ภูมิปัญญาหมากล้อมกับ วิถีแห่งกลยุทธ์เชิงบูรณาการ (3) 26/7/2548

ภูมิปัญญาหมากล้อมกับ วิถีแห่งกลยุทธ์เชิงบูรณาการ (3) 26/7/2548



ภูมิปัญญาหมากล้อมกับ วิถีแห่งกลยุทธ์เชิงบูรณาการ (3)



"การเล่นหมากล้อมบ่มเพาะนิสัยให้คนผู้นั้นกลายเป็นคนที่มีความจริงจัง มีไหวพริบปฏิภาณ และสร้างสมานสามัคคี จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่ นักรบญี่ปุ่น จะชื่นชอบการเล่นหมากล้อมเป็นชีวิตจิตใจ และถ่ายทอดมาสู่ชนรุ่นหลัง" ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์


ใน บทเสนอ ของผู้เขียนเกี่ยวกับการเดินวน วิถีแห่งกลยุทธ์เชิงบูรณาการในยุคโลกาภิวัตน์ เช่นปัจจุบันนี้นั้น นอกจากจะต้องศึกษา "ตำราพิชัยสงคราม" ของซุนหวู่, "คัมภีร์ห้าห่วง" ของมูซาชิ และ "คัมภีร์มวยไทเก๊ก" ของจางซันเฟิงแล้ว ยังควรที่จะต้องศึกษา "คัมภีร์หมากล้อม 13 บท" ของจางหนี่ ซึ่งเป็นคัมภีร์หมากล้อมโบราณในสมัยราชวงศ์ซ้องด้วย จึงขอนำใจความหลักๆ ของคัมภีร์หมากล้อม 13 บท มาถ่ายทอด ณ ที่นี้เพราะข้อเขียนชิ้นนี้เต็มไปด้วย แก่นแท้ของหลักกลยุทธ์ในภูมิปัญญาหมากล้อม ที่นักกลยุทธ์ทั้งหลายไม่ควรมองข้าม (คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ เป็นคนแรกที่ถ่ายทอด คัมภีร์หมากล้อม 13 บทนี้ ออกมาเป็นภาษาไทย)


บทที่ 1 กระดานหมากล้อม


ตัวเลข 1 ถือเป็นจุดกำเนิดของสรรพสิ่งต่างๆ บนพื้นโลก จุดตัดบนกระดานทั้ง 361 จุด เศษหนึ่งคือจุด เทียนหยวน (จุด เท็นเง็น ในภาษาญี่ปุ่น) ตรงกลางกระดาน เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของสรรพสิ่ง จากจุดนี้เมื่อขยายวงออกไปทางทิศทั้งสี่ ก็จะได้ผลรวมของพื้นที่เป็น 360 จุด ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนวันในหนึ่งปีตามปฏิทินจันทรคติ (360 วัน) และองศาของวงกลมซึ่งมี 360 องศา


กระดานหมากล้อมแบ่งได้เป็น 4 มุม แต่ละด้านประกอบด้วยจุดทั้งหมด 90 จุด ถือเป็นสัญลักษณ์แทนฤดูกาลทั้งสี่ เม็ดหมากสีดำและสีขาวที่ใช้เล่นมีทั้งสิ้น 360 เม็ดในสัดส่วนที่เท่ากัน เปรียบเสมือน ธาตุหยิน และ ธาตุหยาง รูปทรงสี่เหลี่ยมของตัวกระดานเป็นตัวแทนของ ความสงบนิ่ง ขณะที่ความกลมของเม็ดหมากเป็นตัวแทนของ ความเคลื่อนไหว


ดังนั้น กระดานหมากล้อมจึงเปรียบเสมือนจักรวาลเล็กๆ อันกว้างใหญ่ไพศาล โดยที่ผู้เล่นคือผู้ที่เสกสรรค์เรื่องราวต่างๆ ขึ้นมาโดยผ่านเม็ดหมากสีขาวและสีดำ


บรรดาผู้รู้ทั้งหลายล้วนกล่าวว่า "ขอเพียงได้เจาะลึกและศึกษาหมากล้อมอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ผู้นั้นจะได้ค้นพบและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลาอย่างแน่นอน"


