(บทความแทรกพิเศษ) ไขข้อพิพาทปราสาทพระวิหารฉบับชาวบ้าน (21/7/53)

(บทความแทรกพิเศษ) ไขข้อพิพาทปราสาทพระวิหารฉบับชาวบ้าน (21/7/53)

ไขข้อพิพาทปราสาทพระวิหารฉบับชาวบ้าน

 

รศ.ดร.ชวินทร์ ลีนะบรรจง , รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ข้อพิพาทเรื่องปราสาทพระวิหารดูจะเป็นเรื่องเดียวผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ข้าราชการ หรือแม้แต่สื่อมวลชนส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่ได้ให้ความสนใจเปิดเผยข้อเท็จจริงกับเจ้าของประเทศอย่างแท้จริงว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น

ทั้งที่พวกเขาเหล่านั้น ปฏิญาณตนแล้วว่าจะปกป้องรักษาเอาไว้ด้วยชีวิต

วันนี้ต้องขอแทรกบทความต่อเนื่องขนาดยาว “รำลึกทักษิณและระบอบทักษิณ” ด้วยเรื่องสำคัญก็คือการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกปราสาทพระวิหารโดยกัมพูชาแต่ฝ่ายเดียว

25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 จะเป็นเหมือนเมื่อ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ได้มีคำพิพากษาตัดสินให้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารหรือไม่ อีกไม่กี่วันชาวไทยทั้งหลายคงได้ทราบเป็นที่ประจักษ์ เพราะเป็นวันที่ยูเนสโกจะพิจารณาตัดสินคำขอกัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่ฝ่ายไทยไม่เคยยอมรับว่าปราสาทดังกล่าวเป็นของกัมพูชาและคัดค้านการขึ้นทะเบียนมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวของกัมพูชามาโดยตลอด

1. ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชาเมื่อ พ.ศ. 2505 หลังจากที่กัมพูชาได้ยื่น 5 ข้อเรียกร้องต่อศาลโลกให้พิพากษาและชี้ขาดว่า (1) แผนที่ตอนเขาดงรัก ขนาดมาตราส่วน 1:200000 ที่ได้ถูกจัดทำและเผยแพร่ในนามของคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมตามสนธิสัญญา ค.ศ. 1904 (2) เส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาในบริเวณปราสาทพระวิหารให้เป็นไปตามเส้นที่ลากไว้บนแผนที่ตามข้อ (1) (3) ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนที่อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา (4) ถอนทหารในบริเวณตัวปราสาท และ (5) คืนสิ่งของวัตถุโบราณ

2. มีความเข้าใจอยู่เสมอๆ ว่าศาลโลกได้ตัดสินตามข้อเรียกร้องเพียง 3 ข้อคือข้อ(3)-(5) นั่นคือศาลโลกได้ชี้ขาดให้ตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่ศาลโลกมิได้ชี้ขาดในเรื่องเขตแดนตามแผนที่มาตราส่วน 1:200000 ตามข้อเรียกร้องใน 2 ข้อแรก

แต่จากคำพิพากษาที่แปลโดยกระทรวงการต่างประเทศและจัดพิมพ์โดยสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อ 30 มิ.ย. 2505 ได้ชี้ให้เห็นว่า ศาลโลกได้อาศัยการวินิจฉัยเส้นเขตแดนเป็นหลักที่จะกำหนดว่าปราสาทจะตกเป็นของชาติใด ดังปรากฏในหน้า 16 “เพื่อที่จะชี้ขาดว่าปัญหาอธิปไตยเหนือดินแดน ศาลจำเป็นต้องพิจารณาถึงเส้นเขตแดนระหว่างประเทศทั้งสอง . . .” หรือในหน้า 19-20 “ศาลจะสามารถวินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือบริเวณเขาพระวิหารได้ก็ต่อเมื่อได้ตรวจสอบแล้วว่าเส้นเขตแดนคือเส้นใด . . .”

กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือหากชี้ขาดเรื่องเส้นเขตแดนได้แล้ว ปราสาทตกอยู่ในเขตแดนใครก็เป็นของชาตินั้นไป ดังนั้น การชี้ขาดว่าปราสาทพระวิหารเป็นของชาติใดจึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากการวินิจฉัยเส้นเขตแดน หากใช้ตรรกะนี้เขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชาก็มีการชี้ขาดไปด้วยเช่นกัน!

