ชัยชนะของลูกผู้ชายคนหนึ่ง

ชัยชนะของลูกผู้ชายคนหนึ่ง


ชัยชนะของลูกผู้ชายคนหนึ่ง

 


"ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง อดทน จริงจัง ซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น
มีคุณธรรม พูดจริง ทำจริง สุภาพ อ่อนโยน"

"พุทธะอิสระ
"

"หลวงปู่" ผู้เป็น "คุรุ" ของผมได้ถ่ายทอดชีวิตของลูกผู้ชายคนหนึ่งให้พวกผมได้รับทราบเนื่องในวันวิสาขบูชา ปี2541 ดังนี้…


วันนี้เป็นวันประกาศชัยชนะของลูกผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งมีชีวิตอยู่เมื่อสองพันกว่าปีก่อน เขาผู้นั้นได้พูด ได้คิด ในสิ่งที่เหนือลิขิต เหนือความคาดเดาและความเป็นไปได้ของสังคมยุคนั้น ซึ่งเป็นการทำ การพูด และการคิดที่ค่อนข้างต้องต่อสู้กับสิ่งแวดล้อมบรรยากาศและสังคมรอบข้างอย่างรุนแรง


ขอให้เรานึกถึงสภาพของลูกผู้ชายคนหนึ่งที่ทำชีวิตของเขาให้ฝืนลิขิตและประเพณี วันนี้เมื่อสองพันกว่าปีก่อน เป็นวันที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งที่มีความสำเร็จในการทำ พูด คิด และชักนำให้ผู้อื่น ทำ พูด คิด ได้อย่างเขา เขาผู้นี้ได้วางรากฐาน แบบฝึกหัด และวิถีชีวิตในการทำ พูด คิด ของเขาให้เป็นหลักสากล ให้เป็นตรรกวิทยา ให้เป็นปรัชญาชีวิตขั้นสูงซึ่งทำให้คนรุ่นหลังอย่างพวกเรา ซึ่งมีอายุล่วงมาสองพันกว่าปีแล้ว ยังต้องกลับไปศึกษาเรื่องในอดีต


สำหรับหลวงปู่ถือว่า ผู้ชายคนนี้เป็น คนพิเศษอย่างยิ่ง เราไม่ต้องพูดหรอกว่าท่านมีบารมีมหาศาล มีปัญญามหาศาล มีความรู้ความสามารถมหาศาล และมีวิชามหาศาล แค่เราคิดดูว่า การที่ลูกผู้ชายคนหนึ่งที่ทำอะไรๆ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อใครๆตั้งแต่อายุ 29 ปี ถึง 80 ปี ยอมสละทุกอย่างที่มีแม้กระทั่งเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อจะทำการปลดปล่อยจิตวิญญาณของสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากการขัดข้อง การควบคุม การบังคับขู่เข็ญมันจะเป็นความยิ่งใหญ่เพียงใด


นี่คือ ความหมายแห่งชีวิตของลูกผู้ชายคนหนึ่งที่ต้องทำทุกเรื่องด้วยลำแข้งของตนเอง ด้วยความเป็นนักสู้อย่างเลิศ ด้วยความเอาจริงเอาจัง ด้วยการเอาชีวิตเข้าทดลอง ด้วยความเพียรพยายามอย่างยิ่ง เพื่อแสวงหาวิโมกขธรรม หรือทางแห่งความหลุดพ้นที่จะทำชีวิตและผลักดันคนทั้งหลายให้หลุดพ้นตาม นี่คือ ความหมายแห่งชีวิตของลูกผู้ชายคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่กับคนที่มืดบอด แต่หวังในใจว่าต้องมีแสงสว่างรออยู่ข้างหน้า แล้วผู้ชายคนนั้นก็เดิน เดิน เดินไปอย่างไม่หยุดยั้ง เดินอย่างมีความหวัง ทั้งๆที่ไม่เคยมีใครในยุคนั้นที่เคยเห็นแสงสว่างชนิดนี้มาก่อนเลย ผู้ชายคนนั้นเดินอย่างไม่หยุดด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอง ในสิ่งที่ตัวเองรู้ ค้นพบ และเข้าใจว่ามันเป็นหนทาง เป็นวิถีแห่งความสว่างที่แฝงสนิทอยู่ในความมืดบอด แล้วลูกผู้ชายคนนั้นก็พยายามแสวงหา พยายามใช้เวลาทั้งหมดของชีวิตเพื่อหาแสงสว่างในความมืดอย่างนั้น จนถึงวันนี้ วันที่ท่านพบแสงสว่าง และท่านก็ประกาศก้องเรียกร้องให้คนทั้งหลายมาชม มาดู และน้อมนำมาใส่ตัวเองได้


