มณฑลแห่งพลังกับวิถีแห่งกลยุทธ์เชิงบูรณาการ (ตอนที่สาม) 21/6/2548

มณฑลแห่งพลังกับวิถีแห่งกลยุทธ์เชิงบูรณาการ (ตอนที่สาม) 21/6/2548



มณฑลแห่งพลังกับวิถีแห่งกลยุทธ์เชิงบูรณาการ (ตอนที่สาม)



"เทียนเล่มหนึ่งไม่ได้สูญเสียเปลวไฟของมันเลยในการให้แสงสว่างแก่เทียนอีกเล่ม
เมื่อคุณแบ่งปันแสงสว่างของคุณใน เดอะเซอร์เคิล (มณฑลแห่งพลัง)
คุณจะอาศัยอยู่ในโลกที่สว่างไสวกว่าเดิม และแสงสว่างนี้จะยืดขยายออกไปทั่วรอบตัวคุณ
และเดินทางไปทั่วเดอะเซอร์เคิลอย่างไม่รู้จบ"
(ลอร่า เดย์ เดอะเซอร์เคิล, สำนักพิมพ์ต้นไม้, 2548)



เราได้กล่าวไปแล้วว่า นักรบ คือผู้ที่มุ่งหน้าไปหาพลังและมณฑลแห่งพลัง และเมื่อใดก็ตามที่นักรบล่าพลังได้สำเร็จ เขาก็จะกลายเป็น ผู้กระจ่าง ก่อนที่เราจะกล่าวถึง สภาวะจิตของผู้กระจ่าง เราขออธิบายแนวทางในการล่าพลังและเข้าถึงมณฑลแห่งพลังของนักรบว่า เขาทำได้อย่างไร


มณฑลแห่งพลังคือ สภาวะหรือสถานะแห่งพลังปราณชนิดหนึ่งที่ทำให้นักรบสามารถเชื่อมโยงพลังนั้นเข้ากับตัวเขาเองได้ แล้วเชื่อมโยงพลังของนักรบนั้นเข้ากับคนอื่น รวมทั้งเชื่อมโยงกับพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในเชิงสร้างสรรค์


นักรบที่เชื่อมโยงตนเองเข้ากับพลังของมณฑลแห่งพลังได้ เขาจะค้นพบว่าชีวิตมิใช่เป็นเรื่องของการต่อสู้ดิ้นรนปากกัดตีนถีบอีกต่อไป แต่ชีวิตเป็นเรื่องของแรงบันดาลใจที่มีพลังอย่างไม่มีวันหมดสิ้น ซึ่งนักรบสามารถใช้พลังอนันต์นั้นในเชิงสร้างสรรค์เพื่อปั้นโลกอย่างที่เขาต้องการ เพื่อดำเนินชีวิตอย่างที่เขาต้องการ โดยนักรบสามารถใช้ชีวิตอย่างวางใจ และปราศจากความกังวลใดๆ ทั้งสิ้น ตราบใดที่ตัวเขายังอยู่ในมณฑลแห่งพลังหรือเชื่อมโยงกับมณฑลแห่งพลังได้อย่างเลื่อนไหลไม่ติดขัด


นักรบเชื่อมโยงกับมณฑลแห่งพลังได้ด้วยปณิธานความมุ่งมั่นเพียงหนึ่งเดียวของเขาในการล่าพลังหรือการเดินบน "วิถี" (อภิมรรค) ของเขา ที่ตัวเขาเป็นผู้เลือกเองอย่างจริงใจและบริสุทธิ์ใจ นักรบคือ ผู้ที่กระหายในพลัง แล้วเขาใช้ความกระหายนี้เป็นแรงผลักดันที่รุนแรงที่สุดของตัวเขาในการเดินบนวิถีของเขา แต่เขามีทักษะในการรู้จักกำกับควบคุมความกระหายในพลังของเขาอย่างมีสติ กล่าวคือ นักรบที่แท้ต้องรู้จักวิธีชักจูงความกระหายในพลังของตนเพื่อการพัฒนาตนเอง เพื่อยกระดับจิตใจของตนเอง และเพื่อทำงานอย่างสร้างสรรค์ต่อเนื่อง


