึง ‘เต๋า’ นั้น คือระบบการฝึกของ ‘มวยภายใน’ ซึ่งไม่ปรากฏว่าบรู๊ซ ลี ได้เคยร่ำเรียนจากครูกังฟูท่านใดมาก่อน ในขณะที่ ‘เซน’ กลับเป็นเรื่องของสภาวะจิตที่ตระหนักรู้อย่างฉับพลันอันเป็นระบบการฝึกที่ผู้ฝึกฝนดาบชาวซามูไรของประเทศญี่ปุ่นได้ให้ความสนใจศึกษาอย่างจริงจังมาเป็นเวลานานหลายร้อยปีแล้ว ผมจะชี้ให้พวกเราเห็นว่าปรัชญาของจี๊ทคุนโดนั้นคล้ายคลึงกับ ปรัชญาเซนในวิชาดาบของญี่ปุ่นเช่นไรบ้าง ดังข้อความต่างๆใน ‘เต๋าแห่ง จี๊ทคุนโด’ ที่ผมขอคัดมาลงเป็นบางส่วนดังต่อไปนี้

 

ปรัชญาของจี๊ทคุนโด

~ การรู้แจ้งในศิลปะการต่อสู้หมายถึง การขจัดทุกๆ สิ่งที่บดบังความรู้ที่แท้จริงกับ ‘ชีวิตที่แท้จริง’ เพราะฉะนั้นการรู้แจ้งจึงหมายถึงการขยายออกไปอย่างไร้ขอบเขต และเน้นว่าเราไม่ควรตกลงสู่การปลูกฝังใน ‘สิ่งเฉพาะส่วน’ ที่ถึงอย่างไรก็จะต้องหลอมรวมตัวเองเข้ากับ ‘ส่วนทั้งหมด’ อยู่ดี แต่เราควรจะมุ่งไปสู่ ‘ส่วนทั้งหมด’ ที่สามารถประสาน ‘สิ่งเฉพาะส่วน’ ทั้งหลายเข้าด้วยกัน

~ ฉันกำลังเคลื่อนไหวและฉันมิได้เคลื่อนไหวแต่อย่างใดเลย ฉันเหมือนพระจันทร์บนผิวคลื่นที่กำลังม้วนตัวกระเพื่อมไปมาอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ว่า ‘ฉันกำลังทำสิ่งนี้’ แต่เป็นการเผยตัวจากภายในว่า ‘สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นโดยผ่านตัวฉัน’ มากกว่าจิตใจที่ติดมั่นยึดมั่นในตัวเองในอัตตาของตัวเอง (THE CONSCIOUSNESS OF SELF) เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการบริหารการเคลื่อนไหวทางกายภาพทั้งปวงให้ถูกต้องเหมาะสม

~ ศิลปะเป็นการแสดงออกซึ่งชีวิตที่ข้ามพ้นทั้งกาลเวลาและอวกาศ เราต้องใช้วิญญาณ (SOUL) ของเราในการทำงานให้เต็มที่โดยผ่านศิลปะ เพื่อให้รูปการใหม่แก่ชีวิต และให้ความหมายใหม่แก่ธรรมชาติหรือโลกนี้

~ ผู้ที่จะทำความเข้าใจต่อ ‘จี๊ทคุนโด’ ผู้นั้นควรจะต้องละทิ้งความคิดอื่นๆ รูปแบบอื่นๆ สไตล์อื่นๆ ออกไปให้หมดเสียก่อน ยิ่งไปกว่านั้นเขาควร จะละทิ้งจินตภาพว่า อะไรควรหรือไม่ควรในจี๊ทคุนโดออกไปด้วยการแสวงหา ความมั่นคง (SECURITY) คือการเปลี่ยนสิ่งที่มีชีวิตชีวาไร้ขอบเขตให้กลายเป็นสิ่งที่แข็งทื่อตายด้าน และรูปแบบที่ถูกเลือกคือการสร้างข้อจำกัดให้กับตัวเอง

~ จี๊ทคุนโดชอบ ‘การไร้กระบวนท่า’ (FORMLESSNESS) เพราะการไร้กระบวนท่าทำให้สามารถซึมซับกระบวนท่าทุกอย่างได้ จี๊ทคุนโดไม่มีสไตล์ เพราะฉะนั้นมันจึงสามารถปรับตัวฟิตเข้ากับทุกสไตล์ได้