ดังนั้น ความเข้าใจที่ว่าศาลโลกไม่ได้ชี้เรื่องเขตแดนในแผนที่ตอนเขาดงรักจึงอาจเป็นเรื่องเข้าใจผิดของคนส่วนใหญ่มาเป็นเวลานาน และอาจเป็นเหตุผลสำคัญต่อการตัดสินใจของกระทรวงการต่างประเทศไทยในปัจจุบัน เพราะแม้ในคำพิพากษาในตอนท้ายหน้า 50 ที่กล่าวถึงข้อเรียกร้องของกัมพูชาต่อศาลโลก 2 ข้อแรกว่า “มิใช่เป็นข้อเรียกร้องที่จะต้องกล่าวถึงในบทปฏิบัติการของคำพิพากษา” แต่ก็เป็นหลักที่ศาลโลกใช้พิจารณาให้อธิปไตยเหนือตัวปราสาทตามข้อเรียกร้อง (3) ของกัมพูชา

3. อีกประเด็นหนึ่งที่มีการเข้าใจผิดมาโดยต่อเนื่องก็คือ สันปันน้ำกับเขตแดนเป็นเส้นเดียวกันหรือไม่ แม้สนธิสัญญาปี ค.ศ. 1904 กำหนดให้ใช้หลักสันปันน้ำในการกำหนดเขตแดนก็จริงอยู่ แต่ก็กำหนดด้วยว่า“แนวเขตแดนที่แน่นอนจะถูกกำหนดโดยคณะกรรมการฯ” (หน้า 20) ซึ่งหมายความว่าเส้นเขตแดนกับสันปันน้ำอาจเป็นคนละเส้นก็ได้หากคณะกรรมฯ กำหนดไว้ให้ต่างไปจากสันปันน้ำ เส้นเขตแดนจึงเป็นผลงานของคณะกรรมการฯ และมิได้เป็นไปโดยอัตโนมัติโดยยึดหลักสันปันน้ำแต่เพียงลำพัง และศาลโลกด้วยเสียงส่วนใหญ่ก็เห็นว่าคณะกรรมการฯ สามารถมีดุลพินิจทำได้ ไม่เป็นเรื่องนอกขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการฯ ดังที่ผู้พิพากษาเสียงส่วนน้อยบางท่านมีความเห็นแย้งเอาไว้ (หน้า 193)

4. แม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคณะกรรมการฯ มิได้ยอมรับอย่างเป็นทางการในแผนที่ตอนดงรักว่าเป็นผลงาน แต่แทนที่จะกลับไปใช้หลักสันปันน้ำในการกำหนดเขตแดนตามเจตนารมณ์ที่ภาคีสนธิสัญญาตกลงกันเอาไว้ตั้งแต่ต้น ศาลโลกมีความเห็น “เตลิดไปไกล” ว่าการที่ฝ่ายไทยนิ่งเฉยทั้งที่แผนที่ที่ไม่ได้เป็นผลงานดังกล่าวที่ได้ถูกจัดทำและส่งให้ฝ่ายไทยด้วยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1908 จนถึงเวลาที่เรื่องขึ้นสู่ศาล (ปี ค.ศ. 1965) ทำให้เส้นเขตแดนที่ปรากฏบนแผนที่ดังกล่าวถูกยอมรับโดย “พฤตินัย” จากภาคีสนธิสัญญาทั้ง 2 ฝ่ายแม้จะไม่มีการยอมรับอย่างเป็นทางการก็ตาม โดยคำพิพากษาตอนหนึ่งกล่าวว่า

“พฤติการณ์แวดล้อมย่อมจะบังคับให้ต้องมีปฏิกิริยาบางอย่างในระยะเวลาอันสมควรจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายสยาม ถ้าหากมีความประสงค์ที่จะเสนอข้อคัดค้านแผนที่ หรือจะยกปัญหาสำคัญอันใดขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องนี้” อันเป็นที่มาของกฎหมายปิดปาก (estoppel law) ที่ว่า “ผู้ที่เงียบเฉยอยู่ย่อมถือว่ายินยอมถ้าเขามีหน้าที่ที่จะพูดและสามารถจะพูดได้” (หน้า30) แม้จะมีเสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วยก็ตาม

