9. ควรทำตัวอย่างไรหลังถูก LAY-OFF และเศรษฐกิจทรุด

9. ควรทำตัวอย่างไรหลังถูก LAY-OFF และเศรษฐกิจทรุด



ควรทำตัวอย่างไรหลังถูก LAY-OFF และเศรษฐกิจทรุด ?



ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น ปัญหาของแพง (เงินเฟ้อ) จะไม่หนักหนาเท่ากับปัญหาไม่มีงานทำ (ตกงาน) ในสายตาของปัจเจกชน เพราะถ้าของแพงก็ยังพอจะใช้มาตรการรัดเข็มขัดปรับตัวให้เข้ากับสถานการณืได้ แต่การตกงานหมายความว่า รายได้ในอนาคตที่คาดว่าจะได้มานั้นจะไม่มีอีกต่อไปแล้ว จึงเป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับความเป็นความตายของผู้นั้นและครอบครัวของผู้นั้นที่คนผู้นั้นจะต้องรับผิดชอบเลยทีเดียว


ขณะนี้ยอดคนตกงานพุ่งเกินกว่าล้านคน พนักงานไฟแนนซ์ซึ่งเป็นคนในระดับชนชั้นกลางที่มีการศึกษาก็มีแนวโน้มว่าจะถูกลอยแพเป็นจำนวนนับหมื่นคน ขณะเดียวกันก็มีการคาดการณ์ว่า จำนวนผู้ป่วยเป็นโรคประสาทและจิตเวชในประเทศไทยจะเพิ่มจากหกแสนคนเป็นหนึ่งล้านคนในอีกไม่นานนี้อีกทั้งโทรศัพท์ Hot-line ที่มีผู้มาปรึกษาจิตแพทย์ก็เปลี่ยนจากปัญหาครอบครัวไปเป็นปัญหาเศรษฐกิจแทนและจำนวนผู้โทรศัพท์เข้ามาก็มากผิดปกติด้วย ปรากฎการณ์เหล่านี้ ล้วนเป็นสัญญาณอันตรายทั้งสิ้น ที่กำลังเตือนภัย ล่วงหน้าให้เรารู้ว่า ผู้คนจำนวนมากในสังคมนี้ กำลังมีปัญหาทางจิตใจที่เกิดจากการเผชิญความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจและกลัดกลุ้มใจจนหาทางออกที่ถูกต้องไม่ได้ ซึ่งจะมีผลไปทำให้ปัญหาเศรษฐกิจรุนแรงยิ่งขึ้น และแก้ได้ยากยิ่งขึ้นเป็น "วงจรอุบาทว์" ไป


แก่นแท้ของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจนั้น ต่างไปจากปัญหาการเมือง คือ จะใจร้อนแบบต้องทำ "ม้วนเดียวจบ" ไม่ได้ มันเป็นกระบวนการที่ต้องอดทนอดกลั้น ข่มใจตัวเองแบบรวมหมู่เป็นเวลานานนับปีเลยทีเดียว ซึ่งเป็นแนวทางแก้ปัญหาที่คนไทยและสังคมไทยไม่เคยชินและไม่ได้เตรียมพร้อมมากก่อนการแก้ปัญหาเพิ่มจะเริ่มต้น และอีกนานพอสมควรทีเดียวกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวมาริเริ่มต่อสู้แข่งขัน ทำอะไรต่อมิอะไรไปอีกได้ ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าในช่วงเวลา 2-3 ปี ต่อจากนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ควรทำตัวอย่างไรเพื่อเผชิญหน้ากับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่จะต้องมาถึงอย่างแน่นอนอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดและเตรียมพร้อมที่สุดได้? การปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เอาแต่คร่ำครวญถึงความรุ่งโรจน์ในอดีต หรือเอาแต่บ่นว่าไม่น่าเลยนั้นรังแต่จะเป็นการบั่นทอนกำลังกายและกำลังใจที่มีอยู่แล้วของสังคมนี้ให้ร่อยหรอลงไปเท่านั้น