แสงสว่างอันนั้นเป็นความมหัศจรรย์ ซึ่งท่านพบได้ด้วยความลิงโลด เบิกบาน และแช่มชื่น บอกกับตัวเองว่า ความหวังของเราไม่เป็นหมันแล้วความสว่างที่เราแสวงหาในความฝันบัดนี้มันเป็นความจริงแล้ว สิ่งดีงามทั้งหลายที่คนทั้งหลายในที่มืดยึดถือ บัดนี้มันเป็นสิ่งที่ตรงข้ามไปแล้ว อวิชชาที่ครอบงำสรรพสัตว์มานับดึกดำบรรพ์ ชั่วอายุสัตว์ สัตว์แล้วสัตว์เล่าที่ดับดิ้นสิ้นอายุกันไปก็เพราะอวิชชาครอบงำ ลูกผู้ชายคนนั้นได้ทำหน้าที่ปลดปล่อยอวิชชานั้นจนหมดสิ้นแล้ว และทำให้วิชาความสว่างไสวปรากฏโดดเด่นขึ้นมาตรงหน้า และช่วยชี้นำสรรพสัตว์ให้เห็นความสว่างของวิชานั้นว่าเป็นทางอันเป็นเอก เป็นเลิศ และเป็นทางสายกลาง ที่เราคถาคตได้พบแล้ว


วิถีชีวิตของลูกผู้ชายคนนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องราวที่เป็นเยี่ยงอย่างเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความเป็นสุภาพบุรุษอย่างสูงของนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ ที่ได้ต่อสู้บากบั่นด้วยความเพียรอย่างยิ่ง ด้วยกำลังใจอย่างยิ่ง หลวงปู่รู้จักพระพุทธเจ้าในฐานะจิตวิญญาณของลูกผู้ชายคนหนึ่งไม่ใช่รู้จักท่านในฐานะตำราหรือคัมภีร์ เพราะฉะนั้นหลวงปู่พยายามทำความเข้าใจว่า ลูกผู้ชายคนหนึ่งซึ่งไม่เคยได้เห็นแสงสว่างมาเลยในอดีต และไม่เคยมีใครทำให้ปรากฏเลย เขาอาศัยกำลังใจอะไรมาปลุกเร้าเขาให้ต่อสู้ และเดินทางหาแสงสว่างจนพบในที่สุด


หลวงปู่ได้ค้นพบว่า กำลังใจที่เขาใช้ปลุกเร้าตนเองให้แสวงหาในวิโมกขธรรมได้อย่างไม่หยุดหย่อน คือความรักที่จะช่วยปลดปล่อยสรรพสัตว์คือความอาทรที่เขามีต่อคนทั้งหลาย จึงได้แสวงหาทางแห่งความหลุดพ้นทุกข์เพื่อทำให้ผู้คนได้หลุดพ้น ความรักความอาทรนี้แหละที่เป็นกำลังใจที่ปลุกเร้าให้ลูกผู้ชายคนหนึ่งทำงานหนักอย่างยิ่ง จึงได้พยายามสรรหาวิถีทาง วิธีการทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อให้ได้มาซึ่งความปลดปล่อยและสิ่งที่สามารถปลดปล่อยได้