~ จงศึกษาจี๊ทคุนโดโดยผ่านการฝึกฝนจิตใจ (MASTERING THE WILL) ขอให้ลืมเรื่องชัยชนะกับความพ่ายแพ้ ขอให้ลืมเรื่องความหยิ่งทะนง และความเจ็บปวด ให้คู่ปรปักษ์ของเราจ้องถมึงไปที่ผิวของเรา ในขณะที่เราโจมตีใส่ร่างเนื้อของเขาและให้เขาโจมตีใส่ร่างเนื้อของเรา ในขณะที่เราหักกระดูกของเขาและให้เขาหักกระดูกของเรา ในขณะที่เราเอาชีวิตของเขามา!! จงอย่ากังวลว่าเราจะหลบหนีอย่างปลอดภัยหรือไม่ แต่จงวางชีวิตของ เราไว้ที่เบื้องหน้าปรปักษ์!!

~ เป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ที่จะไปคาดการณ์ล่วงหน้าถึงผลลัพธ์ของการต่อสู้ก่อน คุณไม่ควรหมกมุ่นอยู่กับความคิดว่าการต่อสู้ในครั้งนี้จะจบลงด้วยชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ ปล่อยให้ธรรมชาติดำเนินไปตามครรลองของเขาแล้วหมัดเท้าของคุณจะทำงานอย่างถูกจังหวะเอง

~ จี๊ทคุนโดสอนเรามิให้เหลียวหลังภายหลังจากที่ได้ตัดสินใจไปแล้ว จี๊ทคุนโดสอนเราให้เพ่งพิจารณาความเป็นกับความตายอย่างไม่แตกต่างกันเลย

~ จี๊ทคุนโดคือการรู้แจ้ง มันเป็นวิถีชีวิต เป็นการเคลื่อนไหวที่มุ่งไปสู่พลังจิตและการควบคุมจิต แต่จี๊ทคุนโดควรจะเป็นการรู้แจ้งโดยผ่าน ‘ญาณ’ (INTUITION) มากกว่า

~ ศิลปะแห่งจี๊ทคุนโดจึงคือการทำให้ง่าย (SIMPLY TO SIMPLIFY) ความง่ายเป็นระยะทางที่สั้นที่สุดระหว่างจุดสองจุด

~ ในระหว่างการฝึกฝน ผู้ฝึกฝนควรจะกระตือรือร้นและคึกคักในทุกๆทาง แต่ครั้นพอเริ่มต่อสู้จริงๆ ใจของเขาจะต้องสงบและไม่ถูกรบกวนโดยสิ่งใด เขาจะต้องรู้สึกราวกับว่าไม่มีวิกฤตใดๆ เกิดขึ้น เมื่อเขารุดไปข้างหน้า ปลายเท้าของเขาจะต้องแผ่วเบาแต่มั่นคง ดวงตาของเขาจะต้องไม่คงที่และไม่เพ่งมองอย่างคลุ้มคลั่งขาดสติไปที่ปรปักษ์ การกระทำของเขาไม่ควรแตกต่างไปจากการกระทำยามปกติในแต่ละวัน ไม่ควรให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในสีหน้า แต่ก็ไม่ควรบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ว่าเขากำลังอยู่ในการต่อสู้ ที่เอาชีวิตเป็นเดิมพัน

ระบบการฝึกของจี๊ทคุนโด

เป็นระบบการฝึกแบบ ‘มวยภายนอก’ ดังจะเห็นได้จาก ‘FITNESS PROGRAM’ ของบรู๊ซ ลี ในหนังสือ ‘เต๋าแห่งจี๊ทคุนโด’ ซึ่งได้แก่

1.การฉีกขาให้กว้าง

2.การวิดพื้น

3.การวิ่งอยู่กับที่

4.การหมุนไหล่เป็นวงกลม

5.การฝึกเตะสูง

6.การฝึกเตะข้าง (SIDE KICK) ให้สูง

7.การฝึกงอเข่า กับงอตัวไปข้างหน้า

8.การฝึกยกขาให้สูง

9.การฝึกท่านั่ง-ลุก (SIT-UPS)