บทที่ 2 ความสำคัญของการวางแผน

ในการเล่นหมากล้อม ผู้เล่น ควรเริ่มเปิดเกมด้วยการวางหมากที่งาม พร้อม อาศัยกลยุทธ์อันแยบยลวางหมากอย่างแม่นยำควบคุมสถานการณ์ทั้งกระดาน ดังนั้น ผู้เล่นจึงควรวาดภาพแผนการเล่นไว้ในใจ และแสดงออกมาให้เห็นผ่านกลวิธีต่างๆ โดยยึดหลัก "แม้ยังไม่เปิดฉาบรบ แต่สามารถกำชัยชนะไว้ในมือ" การจะทำเช่นนั้นได้ต้องดำเนินกลยุทธ์การวางหมากที่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างรอบคอบแล้ว หากมีบ่อยครั้งที่แม้จะตั้งใจวางแผนมาเป็นอย่างดีแล้ว แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปดังคาด นั่นก็เป็นเพราะว่า ความมุ่งมั่น ของผู้นั้นยังไม่แรงกล้าพอ ผู้วางแผนอย่างละเอียดรัดกุมจะประสบชัยชนะ ผู้วางแผนโดยขาดความรอบคอบ ย่อมปราชัย นับประสาอะไรกับผู้ไม่เคยวางแผนล่วงหน้ามาก่อน


บทที่ 3 ในช่วงต้นกระดาน

เมื่อเริ่มเกมแข่งขัน ผู้เล่นควรพิเคราะห์ถึงผลได้ผลเสียที่จะตามมาทุกครั้ง ก่อนที่จะตัดสินใจวางหมากแต่ละหมากลงบนกระดาน โดยทั่วไปจะเริ่มวางหมากตรงบริเวณมุมทั้งสี่ของกระดาน ก่อนขยายไปสู่ด้านข้างและกลางกระดานตามลำดับ

การขยายฐานหมากต้องเหมาะสม ไม่ควรปล่อยให้เม็ดหมากวางเรียงติดกันหรือทิ้งห่างจนเกินไปนัก อย่าลืมว่า การเริ่มต้นที่ดีถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว


บทที่ 4 ช่วงสัประยุทธ์กลางกระดาน

ผู้เล่นควรวางหมากด้วยความระมัดระวังทุกฝีก้าว และครุ่นคิดถึงกลวิธีที่จะนำมาใช้อย่างรอบคอบ การขับเคี่ยวทางสติปัญญาซึ่งเต็มไปด้วยความซับซ้อน และลึกซึ้งที่ต้องอาศัยการครุ่นคิดอย่างละเอียดรอบคอบในเกมหมากล้อมนั้น มักเป็นการต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงพื้นที่บริเวณกลางกระดาน


ส่วนกลยุทธ์ที่ใช้วางหมากบริเวณข้างกระดาน จัดว่าไม่ยุ่งยากและซับซ้อนเท่าบริเวณกลางกระดาน ส่วนความยากของการวางหมากตรงมุมกระดานอยู่ในระดับปานกลาง


นักหมากล้อมที่เก่งกาจจะถือคติว่า "ยอมเป็นฝ่ายถูกกิน ดีกว่าการพลาดโอกาสเป็น มือนำ" แม้ว่าในความเป็นจริงผู้เล่นจะผลัดกันวางหมากคนละตาเดินก็ตาม


ในการโจมตีด้านซ้ายของกระดาน ก็พึงระมัดระวังด้านขวาของกระดานไปพร้อมๆ กันด้วย การเลือกโจมตีจึงควรคำนึงถึงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นทั้งกระดานให้ดีเสียก่อน


เมื่อกลุ่มหมากของฝ่ายตรงข้ามล้วนเป็นหมากรอด อย่าสิ้นเปลืองเม็ดหมากไปกับการวางหมากตัดฝ่ายตรงข้าม


กรณีที่กลุ่มหมากของตนปลอดภัยแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องวางหมากเพื่อเสริมความแข็งแกร่งอีก แต่หากตนเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเสริมหมาก ก็ควรรีบทำโดยด่วน สิ่งที่พึงระวังในการเสริมหมากก็คือ ควรทิ้งระยะห่างระหว่างเม็ดหมากที่นำมาเสริม