หลวงปู่รู้จักพระพุทธเจ้าไม่ใช่ในฐานะของชื่อ แต่รู้จัก พระพุทธเจ้าในฐานะคุรุหรือผู้นำทางจิตวิญญาณ
ที่ก้าวเข้าไปสู่ประตูแห่งชัยชนะก่อนเรา หลวงปู่รู้จักท่านในฐานะที่ท่านเป็นสภาวะที่อุบัติเกิดก่อน ได้ทำเรื่องทำราวที่เราต้องพึงค้นหาด้วยตนเอง และต้องค้นหาก่อนเพื่อที่จะติดตามพระองค์เข้าไปสู่ประตูอันนั้นให้จงได้


เราต้องยอมรับกันอย่างหนึ่งว่า สังคมยุคปัจจุบันคงไม่ต่างไปจากสังคมยุคสองพันกว่าปีก่อน เราพากันใช้นักบวชในศาสนาไปในหนทางแห่งเดียรถีร์ และในหนทางแห่งความผิดพลาด เราพากันใช้นักบวชในศาสนาไปในหนทางแห่งการดูดวง ใบ้หวย ต่อชะตา เสริมราศี พูดง่ายๆคือ เราไม่ต่างจากความมืดบอดเมื่อสองพันกว่าปีก่อนที่คนทั้งหลายในสมัยนั้นเขาก็ทำกันอย่างนี้ ก็พอดีมีลูกผู้ชายคนหนึ่งที่จำต้องทำหน้าที่แสวงหาแสงสว่างให้ จึงนับว่าสังคมนั้นไม่ได้โชคร้ายจนเกินไปนักที่มีคนอย่างนี้ดำรงอยู่


ที่หลวงปู่พูดอย่างนี้ มิได้หมายความว่า ศาสนธรรมและสัจธรรมเป็นที่พึ่งไม่ได้ แต่ศาสนธรรมและสัจธรรมจะเป็นที่พึงแก่เราได้ก็ต่อเมื่อเรารู้จักพึ่งเป็น และเข้าใจที่จะพึ่ง แต่ถ้าเราพึ่งไม่เป็นและไม้เข้าใจที่จะพึ่ง ก็คงไม่วายที่เราจะต้องให้เขาช่วยดูดวง ต่อชะตา รดน้ำมนต์ให้เรา กระบวนการที่ศาสนธรรมจะให้ที่พึ่งแก่เรานั้น เป็นกระบวนการที่จะต้องให้เราพึ่งได้แม้ชีวิตจะหาไม่แล้ว กล่าวคือ แม้ความตายปรากฏ ศาสนธรรมนั้นก็ต้องเป็นที่พึ่งของเราได้ดี และได้ตลอด


วันนี้สำหรับหลวงปู่ถือว่า เป็นวันแห่งการประกาศชัยชนะของลูกผู้ชายคนหนึ่ง เป็นวันประกาศเสรีภาพและอิสระสูงสุดของมนุษย์ผู้ชายคนหนึ่ง หลวงปู่รู้จักพระพุทธเจ้าไม่ใช่ในฐานะผู้วิเศษสูงสุด แต่ในฐานะสภาวะแห่งคนที่มีความรู้สึกนึกคิด มีกิน กาม เกลียด โกรธ มีของที่โปรดและปรารถนาแต่พระองค์ก็ทรงเพียรพยายามสลัดสิ่งที่โปรดให้หลุด ชำระล้างตนเองให้สะอาดและผ่องใส เพื่อแสวงหาหนทางวิถีแห่งชีวิตใหม่ เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า พระองค์มีความเพียรอย่างยิ่ง มีความสามารถเป็นเลิศ พระองค์ทรงประกาศชัยชนะได้รอบโลก รอบจักรวาล ทั่วอนันตจักรวาล มีคำเรียกขานพระองค์มากมายด้วยวิถีทางและวิธีการของชาวพุทธ เช่น "สัมมาสัมพุทธะ" "พระอรหันตเจ้า" "พระผู้พิชิตมาร" "พระผู้ชนะในโลก" "พระผู้เป็นเลิศสุดยอด" "พระผู้ประเสริฐสูงสุด" สรรพนามเหล่านี้ได้มาจากกระบวนการของลูกผู้ชายคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่พระเจ้าประทานให้