ดังนั้น ฝ่ายไทยที่อาศัยเหตุผลทางนิติศาสตร์ที่จะไม่ยอมรับแผนที่ตอนดงรักหรือไม่ก็ไม่ทำให้ศาลโลกเห็นคล้อยตามไปได้ เนื่องจากข้อเท็จจริงด้านพฤตินัยที่ฝ่ายไทย (หรือแม้แต่ฝรั่งเศสและกัมพูชา) ไม่เคยคัดค้านแผนที่ดังกล่าวเมื่อมีโอกาส เป็นประจักษ์พยานที่ชัดเจนกว่า และมีน้ำหนักอยู่เหนือเหตุผลด้านภูมิศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหลักพรมแดนตามธรรมชาติ เช่น สันปันน้ำ หรือเหตุผลด้านทางขึ้นทางลงของปราสาท

5. การอ้างบันทึกความเข้าใจระหว่างไทย-กัมพูชาปี พ.ศ. 2543 หรือ MOU 2543 ว่าเป็นคุณกับฝ่ายไทยเพราะสามารถเลือกใช้แผนที่ที่ถูกรับรองอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการฯ ที่มีอยู่หลายฉบับของนายศิริโชคเพื่ออธิบายความชอบธรรมในการไปทำบันทึกความเข้าใจฯ ดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่ไร้สาระ เพราะดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะเป็นการทำแผนที่โดยฝรั่งเศสแต่ฝ่ายเดียว หรือจะอ้างความผิดพลาดของฝ่ายตน (ไทย) ว่าไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของแผนที่เพื่อบอกล้างความยินยอม หรือคณะกรรมการฯ จะให้การรับรองแผนที่หรือไม่ ศาลโลกก็ไม่ได้ให้ความสำคัญแต่อย่างใด แต่ศาลโลกได้ชี้เขตแดนเอาไว้แล้ว (โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามแต่จะคิด) จากการชี้ขาดให้ปราสาทพระวิหารตกไปเป็นของกัมพูชาต่างหาก

6. หากพิจารณาในภาพกว้างจะเห็นได้ชัดว่า ฝ่ายกัมพูชาในปัจจุบันสนใจแต่เพียงการ “บังคับคดี” ที่ศาลโลกได้ตัดสินนำร่องไว้แล้วเมื่อเกือบ 50 ปีก่อนต่างหากที่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญโดยอาศัยการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของยูเนสโกเป็นการ “บังคับคดี” ไปโดยปริยาย เพื่อที่จะได้ดินแดนตามเส้นเขตแดนในแผนที่ที่ฝรั่งเศสเป็นผู้จัดทำแต่ฝ่ายเดียวเมื่อค.ศ. 1908 เพราะฝ่ายกัมพูชาก็ตระหนักดีว่าขอบเขตการบังคับคดีของศาลโลกมีจำกัด

ความเห็นของชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่ปรากฏในจดหมายเรื่องปราสาทพระวิหาร-กรณีศึกษาประวัติศาสตร์การเมือง-ลัทธิชาตินิยม ลงวันที่ 20 มิ.ย. 51ที่กล่าวว่า ปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชาทั้งจากทางด้านประวัติศาสตร์ ทางด้านนิติศาสตร์ เนื่องจากข้ออ้างของฝ่ายไทยด้านภูมิศาสตร์ คือ ทางขึ้นหรือสันปันน้ำ หาได้รับการรับรองจากศาลโลกไม่นั้น ข้อเท็จจริงที่ปรากฏข้างต้นก็ชี้ให้เห็นว่าไม่เป็นความจริงเช่นกัน

แม้ศาลโลกจะไม่ให้ความสำคัญกับข้ออ้างด้านภูมิศาสตร์ของฝ่ายไทย แต่ทางขึ้นลงเป็นสิ่งสำคัญต่อปราสาทพระวิหารที่กัมพูชาได้ไว้ในครอบครอง หาไม่แล้วทำไมจึงต้องพยายามอ้างแผนที่ 1:200000 ที่ทำโดยฝรั่งเศสในการทำข้อตกลงกับฝ่ายไทยในปัจจุบันอยู่ตลอดเวลาทั้งๆ ที่ศาลโลกก็ได้ตัดสินตัวปราสาทให้ไปแล้วเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน

นอกจากนี้แล้ว เส้นแบ่งเขตแดนตามธรรมชาติ เช่น สันปันน้ำก็ดี หรือขอบหน้าผาก็ดี หรือแม่น้ำก็ดี ล้วนแต่เป็นข้อต่อสู้เรื่องเขตแดนที่อาศัยข้อเท็จจริงทางภูมิศาสตร์เป็นมูลฐานที่มองเห็นสังเกตและไม่เปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย เป็นการใช้อธิปไตยแห่งอาณาเขตโดยฝ่ายที่มีทางเข้าถึงอย่างสะดวกที่ไม่ขัดกับหลักธรรมชาติเหมือนเช่นที่ศาลโลกพิพากษาเอาไว้ โดยอ้างเหตุผลด้านนิติศาสตร์ว่าคณะกรรมการฯ มีอำนาจในการใช้ดุลพินิจในการกำหนดเขตแดนที่อาจนอกเหนือไปจากหลักธรรมชาติ (หลักภูมิศาสตร์) และโดยข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏหลักฐานการวินิจฉัยกำหนดเขตแดนในบริเวณดังกล่าวแต่อย่างใด

7.ประเทศไทยมาถึงจุดที่กำลังจะเสียดินแดน หากคณะกรรมการมรดกโลกอนุมัติให้กัมพูชาสามารถขึ้นทะเบียนแต่ฝ่ายเดียวและให้อาณาบริเวณโดยรอบปราสาทเป็นเขตอนุรักษ์ที่มิใช่บริหารจัดการโดยฝ่ายไทยตามอธิปไตยที่มีอยู่ได้อย่างไร?

มิใช่เพราะบันทึกความเข้าใจฯ ปีพ.ศ. 2543 ที่มีขึ้นในรัฐบาลประชาธิปัตย์แต่เพียงประการเดียว หากแต่มีการต่อยอดเรื่อยมาโดยทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลหุ่นเชิดของเขาที่ตั้งใจจะแลกดินแดนทางบกกับผลประโยชน์จากน้ำมันในทะเล การไม่คัดค้านหรือเสนอตัวร่วมขอมรดกโลกในปราสาทพระวิหารที่เคยทำมาในอดีตทั้งๆ ที่รัฐบาลไทยยืนยันสงวนสิทธิ์มาโดยตลอด หรือการที่นายนพดลอาศัยความเป็นรัฐมนตรีไปทำสัญญากับกัมพูชาโดยไม่ขออนุมัติจากรัฐสภา ถูกศาลเพิกถอนความตกลงดังกล่าว ต้องลาออกและถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่ดีถึงความผิด ละเลยหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ที่ร่วมกระทำอย่างซ้ำซากของรัฐบาลประชาธิปัตย์กับทักษิณในยุคปัจจุบัน

ประเทศไทยยังมีกรณีเช่นปราสาทพระวิหารอยู่อีกหลายๆ แห่งในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา นายกฯ อภิสิทธิ์จะทำอย่างไรหากกัมพูชาเข้ามายึดดินแดนในปราสาทแห่งอื่นๆ อีกตามรอยปราสาทพระวิหารเพราะกัมพูชาคงไม่จบเรื่องแค่ปราสาทพระวิหารที่เดียว

8. นายกฯ อภิสิทธิ์กำลังตั้งตนอยู่ในความประมาทอย่างแท้จริง เพราะกรณีนี้ประเทศไทยมีแต่เสมอตัว (กัมพูชาขึ้นทะเบียนไม่ได้) กับขาดทุน (กัมพูชาขึ้นทะเบียนได้) ไม่มีกำไรอย่างแน่นอน แต่ที่เห็นเป็นประจักษ์ชัดเจนก็คือ ประเทศไทยจะไม่มีวันที่จะได้ปราสาทพระวิหารและพื้นที่โดยรอบกลับคืนมาหากยังคงใช้วิธีแค่ยื่นหนังสือประท้วงเช่นที่ทำอยู่ในปัจจุบันโดยไม่เผชิญหน้ากับปัญหาอย่างแท้จริง ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชานำเอาทหาร ประชาชน เข้ามาในดินแดนที่ไทยบอกว่าเป็นของตนเองแต่ไม่สามารถเข้าไปได้โดยอิสระ

นายกฯ อภิสิทธิ์จะทราบหรือไม่ว่า การเอาแต่ใช้โวหาร เล่นลิ้น ในเรื่องดังกล่าวจะมีประโยชน์อันใดเกิดขึ้นมา หากไทยต้องเสียดินแดนไปอีกครั้ง เรื่องนี้นายกฯ อภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมทั้งหมดรับผิดชอบไม่ไหวดอกจะบอกให้

เพราะเรื่องนี้ท่านอาจถูกประชาชนตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต!




Powered by MakeWebEasy.com