การพยายามกู้หมากที่กำลังจะตายให้กลายเป็นหมากรอดนั้น มีประสิทธิภาพด้อยกว่าการยอมสละหมากเม็ดนั้นๆ เพื่อประโยชน์ในการได้เป็นฝ่ายบุก หมากที่มีโอกาสรอดน้อย และยากต่อการกู้ย่อมสู้การเสริมหมากที่บริเวณอื่นไม่ได้


ในกรณีที่สถานการณ์ของตนเข้มแข็งกว่าฝ่ายตรงข้าม สิ่งแรกที่ควรทำคือ การเสริมความแข็งแกร่งให้กลุ่มหมากที่มีลมปราณเหลือน้อย


ถ้าคู่ต่อสู้อยู่ในสถานการณ์ที่มีหมากอ่อนแอ และแตกกระจาย อย่าเปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามพลิกฟื้นสถานการณ์กลับมาได้เปรียบอีกครั้ง


วิธีการที่หลักแหลม น่าเลื่อมใสของการวางหมากคือ การไม่บุกโจมตีฝ่ายตรงข้าม แต่กลับเป็นฝ่ายได้เปรียบ การเปิดเกมที่ดีจะช่วยให้เป็นฝ่ายได้เปรียบ การอ่านหมากอย่างละเอียดถี่ถ้วนจะช่วยให้ไม่เสียเปรียบเท่านั้น แต่ ถ้าหากต้องการชัยชนะ ควรแสวงหาโอกาสที่คู่ต่อสู้คาดไม่ถึง


เมื่อผู้เล่นตกอยู่ในภาวะที่ไม่ค่อยดีนัก อย่าลนลาน ควรวางตนให้สงบ กลุ่มหมากที่ตัดสินใจวางเรียบร้อยแล้วควรกลับไปพิจารณาให้ถี่ถ้วนอีกครั้ง โดยเฉพาะพื้นที่ในส่วนที่คิดว่าคู่ต่อสู้ไม่สามารถเข้ามารุกรานได้ ยิ่งจัดเป็นพื้นที่อันตรายซึ่งอาจเกิดความผิดพลาดอย่างไม่คาดคิด และไม่สามารถป้องกันได้


หากฝ่ายตรงข้ามวางหมากเสริมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความคิดที่จะเปิดฉากโจมตี ดังนั้น การมองข้ามการเสียหมากเล็กๆ น้อยๆ ไป สามารถหักเหความสนใจของฝ่ายตรงข้ามได้มากกว่า


การวางหมากแบบขอไปทีโดยขาดการไตร่ตรองเสียก่อน เป็นสาเหตุนำไปสู่ความพ่ายแพ้เสมอ เพราะฉะนั้น การวางหมากแต่ละหมากจึงต้องระมัดระวังเต็มที่เสมือนหนึ่งกำลังยืนอยู่ริมหน้าผา


บทที่ 5 ภาพลวงกับความเป็นจริง

เมื่อปะทะกันจนถึงเกมกลางกระดาน ผู้เล่นไม่ควรเลือกจู่โจมคู่ต่อสู้ในทุกตำแหน่ง เพราะจะส่งผลให้ตนเองมีจุดอ่อนหลงเหลืออยู่มากมาย ซึ่งจะทำให้หมากของตนมีความแข็งแกร่งลดน้อยถอยลงไป


หลังจากที่หมากขาดความแข็งแกร่ง ก็ง่ายต่อการผิดพลาดและยากที่จะรับมือฝ่ายตรงข้ามได้


ไม่ควรเข้าไปบีบหรือวางหมากใกล้คู่ต่อสู้จนเกินไปนัก ควรทำการขู่บริเวณพื้นที่ว่างของฝ่ายตรงข้ามอยู่ห่างๆ เพราะผลที่ได้จากการวางหมากประชิดกับคู่ต่อสู้คือ จะช่วยเสริมให้เม็ดหมากของฝ่ายตรงข้ามเกิดความแข็งแกร่งมากขึ้น ขณะเดียวกันหมากของตนก็เกิดช่องโหว่ หมากที่ไม่แข็งแกร่งพอจะง่ายต่อการถูกโจมตี แม้ว่าจะกลายเป็นหมากที่แข็งแกร่งในภายหลังก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไรมากนัก


จะจู่โจมอย่างสายฟ้าแลบ หรือจะโจมตีอย่างค่อยเป็นค่อยไป ควรปล่อยให้เป็นไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเล่น ไม่ควรยึดเอากฎเหล่านี้มาใช้อย่างตายตัว พึงยึดหลัก เมื่อสบโอกาสก็ควรลงมือจู่โจม หากโอกาสยังไม่อำนวยก็ควรอดใจรอ


บทที่ 6 รู้จักตนเอง


ผู้มีปัญญาย่อมสามารถคาดการณ์ผลที่จะเกิดขึ้นก่อนที่เรื่องราวจะบังเกิด ขณะที่ผู้โง่เขลายังไม่รู้แม้กระทั่งสาเหตุที่ก่อให้เกิดผลดังกล่าว


ดังนั้น การตระหนักถึงจุดด้อยของตน และล่วงรู้ถึงจุดเด่นของคู่ต่อสู้ ยอมปล่อยให้คู่ต่อสู้แสดงศักยภาพในขณะที่อำพรางจุดอ่อนของตนไว้ได้ก็จะสามารถเป็นผู้กำชัยชนะ


ผู้ใดรู้ว่า ณ เวลาใด ภายใต้เงื่อนไขใดที่สามารถลงมือโจมตีหรือไม่โจมตีฝ่ายตรงข้ามได้ ผู้นั้นก็จะได้รับชัยชนะ


เมื่อตนเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่หมากไม่เกาะกลุ่มกัน และรู้ว่าควรทำอย่างไรให้หมากกลับมาเชื่อมโยงกันได้ หรือเมื่อตนเองกำลังอยู่ในสภาวะที่กำลังได้เปรียบ และมีอิทธิพลอย่างสูงแล้วรู้ว่าควรจะวางหมากอย่างไร


หากผู้ใดสามารถรับมือกับสถานการณ์ทั้งสองกรณีนี้ได้ ชัยชนะก็จะตกอยู่ในมือขวา หลังจากการวางหมากสัมฤทธิผลจนเป็นเหตุให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถกลับมาท้าทายและเป็นฝ่ายบุกโจมตีได้ เช่นนี้ก็ง่ายต่อการกำชัยชนะ ไม่ต้องผ่านการฟาดฟันกันอย่างดุเดือด แต่ก็สามารถทำให้ฝ่ายตรงข้ามตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ได้


บุคคลที่รู้จักตนเองเป็นอย่างดีในทุกๆ ด้าน จึงเป็นผู้ที่มีสติปัญญาเป็นเลิศโดยแท้จริง



บทที่ 7 การประเมินสถานการณ์


การวางหมากระหว่างเกมการเล่น ควรให้หมากที่วางมีความเชื่อมโยงกัน นับตั้งแต่ต้นเกมจนถึงท้ายเกม และพยายามช่วงชิงสิทธิ์ในการเป็นฝ่ายบุก


หลังโจมตีเข่นฆ่าหมากคู่ต่อสู้เรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าผลแพ้ชนะยังไม่ถึงที่สุด ก็ไม่ควรละความพยายามในทุกตำแหน่งบนกระดาน ในสถานการณ์ที่เป็นฝ่ายได้เปรียบควรใช้กลยุทธ์ป้องกันการบุกโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามในบริเวณที่เป็นช่องโหว่


ในสถานการณ์ที่ไม่สู้จะดีนัก ผู้เล่นควรกล้าวาง "หมากได้เสีย" ที่ส่งผลต่อการได้เสียของรูปเกม โดยมีปณิธานอันแน่วแน่ต่อการเข้าสู้รบกับฝ่ายตรงข้าม


การวางหมากไต่ตามเส้นขอบกระดาน แม้จะไม่เกิดความเสี่ยงอะไร แต่อาจนำความพ่ายแพ้มาสู่ตนได้ ฝ่ายที่มีเม็ดหมากไม่แข็งแกร่ง พอเสริมความแกร่งกลับยิ่งเป็นการฝังตัวเอง


ผู้ที่รีบร้อนจะเป็นฝ่ายกำชัย มักไม่สามารถขยายอาณาเขตให้มากดังใจหวัง และต้องพบกับความพ่ายแพ้ในที่สุด