10.การฝึกบิดเอว ฯลฯ

ผมมีความเห็นส่วนตัวว่า วิธีการฝึกแบบนี้แม้ไม่ใช่ไม่ดีต่อการสร้างเสริมกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นร่างกาย ให้อ่อนหยุ่นแต่แข็งแกร่ง แต่ยังไม่เพียงพอ และไม่มีวันที่จะสามารถพัฒนา ‘ลมปราณ’ (ชี่) กับ ‘พลังรังไหม’ (จิ้ง) ซึ่งเป็น ปัจจัยหลักสองประการของวิชากังฟูโดยเฉพาะสายมวยภายในขึ้นมาได้ต่อให้ฝึกแบบบรู๊ซ ลี เป็นสิบๆ ปีก็ตาม

อะไรคือพลังลมปราณ (ชี่) หรือพลังภายในในวิชากังฟู!

เหล่าปรมาจารย์ของพวกเราในอดีต ได้ถ่ายทอดวิชาให้พวกเราได้ ร่ำเรียนฝึกฝนสืบต่อกันมาว่า

“ใจเป็นนายของความคิด ความคิดจึงรองจากใจ
ใจเคลื่อนไหว ความคิดจึงอุบัติขึ้น เมื่อความคิดอุบัติขึ้น
ชี่ จึงตามมา ....ถ้าใจวุ่นวาย ความคิดย่อมฟุ้งซ่าน
ถ้าความคิดฟุ้งซ่าน ชี่ ย่อมลอยคั่งค้าง ไม่มั่นคง
แต่ถ้า ชี่ จมลงที่จุดศูนย์ตันเถียน ความคิดย่อมแข็งแกร่ง
ใจย่อมสงบนิ่ง”

วิชากังฟูจึงให้ความสำคัญกับการฝึกหายใจ (ด้วยท้องแบบปฏิภาค) ซึ่งเป็นการฝึก ‘ชี่’ ด้วยการใช้ใจนำความคิด แล้วเอาความคิดไปสะสมกับชักนำชี่อีกทีหนึ่ง

ส่วน ‘พลังรังไหม’ (จิ้ง) นั้นคือแรงที่เกิดจากการฝึกฝนชี่เป็นเวลายาวนาน และเป็นแรงที่ถูกควบคุมโดยกระบวนการเคลื่อนไหวแบบวงกลม (วงจร) ของส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ประสานสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกันอันเป็นลักษณะเฉพาะเคลื่อนไหวเฉพาะตัวของวิชากังฟู และเป็นการหลอมรวมจิตกับกายเข้าด้วยกัน คุณสมบัติของ ‘จิ้ง’ จึงได้แก่

(ก) เป็นพลังหลังกำเนิด

(ข) เป็นพลังงานที่ผ่านการฝึกฝนในเชิงวิทยายุทธ์ (เป็น ‘กังฟู’)

(ค) เป็นพลังงานที่เกิดขึ้นชั่วพริบตาขณะ คม กลม คล่อง เร็ว จม และเปลี่ยนทิศทางได้ตามใจชอบ

เพราะฉะนั้นหลักสูตรการฝึกฝนวิชามวยภายใน จึงต้องเริ่มจากการฝึกท่าหรือการฝึกแบบ ‘มีรูป’ เพื่อฝึก ‘จิ้ง’ ก่อน แล้วจึงค่อยไปเน้นการฝึกแบบ ‘ไร้รูป’ เพื่อฝึก ‘ชี่’ ในขั้นต่อมา

ผมขอยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมตามรูปภาพ 5 ภาพต่อไปนี้ ซึ่งแสดง ถึงวิธีการต่อสู้ตามแบบฉบับของมวยหย่งชุน อันเป็นมวยจีนที่บรู๊ซ ลี เคยเรียน กับอาจารย์ยิปมันในวัยเด็ก