ถ้าหากพวกเธอไม่ว่าหญิงหรือชาย หากเธอเข้าใจความหมายแห่งชีวิตของลูกผู้ชายคนนั้น เธอก็จะเห็นได้เองว่า ศาสนาจะอยู่กับเธอ และความหมายของพระพุทธะมิได้อยู่ไกลเกินเอื้อมเลย แต่อยู่ใกล้แค่เอื้อมเท่านั้น หากเธอพยายามพอและอดทนพอ เหมือนดังที่ลูกผู้ชายคนนั้นได้สอนเราว่า "ขันติคือความอดกลั้น ขันติเป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง" และ "นิพพานเป็นความสุขในโลก" ถึงแม้เธอจะยังไม่เข้าใจความหมายของนิพพาน แต่เธอคงเข้าใจความหมายของแสงสว่าง เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า เราอยู่ในโลกของความมืดบอด เราทุกคนแสวงหาแสงสว่าง และเราพยายามอาศัยคนอื่นจุดแสงสว่างให้เรา แต่จริงๆแล้วพระองค์ไม่ต้องการให้ใครมาจุดให้เรา แต่ต้องการให้เราจุดแสงสว่างนั้นด้วยตัวเราเอง


หลวงปู่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อเตือนพวกเธอว่า ความรู้ทั้งหลาย ความเพียรทั้งหลาย วิชาทั้งหลาย ความหลุดพ้นทั้งหลาย และความดีเลิศประเสริฐงามพร้อมทั้งหลายนั้น ไม่ใช่อยู่ที่ใคร แต่อยู่ที่ตัวเราเองทั้งหมดถ้าเราเข้าใจจิตวิญญาณทั้งหมดของพระพุทธะ เราจะรู้ได้ว่าสรรพสิ่งในโลกเหมือนกันหมด ต่างกันที่เราให้สมมติกับอันไหน ให้ชื่อและเรียกชื่อตามสมมตินั้น เมื่อเข้าใจดังนี้ เราก็จะเข้าใจหลายสิ่งที่รวมเป็นหนึ่งสิ่ง หนึ่งสิ่งที่แบ่งแยกเป็นหลายสิ่ง


อยากให้พวกเธอเข้าใจว่าวันนี้เป็นวันแห่งชัยชนะ วันแห่งความรักสูงสุดของพระเจ้า สูงสุดอันเกิดจากมนุษย์ธรรมดาเดินดิน ที่ได้พัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นพระเจ้าสูงสุด แล้วพระองค์ก็ทรงมีความรักสูงสุดกับเราโดยเอาชีวิตของพระองค์เข้าแลกมาซึ่งวิถีทาง เพื่อที่จะปลดปล่อยเราด้วยความรักอยากให้พวกเธอรู้จักวันนี้ว่า นอกจากเป็นวันแห่งการประกาศชัยชนะ เป็นวันแห่งความรักสูงสุดแล้ว ยังเป็นวันที่กำหนดวิถีชีวิตประเสริฐสูงสุดด้วย


การที่มนุษย์ผู้ชายคนหนึ่งได้ค้นพบวิถีอันประเสริฐ และแสงสว่างอันศักดิ์สิทธิ์ในที่มืดบอดและดับสนิทในยุคสองพันกว่าปีก่อน และพระองค์ก็ทรงนำแสงสว่างอันศักดิ์สิทธิ์นั้นให้พวกเราได้รู้ ได้ดู ได้เห็น และเพียรพยายามเดินตามท่าน จะได้เป็นและรู้ว่าแสงสว่างศักดิ์สิทธิ์นั้นคืออะไร และเป็นที่รู้กันว่าแสงสว่างอันนั้นคือปัญญาญาณที่หยั่งรู้สรรพสิ่ง สรรพสัตว์ สรรพชีวิต สรรพวัตถุ