กรณีที่หมากของทั้งสองฝ่ายต่างโอบล้อมกันอยู่ ควรปิดลมหายใจจากภายนอกก่อน หากมีกลุ่มหมากอ่อนแอ ไม่มีพลังช่วยเหลือจากหมากกลุ่มอื่นรอบด้าน ก็ไม่ควรละมือไปเดินที่จุดอื่น


เมื่อกลุ่มหมากถูกโจมตีจนกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ก็ไม่ควรดันทุรังวางหมากต่อไปจนถึงที่สุด ควรรอจังหวะ และโอกาสที่จะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง นี่คือ "การเดินเกมโดยไม่ขยับหมาก" และเป็น "การวางหมากที่เหมือนไม่ได้วาง" รอโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามวางหมากพลาดเองเพียงแค่ครั้งเดียว โดยหันเปลี่ยนไปเล่นที่กลุ่มหมากบริเวณอื่นก่อนเพื่อรอโอกาส


คัมภีร์อี้จิง กล่าวไว้ว่า เมื่อตกอยู่ในภาวะคับขัน ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นโดยธรรมชาติ เมื่อการเปลี่ยนแปลงมาถึง ก็คือโอกาสกำลังจะมาถึง ทำให้สามารถพัฒนาต่อไปได้ โอกาสแห่งชัยชนะย่อมติดตามมา



บทที่ 8 การอ่านใจ

การอ่านใจคนคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้มีความสุขุมล้ำลึกนั้น ออกจะเป็นเรื่องที่ยาก แต่หากมองย้อนถึงเหตุการณ์ในอดีตซึ่งส่งอิทธิพลต่อพฤติกรรมเขา จะทำให้ทราบว่า บุคคลผู้นั้นกำลังคิดอะไรอยู่ได้


การเป็นฝ่ายพ่ายแพ้หรือฝ่ายชนะจัดเป็นเหตุการณ์ที่สามารถคาดการณ์ได้ ผู้ที่ไม่วางหมากด้วยความเลินเล่อ ไม่จู่โจมอย่างมุทะลุดุเดือดเกินกำลัง ย่อมเป็นผู้ได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลเสมอ แค่วางหมากของตนในตำแหน่งที่มั่นคงและไร้ช่องโหว่ ก็สามารถชนะได้อย่างสบายๆ


พึงตระหนักว่า การเข่นฆ่าเม็ดหมากของคู่ต่อสู้อย่างบ้าระห่ำจะมีแต่เสียไม่มีได้


หลังจากพ่ายแพ้ในเกมแล้ว ควรนำหมากเกมนั้นมาพิจารณาดูอีกครั้งเพื่อหาสาเหตุแห่งความปราชัย ควรเสาะหาข้อบกพร่องของตนในจุดต่างๆ หลังจบเกมการแข่งขันทุกครั้ง การไม่สามารถค้นหาจุดบกพร่องของคู่ต่อสู้ถือเป็นผลเสียต่อการเล่นในคราวต่อๆ ไป


ระหว่างการเล่นเกมควรตั้งสติและทำจิตใจให้แน่วแน่จนเกมการแข่งขันจบลง การไม่รวบรวมสมาธิปล่อยให้จิตใจวอกแวกไปกับเรื่องต่างๆ จะทำให้ไม่สามารถรวบรวมความคิดให้เป็นหนึ่งเดียวได้


หากขาดการฝึกฝนจะสามารถยกระดับฝีมือการเล่นได้อย่างไรกัน ผู้ที่สามารถค้นพบจุดเด่นของคู่แข่งและให้ความยกย่อง ผู้นั้นต่อไปจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง


การคิดว่าฝ่ายตรงข้ามไร้ฝีมือ และวางหมากด้วยความประมาทจะเป็นฝ่ายชนะได้อย่างไรกัน ระหว่างการเล่นควรควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในความสงบ ทำให้คู่ต่อสู้ไม่สามารถล่วงรู้ถึงจุดอ่อนของตน


พึงตระหนักไว้เสมอว่า ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนแต่มีสติปัญญาทั้งสิ้น