สิ่งที่ผมอยากจะเสนอให้พวกเราพิจารณากันคือ ควรใช้เวลาช่วงนี้ "เลียแผลตัวเอง" และ "สะสมกำลังรอคอยโอกาส" ในช่วงเศรษฐกิจบูมนั้นผู้คนส่วนใหญ่ยุ่งเกินไป จนไม่มีเวลาเรียนรู้อย่างจริงจังและฝึกฝนตนเอง เพราะฉะนั้นช่วงที่กำลังว่างงานอยู่นี้น่าจะกลายเป็น "โอกาสทองที่หาได้ยาก"สำหรับการเพิ่มพูนความสามารถในการเรียนรู้และการฝึกฝนตนเอง ขอเพียงแต่ผู้นั้นทีทัศนะในเชิงบวกต่อการใช้ชีวิตเท่านั้น เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วที่ครอบครัวผมเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำนั้น ผมเคยใช้หลักการอันนี้มาแล้วและมันก็พิสูจน์ว่าได้ผลเป็นอย่างยิ่ง ผมจึงอยากนำเคล็ดวิชาแห่งการฝึกฝนตนเองที่ผมทำในห้วงเวลานั้นมาถ่ายทอดให้แก่พวกเราเพื่อจะเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของพวกท่านได้บ้าง


ในตอนนั้นผมฝึก "การสร้างนิสัยที่ดีและยินยอมเป็นทาสของมัน" ตามระบบการฝึกของOg Mandino เพื่อหลีกเลี่ยงความล้มเหลวที่แม้ผมไม่ได้ เป็นคนก่อแต่ผมก็ต้องเข้าไปช่วยเพราะตระหนักดีว่า ความล้มเหลวนั้นเกิดจากความไร้สมรรถภพของคนเราที่จะบรรลุเป้าหมายในชีวิตของตนเอง ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม วีธีการฝึกนี้ง่ายมากคือเราจะต้องฝึกการสร้างวินัยให้แก่ตนเอง ด้วยการอ่านคัมภีร์เพื่อสร้างนิสัยใหม่ ของ Og Mandino โดยผู้นั้นจะต้องอ่านวันละ 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 อ่านภายหลังการตื่นนอนอย่างสงบครั้งที่ 2 อ่านภายหลังอาหารกลางวันอย่างสงบเช่นกัน และครั้งที่ 3 อ่านก่อนเข้านอน แต่ในคราวนี้จะต้องอ่านด้วยเสียงอันดัง คัมภีร์ทังหมดมีอยู่ 10 ม้วน ด้วยกัน ถ้าฝึกฝนตามวิธีนี้จนสำเร็จจะใช้เวลาราว ๆ 10 เดือน ซึ่งเวลาขนาดนี้ เพียงพอที่จะสร้างนิสัยใหม่ ๆ และสร้างพลังจิตใจให้แก่ผู้นั้นได้มากทีเดียว ในที่นี้ผมขอยกคัมภีร์บางบทที่ผมคิดว่าพวกเราส่วนใหญ่ควรอ่านและฝึกฝนมาลงเป็นตัวอย่าง สำหรับผู้ที่สนใจจะฝึกฝนอย่างจริงจัง โปรดอ่านหนังสือของผมเรื่อง "มวยจีนเพื่อชีวิตที่ดีกว่า ความรักกับจอมายุทธ์" ที่กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างละเอียด


จากคัมภีร์ม้วนที่ 3 เพื่อการสร้างนิสัยใหม่


ข้าจะพยายาม จนกว่าข้าจะประสบความสำเร็จ


วัวกระทิงหนุ่ม ๆ มักจะถูกทดสอบในสนามสู้วัว โดยการให้มันบุกเข้าโจมตีนักสู้วัวกระทิง ผู้ซึ่งสร้างความปวดร้าวให้แก่พวกมันโดยใช้แหลนทิ่มแทงก่อน ความกล้าหาญของวัวแต่ละตัวจะถูกวัดด้วยจำนวนครั้งที่มันแสดงความตั้งใจที่จะโถมเข้าใส่เป้า ทั้ง ๆ ที่มีความเจ็บปวดจากคมดาบรอรับอยู่


ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าก็เริ่มตระหนักว่าในแต่ละวันของชีวิตข้าข้าก็กำลังถูกทดสอบเช่นเดียวกับวัวหนุ่มเหล่านี้ แต่ข้ารู้ว่า ถ้าข้าพยายามถ้าข้าลองทำต่อไป ถ้าข้ายังมุ่งก้าวไปข้างหน้าต่อไป ข้าก็จะประสบความสำเร็จ


ข้าจะพยายาม จนกว่าข้าจะประสบความสำเร็จ


ข้ามิได้ถูกลิขิตให้ถือกำเนิดมาในโลกนี้ในฐานะที่เป็นผู้แฟ้และความล้มเหลว มิใช่สิ่งที่จะติดตามตัวข้าตลอดไป ข้าไม่ใช่แกะที่ต้องคอยรับการเสือกใสจากคนเลี้ยงแกะ ข้าเป็นสิงโตและข้าปฏิเสธที่จะคุยเดินหรือนอนร่วมกับพวกแกะ ข้าจะไม่ฟังพวกที่ร่ำไห้ตัดพ้อพร่ำบ่นเพราะโรคของพวกเขาเป็นโรคติดต่อ ให้พวกเข้าไปร่วมสังสรรค์กับพวกแกะเถอะ โรงฆ่าสัตว์แห่งความล้มเหลวมิใช่ชะตากรรมของตัวข้า


ข้าพยายาม จนกว่าข้าจะประสบความสำเร็จ


รางวัลของชีวิตอยู่ที่ปลายทางของการเดินทาง มิได้อยู่ใกล้กับจุดเริ่มต้นและมันไม่เคยบอกให้ข้ารู้ได้เลยว่า ข้าจะต้องเดินกี่ก้าว จึงจะบรรลุเป้าหมายของข้าได้ ข้าอาจยังต้องเผชิญกับความล้มเหลวในก้าวที่ 1,000 โดยมีความสำเร็จอยู่ข้างหลังโค้งถัดไปของถนน ข้าจะไม่มีวันรู้เลยว่าข้าได้เข้าใกล้ความสำเร็จแล้ว จนกว่าข้าจะเลี้ยวหัวมุมถนนนั่น


ข้าจะก้าวไปข้างหน้าเสมอ ถ้ามันยังไม่เป็นผลข้าก็จะก้าวต่อไปอีกและต่อไปอีก ในความเป็นจริงการย่างก้าวในครั้งหนึ่ง ๆ นั้นมิได้เป็นเรื่องที่ยากลำบากเกินไปเลย ข้าจะพยายามจนกว่าข้าจะประสบความสำเร็จตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าถือเสียว่า ความพยายามในแต่ละวันของข้าเป็นเสมือนการใช้ มีดฟันแต่ละครั้งลงไปที่ต้นโอ๊กที่สูงใหญ่ การฟันในครั้งที่ 1 อาจจะไม่สามารถสั่นคลอนต้นไม้ใหญ่ได้ ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ก็เช่นกัน การฟันลงไปแต่ละครั้ง อาจจะดูไม่หนักหน่วงและไม่แลเห็นผลต่อเนื่อง แต่ด้วยแรงตีเพียงน้อยนิดเช่นนี้แหละที่จะทำให้โอ๊กค่อย ๆ ล้มลงในที่สุด ความพยายามของข้าในวันนี้ก็จะเป็นเฉกเช่นเดียวกัน


ข้าจะเป็นเหมือนหยาดฝนทีชะล้างภูเขาให้สะอาด ข้าจะเป็นเหมือนมดตะนอยที่กัดกร่อนเสือร้าย ข้าจะเป็นเหมือนดาวดวงเล็กที่ช่วยเพิ่มแสงสว่างให้แก่โลก ข้าจะเป็นเหมือนทาสที่ร่วมในการก่อสร้างพีระมิด ข้าจะสร้างปราสาทของข้าด้วยก้อนอิฐทีละก้อน เพราะข้ารู้ดีว่า ความพรากเพียรทีละเล็กละน้อยอย่าง ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจะนำมาซึ่งความสำเร็จสมบูรณ์ในกิจการทั้งปวง