อยากให้พวกเธอเข้าใจจิตวิญญาณของพุทธะว่า พระองค์ทรงแสดงแสงสว่าง 84,000 ข้อ มิได้มุ่งหวังให้เราทั้งหลายนึกถึงพระองค์ แต่มุ่งหวังให้พวกเราทั้งหลายนึกถึงตัวของพวกเราเองว่า เราจะอยู่กันอย่างพึ่งพิงอิงแอบอาศัยและเอื้ออาทรกันอย่างสุดชีวิตได้หรือไม่ เราจะใช้ชีวิตอยู่กันอย่างเกื้อกูล อนุเคราะห์อุปถัมภ์ค้ำชู และทำนุบำรุงกันเปรียบดั่งแขน ขา หัว ตา ตีน ก้น ได้มากน้อยเพียงใด และข้อสุดท้าย เราจะอยู่ในโลกด้วยความรู้สึกสลัดหลุด หยุดให้เป็นและบอกตัวเองให้ได้ว่า พอแล้ว สามประการนี้คือเรื่องราวของแสงสว่างศักดิ์สิทธิ์ ถ้าเราเข้าใจมัน เราต้องร้องบอกในวันนี้ได้ทันทีว่า เราเป็นผู้ชนะในโลก และสามารถนำชัยชนะส่งต่อๆกันไปได้ สามารถให้ความศักดิ์สิทธิ์แก่สรรพสัตว์อื่นๆในโลกได้และเราก็จะได้ว่าเป็นผู้สืบทอดวิญญาณศักดิ์สืทธิ์ เป็นผู้เข้าใจแสงสว่างศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่าพระธรรมศักดิ์สิทธิ์ และตัวเรามี กายศักดิ์สิทธิ์ ไปโดยปริยาย เพราะได้ใช้สถานะของลูกผู้ชายคนหนึ่งเป็นฐานในการฝึกหัดดัดกาย วาจา ใจ ของตน


ตลอดชั่วชีวิตของหลวงปู่ หลวงปู่ได้เพียรพยายามที่จะดัดฝึกกายตนเอง แม้ไม่กล้าที่จะพูดว่า ฉันทำอย่างพระพุทธเจ้า หรือเดินตามรอยเท้าของลูกผู้ชายคนนั้นเช่นเมื่อสองพันกว่าปีก่อน แต่หลวงปู่กล้าจะพูดว่า เราได้เพียรพยายามที่จะรักษาอุดมการณ์แห่งพระพุทธองค์ให้คงสถานะ และทรงสภาวะไว้ตราบนานเท่านานตลอดอายุขัยของเรา หลวงปู่ไม่กล้าที่จะเอาตัวเองเข้าไปเทียบกับลูกผู้ชายคนนั้นเมื่อสองพันกว่าปีก่อนที่อุบัติบังเกิดในชีวิตของมนุษย์ว่า เราประเสริฐเท่าท่าน แต่หลวงปู่กล้าที่จะบอกว่า เราได้เพียรพยายามให้ความประเสริฐเกิดในจิตวิญญาณของเราให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อเรากล้าได้ขนาดนี้ เราทุกคนก็จะเป็นเอกเทศ หากเป็นผู้ชายก็เป็น เอกบุรุษ หากเป็นหญิงก็เป็น เอกสตรี ที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในเอกภพนี้อย่างสุขสมบูรณ์และมีเสรีภาพ แต่ถ้าเราปฏิเสธบทบาท ขั้นตอน ความหมายของแสงสว่างที่ศักดิ์สิทธิ์ เราก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ในโลกได้อย่างเป็นเอกเทศ ไม่อาจเข้าใจเรื่องของการมีชีวิตอย่างเป็นเอกภาพ และไม่รู้ด้วยว่าในภพนี้เขามีอะไรบรรจุอยู่บ้าง เราจะกลายเป็นตัวอะไรตัวหนึ่งที่ไม่เข้าใจโลก ไม่เข้าใจชีวิต ไม่เข้าใจสังคม ไม่เข้าใจสิ่งของ และไม่เข้าใจจิตวิญญาณของตน