บทที่ 9 ธรรมะ และอธรรม


การบัญชาการกองทัพในยามออกศึก ควรทำอย่างสง่าผ่าเผย แม้หมากล้อมจะเป็นเพียงการละเล่นชนิดหนึ่ง แต่ก็เป็นศิลปะชั้นสูงที่สามารถผสานเอากลยุทธ์ที่ใช้ในการเล่นเกมกับกลยุทธ์ในการศึกเข้าไว้ด้วยกันได้


ขณะเล่นหมากล้อม ทั้งสองฝ่ายเผชิญกันอย่างซึ่งๆ หน้า ผู้เล่นพึงมีจริยธรรมในขณะเล่น ใช้วิธีการที่ใสสะอาด หลีกเลี่ยงแผนการอันสกปรก ที่ใช้เทคนิคลวงโลก หรือการสร้างความรำคาญใจให้แก่คู่ต่อสู้



บทที่ 10 ช่องโหว่เล็กๆ น้อยๆ

เมื่อถูกฝ่ายตรงข้ามจับกินเม็ดหมากอย่างต่อเนื่องก็ไม่ควรร้อนใจ การเลือกตัดสินใจที่จะสละหมากหรือไม่นั้น ให้พิจารณาจากรูปเกมที่จะบังเกิดขึ้นในตาเดินต่อๆ ไป


สิ่งที่ควรทำเมื่อต้องการจะขยายอิทธิพลออกมานอกเขตพื้นที่ของตน คือการโจมตีหมากที่อยู่โดดๆ ของคู่ต่อสู้


การบุกโจมตีด้านขวา ควรทำหลังการบุกโจมตีด้านซ้ายเป็นผลแล้ว สำหรับหมากที่กำลังย่ำแย่นั้นควรเสริมให้แข็งแกร่งก่อน จากนั้นจึงค่อยเริ่มบุกโจมตีอย่างช้าๆ แต่หมากที่ยากต่อการต่อรองก็ควรจะปล่อยมันทิ้งไป


การวางหมากแบบอ่อนข้อให้จะเกิดขึ้นหลังจากที่โจมตีฐานที่มั่นของฝ่ายตรงข้ามแตกกระจายได้เป็นผลสำเร็จ ส่วนหมากที่อีกฝ่ายอ่อนข้อให้ก็ไม่ควรทำการโจมตีในทันที


การบุกโจมตีที่มีเป้าหมายที่แน่นอน ควรกระทำเมื่อฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถรับมือได้เท่านั้น



บทที่ 11 ชื่อกระบวนท่าต่างๆ ในหมากล้อม

การเข้าใจศัพท์ทางเทคนิค หรือชื่อกระบวนท่าหลักๆ ในหมากล้อมจะช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ของเกมได้สะดวกยิ่งขึ้น ศัพท์เทคนิคหลักๆ ที่ใช้ในหมากล้อมนั้น ได้แก่


แทง กระโดดหนึ่งเข้ากลางกระดาน
ตาม้า ใช้หัวกระแทก เชื่อม
ต่อหมาก ทแยง ยืน
โดดหนึ่งด้านข้าง สกัดจุด หนีบ
ตัด ดักด้วยตาข่าย ไล่ล่าเป็นขั้นบันได
โคะ ฆ่า กรอกยาพิษ เป็นต้น


ไม่มีอะไรน่าแคลงใจกับชื่อท่าต่างๆ ในหมากล้อม เพราะสรรพสิ่งต่างๆ ล้วนมีชื่อเรียกของมัน



บทที่ 12 ระดับฝีมือในหมากล้อม


ระดับฝีมือในหมากล้อมสามารถแบ่งออกได้เป็น 9 ระดับจากต่ำไปสูงดังต่อไปนี้


ระดับที่ 1 "ยังด้อยความคิด"

นักหมากล้อมในกลุ่มนี้ยังไม่ค่อยมีฝีมือนัก ยังต้องเลียนแบบกลยุทธ์การวางหมากของผู้อื่นอยู่ ยังไม่มีข้อคิดเป็นของตนเอง ก็ยังจัดว่ามีฝีมือดีกว่าผู้ที่เพิ่งเรียนหมากล้อมเบื้องต้น


ระดับที่ 2 "ยังขาดประสิทธิภาพ"