ข้าจะพยายาม จนกว่าข้าจะประสบความสำเร็จ ข้าจะไม่คำนึงถึงความพ่ายแพ้ และข้าจะขจัดถ้อยคำจำพวกนี้ออกจากพจนานุกรมของข้า "ยกเลิก" "ทำไม่ได้" "ไม่สามารถ" "เป็นไปไม่ได้" "เหลือบ่ากว่าแรง" "ไม่มีวันเกิดขึ้น" "ล้มเหลว" "ไม่ทำงาน" "สิ้นหวัง" "ถอยทัพ" ฯลฯ เพราะถ้อยคำเหล่านี้เป็นคำพูดของคนเขลา ข้าจะหลีกเลี่ยงความผิดหวังแต่ถ้าโรคร้ายที่ครอบคลุมจิตใจอันนี้ส่งผลถึงตัวข้า เมื่อนั้นข้าก็จะเผชิญหน้ากับความผิดหวังหนี้ ข้าจะบากบั่น และข้าจะอดทน ข้าจะไม่ใส่ใจในอุปสรรคที่อยู่ใต้เท้าของข้า แต่ข้าจะมองไปข้างหน้าไปยังเป้าหมายที่อยู่สูงเหนือศีรษะของข้าไป เพราะข้ารู้ดีว่า ณ ที่ที่ทะเลทรายอันแห้งแล้งสิ้นลง ที่นั่นย่อมมีทุ่งหญ้าอันเขียวขจีงอกงามขึ้นมา


ข้าจะพยายาม จนกว่าข้าจะประสบความสำเร็จ ข้าจะลองแล้วลองอีกและลองต่อไป อุปสรรคแต่ละอย่างที่ ข้าเผชิญ ข้าจะถือเสียว่า มันเป็นทางอ้อมไปสู่เป้าหมายของข้า และเป็นการท้าทายต่อวิชาชีพของข้า ข้าจะพยายามและมุมานะพัฒนาทักษะของข้าให้เชี่ยวชาญ ดุจกะลาสีเรือผู้พัฒนาทักษะของเขาโดยการเรียนรู้วิธีที่จะฝ่ามรสุมที่คลุ้มคลั่ง


ข้าจะพยายาม จนกว่าข้าจะประสบความสำเร็จ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าจะเรียนรู้และประยุกต์ใช้เคล็ดลับของคนอื่นที่ล้ำเลิศกับชีวิตของข้า ข้าจะไม่ยอมให้วันนี้จบลงด้วยความล้มเหลว ข้าจะปลูกฝังเมล็ดแห่งความสำเร็จของวันพรุ่งนี้ลงในวันนี้ เพื่อที่จะได้รับความเหนือกว่าอย่างไม่อาจทัดเทียม ได้แก่ผู้ที่เลิกความพยายาม ในขณะที่คนอื่นละทิ้งการต่อสู้ นั่นเป็นเวลาต่อสู้ของข้าที่จะเริ่มต้นและข้าจะเก็บเกี่ยวผลพวงของมัน


ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจอยู่ ตราบนั้นข้าก็จะมุ่งมั่นพยายามต่อไปเพราะบัดนี้ข้าได้ล่วงรู้หลักการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดข้อหนึ่งเพื่อความสำเร็จ แล้วว่าถ้าข้าพากเพียรยาวนานเพียงพอ ข้าจะประสบชัยชนะในวันหนึ่งข้างหน้า ข้าจะพยายาม ข้าจะประสบชัยชนะ



(จากเศรษฐกิจไทยตายแล้วฟื้น พิมพ์ครั้งที่ 3, ดร.สุวินัย ภรณวลัย, สำนักพิมพ์วิชั่น แวนควิช)





 

Powered by MakeWebEasy.com