นักรบคือผู้ที่สามารถใช้เจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของเขาอย่างได้ผลในการรวบรวมพลังทั้งหมด และความสามารถทั้งหลายที่ตัวเขามีในการสร้าง "ตัวตนใหม่" ที่ตัวเขาต้องการที่จะเป็นขึ้นใน "ปัจจุบันขณะ" ในทุกขณะจิตของตัวเขา และให้มันก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงบวกในทุกๆ มิติแห่งชีวิตของเขาอย่างไม่หวั่นไหว ไม่วอกแวกเบี่ยงเบนไปจากวิถีที่เขากำลังเดินอยู่


นักรบจะต้องสะท้อนความเป็นตัวตนที่เขาเป็นหรือปรารถนาจะเป็นอย่างแท้จริงจากก้นบึ้งส่วนลึกสุดของจิตวิญญาณของเขาออกมาในทุกๆ ความคิด ทุกๆ คำพูด ทุกๆ การกระทำ และทุกๆ เหตุการณ์รอบตัวเขา เขาต้องเป็นในสิ่งที่เขาเชื่อว่าเขาเป็นและทำให้โลกตอบสนองตามนั้น นักรบจึงต้องเป็นความรู้สึกที่แน่วแน่ที่สุดของพลังจากมณฑลแห่งพลังในทุกๆ สถานการณ์ที่เขาเข้าไปเกี่ยวข้อง


นักรบจะไม่ยอมจำนนให้แก่ใคร แต่นักรบจะต้องยอมจำนนต่อการเปลี่ยนแปลงภายในที่กำลังเกิดขึ้นภายในตัวนักรบ ขณะที่ตัวเขาอยู่ภายในมณฑลแห่งพลัง นักรบจะต้องปล่อยวางสิ่งต่างๆ ความคิดความเชื่อที่เป็น "ตัวตนเก่า" ที่เขาเคยยึดถือ ยึดมั่นเอาไว้มานานปีลงเสีย และ ยินยอมให้พลังจากมณฑลแห่งพลังนำพานักรบผู้นั้น ฟันฝ่า ห้วงยามแห่งความปวดร้าว ความยากลำบากอันเนื่องมาจากการแปลงสภาพ และความทรมานของการก่อเกิด "ตัวตนใหม่"


ขณะที่นักรบอยู่ในมณฑลแห่งพลัง เขาจะไม่มีปรปักษ์ศัตรูใดเลย จะมีก็แต่สิ่งที่เขาต้องรับมือด้วยพลังที่แตกต่างหลากหลายหลากชนิดอย่างมีกลยุทธ์เท่านั้น


เมื่อใดก็ตามที่ตัวนักรบผู้นั้นได้กลายเป็นตัวมณฑลแห่งพลังโดยสมบูรณ์ และกลายเป็นพลังแห่งแรงบันดาลใจให้แก่คนอื่นๆ ที่พยายามเข้าถึงมณฑลแห่งพลังของตนเอง และเมื่อใดก็ตามที่ตัวเขาตระหนักรู้ และเข้าถึงความเต็มเปี่ยมของพลังในตัวเขา จนความกระหายในพลังมิได้เป็นแรงผลักดันในตัวเขาอีกต่อไป เมื่อนั้นนักรบผู้นั้นย่อมย่างเข้าสู่ วิถีของผู้กระจ่าง และ มหาอติ คือสภาวะจิตของเขาผู้นั้น


สภาวะจิตแบบ มหาอติ มีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการคือ

(1) การเปิดกว้างอย่างสมบูรณ์แบบ (complete openness)