นักหมากล้อมในระดับนี้ถือว่ามีความสามารถพอตัว แต่ผู้เล่นในระดับนี้บางครั้งยังปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามจับเม็ดหมากไปถึงห้าเม็ด ถือเป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวง เพราะทำให้โอกาสที่จะไขว่คว้าชัยชนะค่อนข้างเลือนราง


ระดับที่ 3 "ยังใช้กำลังเข้าปะทะ"

ผู้ที่มีฝีมือในระดับนี้ มักจะไม่วางแผนลึกซึ้ง เน้นหนักไปที่การบุกโจมตีคู่ต่อสู้เท่านั้น


ระดับที่ 4 "มีไหวพริบ"

ผู้ที่มีฝีมือในระดับนี้ แม้ยังไม่สามารถอ่านเกมทั้งกระดานได้ แต่ก็รู้วิธีขยายพื้นที่ในหมากกลุ่มต่างๆ แล้ว


ระดับที่ 5 "ใช้สติปัญญา"

ผู้ที่มีฝีมือในระดับนี้ แม้จะยังไม่เข้าถึงหลักการเล่นหมากล้อมอย่างถ่องแท้ แต่ในขณะแข่งขันก็ยังสามารถคาดการณ์ถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามรูปเกมได้


ระดับที่ 6 "จับแก่นแท้ของหมากล้อมได้แล้ว"
ผู้ที่มีฝีมือระดับนี้ เป็นผู้รู้เกี่ยวกับข้อคิดต่างๆ ในการเล่นหมากล้อมอย่างเข้าถึงแก่นแท้ได้แล้ว


ระดับที่ 7 "มีฝีมือสูง"

ผู้ที่มีฝีมือระดับนี้ถือว่าอ่านเกม และวางแผนถี่ถ้วน รัดกุม ไม่มีข้อบกพร่องได้แล้ว


ระดับที่ 8 "เซียนหมากล้อม"

เป็นผู้ที่มีฝีมือในระดับเซียน หรือระดับยอดฝีมือที่สามารถมองสถานการณ์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง


ระดับที่ 9 "เทพเจ้าหมากล้อม"

เป็นผู้ที่มีฝีมือระดับสูงสุด รู้กระจ่างทุกอย่าง ดุจการวางหมากของเทพเจ้าแห่งหมากล้อม (หัตถเทวะ)



บทที่ 13 สัพเพเหระ

ปัญหาต่างๆ ต้องพลิกแพลงไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงระหว่างเกมแข่งขัน ไม่ควรคิดหักโหมในหมากใดหมากหนึ่งจนเกินไปนัก มิฉะนั้นจะทำให้เหนื่อยล้า เป็นผลเสียต่อสุขภาพ และส่งผลต่อการเล่น


ควรหมั่นฝึกฝีมืออย่างสม่ำเสมอ เพราะการห่างหายจากการเล่นไปนานจะทำให้ไม่คุ้นมือ และเป็นเหตุนำไปสู่ความพ่ายแพ้ได้


ฝ่ายชนะไม่ควรคุยโว ฝ่ายพ่ายแพ้ก็ไม่ควรออกอาการและแสดงสีหน้า การยกย่อง และรู้จักแพ้ชนะ เป็นคุณสมบัติของผู้มีการศึกษา ผู้ที่มีความสามารถในระดับสูงไม่ควรจะยกตนข่มท่าน ส่วนผู้ที่ด้อยความสามารถก็ไม่ควรจะดูถูกตัวเองจนเกินไป


ควรจะรักษาระดับจิตใจให้สงบและนิ่ง ผู้ที่มีความนิ่งมักจะเป็นฝ่ายกำชัยเสมอ


ผู้ที่มีฝีมือสูง วัดกันที่ แม้จะไม่ได้เป็นฝ่ายบุกโจมตี แต่กลับตั้งตนอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบกว่าได้


เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ได้เปรียบก็ไม่ควรลำพองตน มิฉะนั้นสถานการณ์อาจพลิกผันได้ เพราะ ผู้ที่หยิ่งทะนงมักจะพบกับความพ่ายแพ้ ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็มีให้เห็น


ผู้ที่มีปัญญานั้น แม้ในยามปลอดภัยก็ไม่ประมาท ในขณะที่ทุกอย่างราบรื่น ก็ยังคงมีความระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา







 

Powered by MakeWebEasy.com