หลวงปู่เชื่อคำพูดที่ออกมาจากปากพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งหลวงปู่บวชใหม่ๆว่า "ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน" หลวงปู่จึงเพียรพยายามที่จะยืนด้วยลำแข้งของตัวเองจนมีวันนี้ ถึงแม้หลวงปู่จะทำได้ไม่ดีเท่าลูกผู้ชายคนนั้น แต่หลวงปู่ก็เพียรพยายามทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่ กายของตนอันพึงมีอยู่นี้ จะบันดาลให้เป็น ให้เอื้ออำนวยประโยชน์ นี่คือ ความหมายของกายศักดิ์สิทธิ์ว่าเป็นเรื่องราวที่เราเลือกสรรได้ทั้งหมดไม่ว่า ผู้หญิง ผู้ชาย เป็นเรื่องราวที่ทำให้เกิดรุ่งเรืองก็ได้ ให้เสื่อมทรามก็ได้ ถ้าเราคิดจะทำ ถ้าเราเข้าใจเรื่องเหล่านี้แล้ว เราก็จะรู้ว่าชีวิตเป็นของเราทั้งหมด


หลวงปู่ยอมรับในสถานะของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงกล้าที่จะประกาศท่ามกลางคนที่คับแค้นและบีบให้แคบว่า ทุกอย่างต้องอยู่ในกติกาแห่งสังคมนั้น พระองค์ยืนหยัดขึ้นมาแล้วบอกว่า "ชีวิตฉันไม่ใช่อยู่อย่างนี้ ชีวิตเป็นของฉัน ฉันพอใจที่จะบันดาลให้เป็นอะไรก็ได้" นี่คือความกล้าหาญอย่างยิ่งใหญ่และสุดยอดของลูกผู้ชายคนหนึ่งเมื่อสองพันกว่าปีก่อน แต่คนยุคนั้นเขาไม่ได้คิดอย่างนั้น คนยุคนั้นเขาคิดว่า พระพรหมสั่งให้ทำอะไร ก็ต้องทำ แต่ท่านไม่ได้คิดอย่างนั้น


ดังนั้น หลวงปู่จึงรู้จักท่านในความหมายของ ซัมบาลา หรือวิถีแห่งผู้กล้า วิถีทางแห่งนักพรตผู้กล้า หลวงปู่เพียรพยายามที่จะสืบทอดวิถีชีวิตแห่งผู้กล้าให้เข้าสู่กมลสันดาน เข้าสู่จิตวิญญาณของตน ปลุกเร้าให้เกิดกระบวนการพัฒนา ผกผัน แสดงออกทางกาย วาจา ใจในวิถีทางของลูกผู้ชายที่กล้าพูด กล้าคิด กล้าทำ กล้าเปิดเผย วันนี้จะไม่มีความหมายเลย ถ้าเราขาดลูกผู้ชายแห่งความกล้า ลูกผู้ชายที่เอื้ออาทรสุดชีวิต ลูกผู้ชายซึ่งเมตตาแม้แต่เลือดทุกหยดของพระองค์ก็แบ่งให้เราได้ ลูกผู้ชายที่ต้องเอาชนะความมืดบอดของตัวเอง ของโลก ของจักรวาล จนสำเร็จได้เห็นแสงอันศักดิ์สิทธิ์


วันนี้จึงเป็นวันแห่งการระลึกถึงลูกผู้ชายคนหนึ่งผู้ซึ่งมากด้วยคุณสมบัติอันควรแก่การระลึกรู้ และพวกเราก็พากันมาบูชา เทิดทูน เคารพ กราบไหว้ ถวายสิ่งดีงามให้แก่ลูกผู้ชายคนนั้นด้วยความเคารพสูงสุดยอดดังดำรัสของลูกผู้ชายคนนั้นที่ว่า "การบูชาบุคคลที่ควรบูชาเป็นมงคลอันสูงสุด" เมื่อเราเข้าใจหาสิ่งที่ดีให้แก่ชีวิตแล้ว ชีวิตของเราก็จะกลายเป็นชีวิตของผู้ที่รู้จักตัวเอง










 

Powered by MakeWebEasy.com