การฝึกปฏิบัติในแต่ละวันในชีวิตประจำวันของเขา คือ การบ่มเพาะพัฒนาความสามารถในการยอมรับอย่างสมบูรณ์สิ้นเชิงในทุกๆ สถานการณ์ ในทุกๆ สภาวะอารมณ์ และในทุกๆ คน เพื่อที่ผู้นั้นจะสามารถมีประสบการณ์กับทุกๆ สิ่งได้อย่างทั้งหมดทั้งสิ้น อย่างไม่มีข้อแม้เงื่อนไขใดๆ และอย่างปราศจากความคับข้องใจใดๆ


เพราะทำได้เช่นนี้ คนผู้นั้นจึงมีพลังงานที่สร้างสรรค์จำนวนมหาศาล เนื่องจากพลังงานของเขาไม่เคยรั่วไหลไปกับกระบวนการคิด และอารมณ์ที่สูญเปล่าไร้สาระ รวมทั้งไม่ต้องสูญเสียพลังงานไปกับการพยายามหลบหนีความจริงของชีวิตในรูปแบบต่างๆ


ความยากลำบากในการฝึกการเปิดกว้างอย่างสมบูรณ์แบบ อยู่ที่อัตตาของคนเรามักจะกลัวความเจ็บปวด และกลัวที่จะ "เปลือย" ตัวตนของตนเองออกมาอย่างหมดเปลือก โดยเฉพาะด้านที่อัปลักษณ์และมืดดำของตนเอง ผู้กระจ่าง คือผู้ที่สามารถก้าวข้ามด่านแห่งการป้องกันตัวเองเหล่านี้ไปได้ และสามารถ "เปิด" ตนเองต่อจักรวาฬได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยความเรียบง่ายอย่างที่สุด และด้วยใจที่ "เปลือยเปล่า" อย่างที่สุด การที่เขาสามารถกระทำเช่นนั้นได้ ก็เพราะเขาสามารถวางใจต่อจักรวาฬได้อย่างสิ้นเชิง


(2) ความสมบูรณ์พร้อมอย่างเป็นธรรมชาติ (natural perfection)

การปฏิบัติในแต่ละวันของผู้กระจ่างคือ ชีวิตอันแสนธรรมดา นั่นเอง เพราะ "สรรพสิ่งล้วนสมบูรณ์พร้อมอย่างที่มันเป็นอยู่แล้ว" ปรากฏการณ์ทั้งหลาย ล้วนเป็นลีลาแห่งความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายอยู่ในตัวของมัน แต่ทุกๆ สิ่งก็เป็นแค่สัญลักษณ์ โดยที่ไม่มีความแตกต่างระหว่างสัญลักษณ์กับความจริงที่ถูกรับรู้ในเชิงสัญลักษณ์ ในสภาวะจิตของผู้กระจ่าง จะปราศจากความพยายาม ความมุ่งมั่นใดๆ เพื่อการหลุดพ้น หรือการรู้แจ้งอีกต่อไป เพราะเขาสามารถตระหนักได้ว่า พุทธะภาวะเป็นสิ่งที่สมบูรณ์พร้อมอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องทำให้พุทธะภาวะพัฒนามากไปกว่านี้ จึงไม่จำเป็นต้องพยายามเพื่อ "บรรลุ" อะไรอีก ความพยายามใดๆ เพื่อการบรรลุธรรมล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างเงื่อนไขและผิดธรรมชาติ ทำให้เป็นอุปสรรคขัดขวางการไหลลื่นของจิต


การเจริญภาวนาของผู้กระจ่างนั้น เขาทำมันในฐานะที่มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเขาเท่านั้น ไม่ต่างไปจากการกินข้าวหรือการหายใจ มันมิได้เป็นสิ่งพิเศษจำเพาะแต่อย่างใดเลย เพราะผู้กระจ่างย่อมรู้ดีว่า เขาเจริญภาวนาเพื่อ "ข้ามพ้น" ความพยายามเขาเจริญภาวนาเพื่อ "ข้ามพ้น" การปฏิบัติธรรม เขาเจริญภาวนาเพื่อ "ข้ามพ้น" เป้าหมายแห่งการหลุดพ้น (นิพพาน) และเขาเจริญภาวนาเพื่อ "ข้ามพ้น" ความเป็นคู่ระหว่างโลกียะกับโลกุตตระ