เมื่อคู่ต่อสู้เขาจะต่อยหมัดขวาตรง (รูปที่ 1) เราใช้ข้อมือขวายกขึ้นมา ‘เกาะเกี่ยว’ หมัดขวาตรงของเขาไว้ (รูปที่ 2) แล้วชักนำให้หมัดขวาตรงของเขา เบนทิศไปยังเบื้องล่าง (รูปที่ 3) จนกระทั่งเขาเริ่มเสียการทรงตัว (รูปที่ 4) จากนั้น จึงใช้ปลายนิ้วขวานั้นแทงตรงไปยังใบหน้าของคู่ต่อสู้ ด้วยระยะทางที่สั้นที่สุด ใกล้ที่สุด (รูปที่ 5)

ถ้าอธิบายตามหลักวิชามวยภายใน ‘กระบวนท่า’ นี้ ต้องใช้แรงหลาย ประเภทด้วยกัน ประเภทแรกคือ แรงรู้ (รูปที่ 1) ซึ่งเป็นการอ่านเจตนาของคู่ต่อสู้ ก่อนที่การเคลื่อนไหวของเขาจะอุบัติ ประเภทที่สองคือ แรงฟัง (ปล่อยแรงออก โจมตีในระยะประชิดเพียง 1 หุนหรือ 1 นิ้ว) (รูปที่ 5) อนึ่ง แรงฟังกับแรงเกาะติด มีความจำเป็นเพื่อควบคุมให้เราใช้ขนาดของแรงที่เหมาะสมไปบงการแรงหมัดของคู่ต่อสู้ให้ไปในทิศทางที่เราต้องการอีกทีหนึ่ง แรงทั้งสี่ประเภทนี้จะถูกควบคุมโดยจิตของเราอีกทีหนึ่ง

ในสายตาของบรู๊ซ ลี ที่คงมีโอกาสฝึกฝนกังฟูระดับสูงในเวลาที่จำกัด เขาคงเห็นว่ากระบวนท่าเหล่านี้ซับซ้อนเกินไป เพราะแค่กระบวนท่าเดียวก็ยังมีความละเอียดซับซ้อนขนาดนี้แล้ว ถ้าหากต้องฝึกมวยจีนแต่ละสายซึ่งต่างก็มีกระบวนท่าของตนคนละหลายสิบหลายร้อยกระบวนท่าแล้วจะไป ‘เชี่ยวชาญ’ (MASTER) ได้อย่างไรกัน? ทัศนะอันนี้ของเขาคงนำเขาไปสู่หลักคิดของจี๊ทคุนโด ซึ่งปฎิเสธความซับซ้อนของกระบวนท่า (อย่างผิวเผิน) ในที่สุด

แต่มวยภายในกลับมองตรงกันข้ามกับบรู๊ซ ลี เพราะมวยภายในเห็นว่า กระบวนท่าเหล่านี้เป็นเพียง ‘ข่าวสาร’ อย่างหนึ่งเท่านั้น กระบวนการฝึกฝนใน ขั้น ‘มีรูป’ คือการฝึกฝนให้เจนจัดเกี่ยวกับรูปแบบของข่าวสารเหล่านี้ จากนั้น ในขั้น ‘ไร้รูป’ จึงค่อยละทิ้ง ‘ข่าวสาร’ เหล่านี้เสีย ไม่ไปยึดติดกับมันปล่อยให้ใจของเราทำงานไปตามธรรมชาติและเลิกคิดที่จะใช้กระบวนท่าใดๆ ในการต่อสู้ ภาวะ ‘ไร้รูป’ จะฝึกฝนได้ก็ต่อเมื่อมี DATA-BASE ของภาวะ ‘มีรูป’ อัดแน่นสะสม ฝังลึกอยู่ในระดับจิตใต้สำนึกเพียงพอแล้วเท่านั้น และในการต่อสู่จริงๆ ก็คือการ ใช้ ‘ใจ’ สั่งเอาข่าวสารเหล่านี้มาใช้งานเท่านั้นเอง และใจที่จะสั่งงานเช่นนั้นได้ ก็คือใจที่ว่างจากนิวรณ์แล้วเท่านั้น

เพราะฉะนั้นอาจจะฟังดูแปลกแต่จริง (PARADOX) ก็เป็นได้ ถ้าหากผมจะบอกว่าระบบการฝึกของมวยภายในนี้ต่างหากเล่าที่สามารถทำให้ผู้ฝึก อาจบรรลุถึงปรัชญาอันสูงส่งของ ‘จี๊ทคุนโด’ ได้





Powered by MakeWebEasy.com