การเจริญภาวนา (การทำสมาธิ) ของผู้กระจ่างนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการคาดหวังผลลัพธ์ใดๆ จากการเจริญภาวนานั้น เพราะเขารู้ดีว่าทุกๆ สิ่งที่ปรากฏขึ้นในสมาธิเป็นแค่ ลีลาของใจ เท่านั้น จึงไม่มีการทำสมาธิที่ดีหรือไม่ดี เขาแค่ทำสมาธิ (เจริญภาวนา) โดยไม่มีความตระหนักรู้ว่าตนเอง "กำลังทำสมาธิ" ไม่มีการบังคับหรือความพยายามในการควบคุมใจใดๆ ทั้งสิ้น เพราะในสายตาของผู้กระจ่าง การเจริญภาวนาเป็นสิ่งที่สมบูรณ์พร้อมเสมอ จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปปรับปรุงแก้ไขใดๆ


(3) ความเป็นไปเองอย่างสิ้นเชิง (absolute spontaneity)

ผู้กระจ่างจะสามารถแลเห็นได้ว่า ชีวิตในแต่ละวันของเขาคือ มณฑล (mandala) แห่งพลัง โดยมีตัวเขาอยู่ ณ ใจกลางแห่งมณฑลนั้น การที่ตัวเขากลายเป็นมณฑลแห่งพลังโดยสมบูรณ์ ทำให้ตัวเขาเป็นอิสระจากอคติใดๆ ในเรื่องที่เกี่ยวกับอดีต เป็นอิสระจากความปรารถนาต่างๆ ในเรื่องที่เกี่ยวกับปัจจุบัน และเป็นอิสระจากความคาดหวังต่างๆ ในเรื่องที่เกี่ยวกับอนาคต เขาจึงเป็นเสรีชนตามความหมายที่แท้จริง เขาจึงสามารถใช้ชีวิตอย่างเป็นธรรมชาติ อย่างเป็นไปเอง โดยยอมรับและเรียนรู้จากทุกๆ สิ่ง ทุกๆ เรื่อง เขาคือผู้ที่มองทะลุถึงมายาของสิ่งที่เรียกว่า "อดีต", "ปัจจุบัน" และ "อนาคต"


เพราะเขารู้ทันว่า "อดีต" เป็นแค่ความทรงจำของปัจจุบัน และ "อนาคต" เป็นแค่ความคาดหวังจากปัจจุบัน โดยที่ "ปัจจุบัน" เองก็มลายไปทุกที ก่อนที่คนเราจะคว้าจับมันได้ทัน


เขาย่อมรู้ทันว่า ความร่านราคะของกายเนื้อก็ดี ความฟุ้งซ่านด้วยไอเดียอันหลากหลายของใจก็ดี และความสว่างโพลงของจิตในสมาธิที่ดิ่งลึกก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นการแสดงออกอย่างสมบูรณ์แบบของด้านต่างๆ ของธรรมจิตหรือจักรวาฬทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดที่ควรปฏิเสธ หรือตั้งข้อรังเกียจแม้แต่สิ่งเดียว กว่าที่เขาจะค้นพบและเข้าใจความจริงข้อนี้ได้ เขาก็ต้องผ่านพ้นห้วงยามแห่งความเจ็บปวดที่ยาวนานดุจตายทั้งเป็นมาแล้วเสียก่อน...การจะเป็นนักรบนั้น ก็ต้องผ่านการบาดเจ็บ มีบาดแผลบ้าง เพียงแต่การบาดเจ็บทุกแผลของเขาคือ ร่องรอยของการเติบโตทางจิตวิญญาณของนักรบเยี่ยงเขาเท่านั้น







Powered by MakeWebEasy.com